ข้ามไปยังเนื้อหา
Triple I HR
← กลับไปบทความทั้งหมด

OKR สำหรับ SME และสตาร์ทอัพ เริ่มอย่างไรให้ได้ผล

OKR เหมาะสำหรับ SME และสตาร์ทอัพที่ต้องการความคล่องตัวและการโฟกัสทิศทาง เพราะช่วยให้ทีมเล็กมุ่งเน้นเป้าหมายที่สำคัญที่สุดในแต่ละรอบ กุญแจสำคัญคือการเริ่มแบบเรียบง่าย ตั้ง Objective เพียงไม่กี่ข้อ และทบทวนอย่างสม่ำเสมอ องค์กรขนาดเล็กไม่จำเป็นต้องมีโครงสร้างซับซ้อนแบบองค์กรใหญ่ บทความนี้อธิบายแนวทางทำ OKR ที่ปฏิบัติได้จริงสำหรับ SME และสตาร์ทอัพ

ทำไม OKR เหมาะกับองค์กรขนาดเล็ก

องค์กรขนาดเล็กมีทรัพยากรจำกัดและต้องเลือกว่าจะทุ่มเทไปที่ใด OKR ตอบโจทย์นี้โดยตรง เพราะบังคับให้ทีมเลือกเป้าหมายที่สำคัญที่สุดเพียงไม่กี่ข้อ แทนที่จะพยายามทำทุกอย่างพร้อมกัน

นอกจากนี้ สตาร์ทอัพมักอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนเร็ว OKR ที่ใช้รอบสั้น เช่น รายไตรมาส ช่วยให้ทีมปรับทิศทางได้ทันเมื่อสถานการณ์เปลี่ยน หากต้องการทบทวนพื้นฐานก่อน อ่านได้ที่OKR เบื้องต้นสำหรับองค์กรไทย

ข้อได้เปรียบของทีมเล็กในการทำ OKR

  • สื่อสารตรงและเร็ว ทีมเล็กคุยกันได้ทั่วถึง ทำให้ทุกคนเข้าใจ OKR ตรงกันโดยไม่ต้องผ่านหลายลำดับชั้น
  • ผู้ก่อตั้งมีส่วนร่วมโดยตรง เจ้าของหรือผู้ก่อตั้งมักตั้ง OKR เองและเชื่อมกับทิศทางบริษัทได้ทันที
  • ปรับเปลี่ยนได้คล่อง เมื่อพบว่า OKR ใดไม่เหมาะ ทีมเล็กปรับได้เร็วโดยไม่ติดกระบวนการที่ซับซ้อน

แนวทางเริ่มทำ OKR สำหรับ SME

ตั้ง Objective เพียงไม่กี่ข้อ ทีมเล็กควรมี Objective เพียง 1 ถึง 3 ข้อต่อรอบ และแต่ละ Objective มี Key Results ประมาณ 2 ถึง 4 ตัว การจำกัดจำนวนสำคัญเป็นพิเศษสำหรับองค์กรเล็กที่คนหนึ่งรับงานหลายด้าน

เริ่มจากเป้าหมายบริษัทก่อน กำหนด OKR ระดับบริษัทให้ชัดก่อน แล้วค่อยให้แต่ละทีมหรือแต่ละคนตั้ง OKR ที่เชื่อมกลับไปยังเป้าหมายนั้น เพื่อให้ทุกคนทำงานไปในทิศทางเดียวกัน

ใช้รอบที่สั้นพอจะปรับได้ สำหรับสตาร์ทอัพที่ทิศทางเปลี่ยนเร็ว รอบรายไตรมาสมักเหมาะ แต่บางทีมอาจใช้รอบที่สั้นกว่าในช่วงที่ธุรกิจยังไม่นิ่ง

ทบทวนสม่ำเสมอ กำหนด Check-in สั้น ๆ เพื่อดูความคืบหน้าและปรับแผน ความสม่ำเสมอของการทบทวนสำคัญกว่าความสมบูรณ์ของระบบ

ข้อผิดพลาดที่ SME ควรหลีกเลี่ยง

องค์กรเล็กมักพลาดในจุดเดียวกับองค์กรใหญ่ แต่ผลกระทบรุนแรงกว่าเพราะทรัพยากรจำกัด ข้อควรระวังที่พบบ่อย ได้แก่

  • ตั้ง OKR มากเกินไปจนทีมเล็กรับไม่ไหว
  • ผูก OKR กับโบนัสจนพนักงานตั้งเป้าที่ปลอดภัยเกินไป
  • เขียน Key Results เป็นรายการงานแทนผลลัพธ์
  • ตั้งแล้วไม่กลับมาทบทวนจนจบรอบ

หากต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม อ่านได้ที่ข้อผิดพลาด OKR ที่พบบ่อย

เมื่อ SME เติบโต ควรทำอย่างไรต่อ

เมื่อองค์กรขยายขึ้น จำนวนทีมและพนักงานเพิ่ม การเชื่อม OKR ของแต่ละทีมเข้ากับเป้าหมายบริษัทจะซับซ้อนขึ้น ในจุดนี้องค์กรอาจต้องเพิ่มโครงสร้างการกระจายเป้าหมายให้ชัดเจนขึ้น และพิจารณาว่าจะเชื่อมผลงานกับการประเมินและค่าตอบแทนอย่างไร

หากองค์กรต้องการระบบที่เชื่อมผลงานกับการประเมินและการปรับค่าตอบแทนอย่างเป็นระบบเมื่อเติบโตขึ้น สามารถศึกษาแนวทางระบบประเมินผลงานเชิงกลยุทธ์ (SPMS)ที่ออกแบบมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ

สรุป

OKR เป็นเครื่องมือที่เหมาะกับ SME และสตาร์ทอัพที่ต้องการโฟกัสและความคล่องตัว กุญแจสำคัญคือการเริ่มแบบเรียบง่าย ตั้งเป้าไม่กี่ข้อ เชื่อมกับเป้าหมายบริษัท และทบทวนสม่ำเสมอ องค์กรเล็กมีข้อได้เปรียบด้านการสื่อสารและความคล่องตัวที่ทำให้ใช้ OKR ได้ผลดี

หากต้องการคำปรึกษาเรื่องการวางระบบบริหารผลงานที่เติบโตไปกับองค์กร สามารถนัดคุยกับทีมที่ปรึกษาของ Triple I HR Consulting เพื่อหารือแนวทางที่เหมาะกับขนาดและทิศทางของธุรกิจ

คำถามที่พบบ่อย

SME และสตาร์ทอัพควรใช้ OKR ไหม

เหมาะสำหรับ SME และสตาร์ทอัพที่ต้องการความคล่องตัวและการโฟกัสทิศทาง เพราะ OKR ช่วยให้ทีมเล็กมุ่งเน้นเป้าหมายที่สำคัญที่สุดในแต่ละรอบ สิ่งสำคัญคือต้องเริ่มแบบเรียบง่าย ตั้ง Objective ไม่กี่ข้อ และทบทวนสม่ำเสมอ

ทีมเล็กควรตั้ง OKR กี่ข้อ

ทีมเล็กควรตั้ง Objective เพียง 1 ถึง 3 ข้อต่อรอบ และแต่ละ Objective มี Key Results ประมาณ 2 ถึง 4 ตัว การจำกัดจำนวนช่วยให้ทีมที่มีคนน้อยและรับงานหลายด้านยังคงโฟกัสกับสิ่งที่สำคัญที่สุดได้

OKR ในสตาร์ทอัพต่างจากองค์กรใหญ่อย่างไร

สตาร์ทอัพมักใช้ OKR ในรอบที่สั้นกว่าและปรับเปลี่ยนบ่อยกว่า เพราะทิศทางธุรกิจเปลี่ยนเร็ว นอกจากนี้ผู้ก่อตั้งมักมีส่วนร่วมโดยตรงในการตั้ง OKR ทำให้การเชื่อมเป้าหมายระดับทีมกับทิศทางบริษัททำได้รวดเร็ว


Triple I HR Consulting

เผยแพร่โดย

Triple I HR Consulting

ทีมที่ปรึกษาด้านโครงสร้างเงินเดือน ระบบประเมินผลงาน และ Job Description

อยากปรึกษาเรื่องนี้เพิ่มเติม?

นัดคุย 30 นาทีฟรี ไม่มีการขายในรอบแรก แค่เล่าให้เราฟัง

นัดคุยฟรี