ข้ามไปยังเนื้อหา
Triple I HR
← กลับไปบทความทั้งหมด

Job Grade คืออะไร มีกี่ระดับ คู่มือ Job Grading ที่ต้องรู้

เผยแพร่ ปรับปรุงล่าสุด ค่าตอบแทนและโครงสร้างเงินเดือน การบริหารงานทรัพยากรบุคคล job-grading

Job Grade คือระดับที่องค์กรกำหนดให้กับแต่ละตำแหน่งงาน หลังจากประเมินคุณค่าของงานเทียบกับตำแหน่งอื่นในองค์กรผ่านกระบวนการ Job Evaluation ตำแหน่งที่มีคุณค่าใกล้เคียงกันจะถูกจัดอยู่ใน grade เดียวกัน และแต่ละ grade จะมีช่วงเงินเดือนของตัวเอง ส่วนคำถามว่า job grade มีกี่ระดับนั้น ไม่มีสูตรตายตัวที่ใช้ได้กับทุกองค์กร ขึ้นอยู่กับขนาดองค์กรและความหลากหลายของตำแหน่งงานเป็นหลัก

Job Grading และ Job Evaluation เป็นพื้นฐานสำคัญของโครงสร้างเงินเดือนที่ยุติธรรม แต่หลายองค์กรข้ามขั้นตอนนี้ไปและพบปัญหาทีหลัง เช่น ตำแหน่งงานคล้ายกันแต่ได้เงินเดือนต่างกันมาก หรือผู้บริหารไม่มีหลักเกณฑ์ที่อธิบายได้เมื่อพนักงานถาม

คู่มือนี้รวบรวมบทความของ Triple I HR Consulting ที่เกี่ยวกับ Job Grade, Job Grading และการประเมินค่างาน จัดเรียงตามลำดับการเรียนรู้และนำใช้จริง


1. พื้นฐาน: Job Grade และ Job Grading คืออะไร

เริ่มต้นด้วยการเข้าใจว่า Job Grading คืออะไร ทำเพื่ออะไร และกระบวนการโดยรวมเป็นอย่างไร

Job Grade ใช้ตัดสินใจเรื่องใดบ้าง

Job grade ไม่ได้มีไว้ตั้งชื่อลำดับตำแหน่งเท่านั้น แต่เป็นกรอบร่วมที่ช่วยให้องค์กรเปรียบเทียบคุณค่าของงานอย่างสม่ำเสมอ ก่อนตัดสินใจเรื่องช่วงเงินเดือน การเลื่อนระดับ หรือการออกแบบเส้นทางอาชีพ ผู้บริหารและฝ่ายบุคคลจึงควรย้อนดูข้อมูลงานจริงของตำแหน่งนั้น เช่น ขอบเขตการตัดสินใจ ความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ ความรู้หรือทักษะที่ต้องใช้ และผลกระทบของงานต่อหน่วยงาน ไม่ควรให้ชื่อตำแหน่งหรืออายุงานเพียงอย่างเดียวเป็นตัวแทนคุณค่าของงาน

เมื่อได้ job grade ที่อธิบายเหตุผลได้แล้ว องค์กรสามารถใช้เป็นจุดตั้งต้นของการคุยเรื่องค่าตอบแทนอย่างเป็นระบบมากขึ้น อย่างไรก็ตาม grade เดียวกันไม่ได้แปลว่าทุกคนต้องได้รับเงินเดือนเท่ากัน เพราะยังต้องพิจารณาประสบการณ์ ความสามารถที่เกี่ยวข้อง ผลการปฏิบัติงาน และตำแหน่งของเงินเดือนภายในช่วงที่กำหนดไว้ การแยกบทบาทของ job grade ออกจากการตัดสินใจเงินเดือนรายบุคคลช่วยลดความสับสน และทำให้เกณฑ์ที่สื่อสารกับพนักงานตรวจสอบได้มากขึ้น

ในการนำไปใช้จริง ควรกำหนดคำอธิบายของแต่ละ grade ให้เชื่อมกับลักษณะงาน ไม่ใช่เขียนเป็นคำกว้าง ๆ ที่ตีความต่างกันได้ง่าย จากนั้นทดสอบกับตำแหน่งตัวอย่างหลายสายงาน และทบทวนผลเมื่อมีการเปลี่ยนโครงสร้างหรือเพิ่มบทบาทใหม่ วิธีนี้ช่วยให้ job grading เป็นเครื่องมือบริหารงานและค่าตอบแทนที่ใช้ต่อเนื่องได้ แทนการจัดระดับครั้งเดียวแล้วปล่อยให้ข้อมูลล้าสมัย

Job Grade, Job Level, Pay Grade คือคำเดียวกันหรือไม่

ในทางปฏิบัติ องค์กรไทยหลายแห่งใช้คำว่า Job Grade, Job Level, Pay Grade หรือ Salary Grade แทนกันเมื่อพูดถึงระดับที่ใช้จัดกลุ่มตำแหน่งงานตามคุณค่าที่ประเมินได้ ความแตกต่างเชิงคำศัพท์ระหว่างคำเหล่านี้ไม่มีมาตรฐานสากลตายตัวที่ทุกองค์กรใช้เหมือนกัน บางองค์กรใช้ “Job Level” เพื่อสื่อถึงลำดับขั้นในสายอาชีพ (career level) มากกว่าจะหมายถึงผลลัพธ์จากกระบวนการประเมินค่างานโดยตรง ในขณะที่ “Job Grade” มักผูกกับผลของ Job Evaluation อย่างชัดเจนกว่า ส่วน “Pay Grade” หรือ “Salary Grade” เน้นมุมมองด้านช่วงเงินเดือนที่ผูกกับ grade นั้น ๆ เป็นหลัก

เมื่อฝ่ายบุคคลสื่อสารเรื่องนี้กับพนักงานหรือผู้บริหาร จึงควรเลือกใช้คำใดคำหนึ่งให้สม่ำเสมอตลอดทั้งองค์กร และเขียนนิยามของคำที่เลือกใช้ไว้เป็นลายลักษณ์อักษรในเอกสารนโยบายค่าตอบแทน เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนเมื่อพนักงานเปรียบเทียบตำแหน่งหรือ grade ของตนกับบริษัทอื่นที่อาจใช้คำเรียกต่างออกไป

Job Grade มีกี่ระดับ ขึ้นอยู่กับปัจจัยใดบ้าง

ไม่มีจำนวน job grade ที่ถูกต้องตายตัวสำหรับทุกองค์กร แต่ละองค์กรควรออกแบบจำนวน grade ให้สอดคล้องกับบริบทของตัวเอง โดยปัจจัยหลักที่มีผลต่อจำนวน grade ได้แก่

ปัจจัยผลต่อการออกแบบจำนวน grade
ขนาดองค์กรและจำนวนชั้นบังคับบัญชาองค์กรที่มีชั้นบังคับบัญชาน้อย มักออกแบบ grade ให้ไม่ซับซ้อน ส่วนองค์กรที่มีหลายชั้นบริหารมักต้องการ grade ที่ละเอียดขึ้นเพื่อแยกความรับผิดชอบแต่ละชั้นให้ชัดเจน
ความหลากหลายของสายงาน (job family)องค์กรที่มีหลายสายงานซึ่งลักษณะงานต่างกันมาก เช่น สายผลิต สายขาย สายสนับสนุน มักต้องการ grade ที่ครอบคลุมความแตกต่างของคุณค่างานระหว่างสายงานได้
โครงสร้างเส้นทางอาชีพ (career path)องค์กรที่ต้องการแสดงเส้นทางเติบโตภายในสายงานเดียวอย่างละเอียดหลายขั้น มักแบ่ง grade ถี่กว่าองค์กรที่เน้นความยืดหยุ่นของบทบาท
กลยุทธ์การบริหารค่าตอบแทนองค์กรที่ต้องการความยืดหยุ่นด้านเงินเดือนภายใน grade เดียวอาจออกแบบ grade ให้กว้างขึ้นและมีจำนวนน้อยกว่า แทนการแบ่งเป็น grade ย่อยจำนวนมาก

สิ่งสำคัญกว่าจำนวน grade ที่แน่นอนคือแต่ละ grade ต้องอธิบายคุณค่างานได้ชัดเจน ตรวจสอบได้ และเชื่อมโยงกับการตัดสินใจด้านค่าตอบแทนจริง ไม่ใช่การแบ่งระดับตามความรู้สึกหรือชื่อตำแหน่งเพียงอย่างเดียว องค์กรที่เพิ่งเริ่มออกแบบ job grade ควรเริ่มจากใบพรรณนางานหรือ Smart JD ที่ระบุขอบเขตความรับผิดชอบของแต่ละตำแหน่งให้ชัดเจนก่อน เพราะข้อมูลตำแหน่งที่แม่นยำคือพื้นฐานของการประเมินค่างานที่น่าเชื่อถือ

เริ่มออกแบบจำนวน Job Grade อย่างไรให้ไม่ต้องแก้บ่อยในภายหลัง

องค์กรที่เริ่มทำ job grade ครั้งแรกมักกังวลว่าต้องกำหนดจำนวน grade ให้ถูกต้องตั้งแต่รอบแรก ในทางปฏิบัติ การเริ่มต้นด้วยจำนวน grade ที่กว้างและยืดหยุ่นไว้ก่อน แล้วค่อยแบ่งย่อยเมื่อพบว่าตำแหน่งภายใน grade เดียวกันมีคุณค่างานต่างกันมากเกินไป มักปลอดภัยกว่าการกำหนดจำนวน grade แบบละเอียดตั้งแต่ต้นโดยไม่มีข้อมูลตำแหน่งงานรองรับเพียงพอ ขั้นตอนที่ใช้ได้จริงมีดังนี้

  1. รวบรวมใบพรรณนางานของทุกตำแหน่งให้ครบและเป็นปัจจุบันก่อน
  2. ทำ Job Evaluation เพื่อให้ได้คะแนนหรือลำดับคุณค่างานของแต่ละตำแหน่ง
  3. จัดกลุ่มตำแหน่งที่มีคะแนนใกล้เคียงกันเข้าเป็น job grade เดียวกัน โดยเว้นช่วงคะแนนของแต่ละ grade ให้กว้างพอที่จะรองรับตำแหน่งใหม่ในอนาคต
  4. ทดสอบผลลัพธ์กับตำแหน่งตัวอย่างจากหลายสายงาน หากตำแหน่งที่ควรอยู่คนละ grade กลับถูกจัดไว้ grade เดียวกัน ให้ทบทวนเกณฑ์ก่อนประกาศใช้จริง

วิธีนี้ช่วยให้จำนวน job grade ที่ได้สอดคล้องกับข้อมูลตำแหน่งงานจริงขององค์กร แทนการกำหนดจำนวนตายตัวไว้ก่อนแล้วพยายามยัดตำแหน่งเข้าไปให้ครบ

สัญญาณที่บ่งบอกว่าจำนวน Job Grade ปัจจุบันไม่เหมาะกับองค์กรแล้ว

หลังใช้งาน job grade ไปช่วงหนึ่ง ฝ่ายบุคคลควรสังเกตสัญญาณต่อไปนี้ เพื่อพิจารณาว่าถึงเวลาทบทวนจำนวน grade หรือไม่

  • ตำแหน่งที่มีขอบเขตความรับผิดชอบต่างกันชัดเจนกลับถูกจัดอยู่ใน grade เดียวกันบ่อยครั้ง จนช่วงเงินเดือนของ grade นั้นกว้างเกินไป
  • ผู้บริหารต้องขอยกเว้นเกณฑ์ grade บ่อยเพื่อเสนอเงินเดือนให้พนักงานบางคนสูงกว่าเพดานของ grade ตนเอง
  • พนักงานเปรียบเทียบ grade ของตนกับตำแหน่งอื่นแล้วรู้สึกว่าเกณฑ์ไม่สอดคล้องกับความรับผิดชอบจริง
  • องค์กรเพิ่มสายงานใหม่หรือปรับโครงสร้างจนเกณฑ์ grade เดิมอธิบายตำแหน่งใหม่ไม่ได้ชัดเจนอีกต่อไป

หากพบสัญญาณเหล่านี้ตั้งแต่สองข้อขึ้นไป ควรกลับไปทบทวนเกณฑ์ Job Evaluation และจำนวน job grade ทั้งระบบ แทนการแก้ปัญหาเฉพาะรายตำแหน่ง เพราะการยกเว้นเกณฑ์ทีละกรณีจะสะสมจนโครงสร้างค่าตอบแทนทั้งระบบขาดความน่าเชื่อถือ

ควรทบทวน Job Grade บ่อยแค่ไหน

ไม่มีความถี่มาตรฐานกลางที่ใช้ได้กับทุกองค์กร และการตั้งรอบทบทวนแบบตายตัวไว้ล่วงหน้าก็ไม่ได้รับประกันว่าโครงสร้างจะยังสะท้อนงานจริง แนวทางที่ใช้ได้จริงกว่าคือผูกการทบทวนไว้กับเหตุการณ์ที่ทำให้คุณค่างานเปลี่ยน มากกว่าผูกไว้กับปฏิทินอย่างเดียว โดยอาจเขียนเงื่อนไขเหล่านี้ไว้ในนโยบายค่าตอบแทน

จังหวะที่ควรทบทวนขอบเขตการทบทวนที่เหมาะสม
เปิดตำแหน่งใหม่ที่ไม่เคยมีในองค์กรประเมินค่างานเฉพาะตำแหน่งนั้น แล้วเทียบกับ grade ที่มีอยู่ก่อนกำหนดระดับสุดท้าย
ปรับโครงสร้างสายงานหรือควบรวมหน่วยงานทบทวนเฉพาะสายงานที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงตำแหน่งหัวหน้าที่ขอบเขตงานเปลี่ยนไป
หน้าที่จริงของตำแหน่งต่างจากใบพรรณนางานอย่างชัดเจนปรับปรุงใบพรรณนางานให้ตรงความจริงก่อน แล้วจึงประเมินค่างานซ้ำด้วยเกณฑ์เดิม
พบสัญญาณความไม่สอดคล้องหลายข้อพร้อมกันตามรายการข้างต้นทบทวนเกณฑ์ประเมินและจำนวน grade ทั้งระบบ แทนการแก้เป็นรายตำแหน่ง

บางองค์กรเลือกกำหนดรอบทบทวนประจำไว้ในนโยบายควบคู่กับเงื่อนไขข้างต้น เพื่อไม่ให้การทบทวนขึ้นอยู่กับการร้องขอเป็นรายกรณีเพียงอย่างเดียว กรณีนี้ควรถือเป็นแนวทางบริหารภายในที่แต่ละองค์กรกำหนดเองตามจังหวะธุรกิจ ไม่ใช่มาตรฐานสากลที่ระบุความถี่ตายตัว และควรสื่อสารให้ชัดว่ารอบประจำนั้นมีไว้เพื่อตรวจสอบว่าโครงสร้างเดิมยังใช้ได้อยู่หรือไม่ ไม่ใช่การรื้อจัดระดับใหม่ทุกครั้ง


2. วิธีการประเมินค่างาน

มีหลายวิธีในการประเมินคุณค่าของงาน บทความด้านล่างอธิบายแต่ละวิธีและช่วยให้เลือกได้ตรงกับบริบทองค์กร


3. เชื่อมกับโครงสร้างเงินเดือน

Job Grading ไม่มีประโยชน์หากไม่นำไปเชื่อมกับช่วงเงินเดือนที่ใช้ได้จริง

สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาเรื่องโครงสร้างเงินเดือนอย่างครบถ้วน อ่านต่อได้ที่ คู่มือโครงสร้างเงินเดือนฉบับสมบูรณ์


4. การนำใช้จริงและข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยง


5. สื่อสาร Job Grade กับพนักงานอย่างไรให้เข้าใจตรงกัน

โครงสร้าง job grade ที่ออกแบบมาดีจะสร้างความเชื่อมั่นได้ก็ต่อเมื่อพนักงานเข้าใจว่าระดับของตนมาจากอะไร ฝ่ายบุคคลจึงควรตัดสินใจล่วงหน้าว่าจะเปิดเผยข้อมูลส่วนใด และอธิบายด้วยภาษาแบบใด

  • อธิบายว่า grade สะท้อนคุณค่าของงาน ไม่ใช่การตัดสินตัวบุคคล ส่วนผลการปฏิบัติงานรายบุคคลยังพิจารณาผ่านระบบบริหารผลงานแยกต่างหาก เช่น แนวทางของ ระบบบริหารผลการปฏิบัติงาน
  • เปิดเผยปัจจัยที่ใช้ประเมินค่างานและนิยามของแต่ละ grade ให้พนักงานอ่านได้ แม้องค์กรจะยังไม่พร้อมเปิดเผยช่วงเงินเดือนทั้งหมดก็ตาม
  • ชี้แจงว่าการเลื่อน grade เกิดขึ้นเมื่อขอบเขตความรับผิดชอบเปลี่ยน ไม่ใช่เมื่ออายุงานเพิ่มขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดความคาดหวังที่คลาดเคลื่อน
  • ระบุช่องทางและขั้นตอนขอทบทวน grade ไว้เป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมบอกว่าใครเป็นผู้พิจารณาและใช้เกณฑ์ชุดเดียวกับตำแหน่งอื่นอย่างไร
  • เตรียมคำตอบมาตรฐานให้หัวหน้างาน เพราะคำถามเรื่อง grade มักไปถึงหัวหน้าสายงานก่อนถึงฝ่ายบุคคล

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงคือการประกาศ grade ใหม่โดยไม่มีคำอธิบายประกอบ และการอธิบายเป็นรายบุคคลด้วยเหตุผลที่ต่างกันไปในแต่ละกรณี เพราะจะทำให้พนักงานตีความว่าระดับงานเป็นผลจากการต่อรอง มากกว่าผลของเกณฑ์ที่ตรวจสอบได้


จาก Job Grading ไปสู่ระบบที่ใช้ได้จริง

เมื่อองค์กรเข้าใจหลักการ Job Grading แล้ว ขั้นถัดไปคือเชื่อม job grade แต่ละระดับเข้ากับช่วงเงินเดือนและหลักเกณฑ์การบริหาร Triple I HR Consulting ให้บริการ ออกแบบโครงสร้างเงินเดือน ที่รวมการทบทวนและจัดระดับงานไว้ในกระบวนการเดียวกัน

นัดคุยวิเคราะห์เบื้องต้น 30 นาที เพื่อประเมินสถานการณ์ปัจจุบันและขอบเขตที่เหมาะสม

คำถามที่พบบ่อย

job grade คืออะไร และมีความสำคัญต่อโครงสร้างเงินเดือนอย่างไร

job grade คือระดับที่องค์กรกำหนดให้ตำแหน่งงานต่าง ๆ โดยอ้างอิงจากผลการประเมินคุณค่างาน (job evaluation) ตำแหน่งที่มีคุณค่าใกล้เคียงกันจะถูกจัดอยู่ใน grade เดียวกัน และแต่ละ grade จะมีช่วงเงินเดือนของตนเอง ทำให้ฝ่ายบุคคลสามารถกำหนดค่าตอบแทนได้อย่างมีหลักเกณฑ์ เทียบเคียงกันได้ทั้งภายในและภายนอกองค์กร

ก่อนเริ่มทำ job grading ฝ่ายบุคคลต้องเตรียมข้อมูลอะไรบ้าง

ก่อนจัดทำ job grade ฝ่ายบุคคลควรมีใบพรรณนาหน้าที่งาน (job description) ที่เป็นปัจจุบันของทุกตำแหน่ง รวมถึงปัจจัยที่ใช้ประเมินคุณค่างาน เช่น ขอบเขตการตัดสินใจ ความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ และความรู้ความสามารถที่ต้องใช้ จากนั้นจึงนำผลประเมินมาจัดกลุ่มเป็น job grade โดยไม่ควรเริ่มจากชื่อตำแหน่งหรืออายุงานโดยตรง

จะรู้ได้อย่างไรว่าโครงสร้าง job grade ที่ใช้อยู่ล้าสมัยและต้องทบทวนใหม่

สัญญาณที่บอกว่าถึงเวลาทบทวน job grade ได้แก่ มีตำแหน่งงานใหม่ที่ไม่สามารถจัดเข้า grade เดิมได้อย่างเหมาะสม พนักงานในตำแหน่งคล้ายกันได้รับเงินเดือนต่างกันมากจนอธิบายไม่ได้ หรือองค์กรมีการปรับโครงสร้างสายงานครั้งใหญ่ ในกรณีเหล่านี้ฝ่ายบุคคลควรทบทวนเฉพาะตำแหน่งที่ได้รับผลกระทบก่อน แล้วค่อยพิจารณาทบทวนทั้งระบบหากจำเป็น

job grade กับ career path เชื่อมโยงกันอย่างไร ใช้วางแผนความก้าวหน้าของพนักงานได้หรือไม่

job grade เป็นกรอบสำคัญที่ใช้ออกแบบ career path เพราะแสดงลำดับขั้นของคุณค่างานตั้งแต่ระดับต้นจนถึงระดับบริหาร ฝ่ายบุคคลสามารถใช้ job grade กำหนดเส้นทางความก้าวหน้าที่ชัดเจนว่าพนักงานต้องพัฒนาความสามารถใดเพิ่มเพื่อเลื่อนไปยัง grade ที่สูงขึ้น ทำให้การวางแผนสืบทอดตำแหน่งและการโปรโมทมีความโปร่งใสมากขึ้น

เมื่อพนักงานไม่พอใจ job grade ของตนเอง ฝ่ายบุคคลควรมีกระบวนการอุทธรณ์อย่างไร

ฝ่ายบุคคลควรมีช่องทางให้พนักงานยื่นคำร้องขอทบทวน job grade อย่างเป็นทางการ โดยให้พนักงานหรือหัวหน้างานชี้แจงเหตุผลพร้อมหลักฐานว่าหน้าที่ความรับผิดชอบจริงต่างจากที่ประเมินไว้อย่างไร จากนั้นคณะทำงานที่เกี่ยวข้องจึงนำกลับไปประเมินซ้ำด้วยเกณฑ์เดียวกับตำแหน่งอื่น เพื่อให้การพิจารณายังคงมีมาตรฐานเดียวกันทั้งองค์กร ไม่ใช่การเจรจาต่อรองเป็นรายบุคคล


Triple I HR Consulting

เผยแพร่โดย

Triple I HR Consulting

ทีมที่ปรึกษาด้านโครงสร้างเงินเดือน ระบบประเมินผลงาน และ Job Description

อยากปรึกษาเรื่องนี้เพิ่มเติม?

นัดคุย 30 นาทีฟรี ไม่มีการขายในรอบแรก แค่เล่าให้เราฟัง

นัดคุยฟรี