การรับมือทีมที่ผลงานตกทั้งทีม ควรเริ่มจากตรงไหน
เมื่อผลงานตกเพียงคนสองคน วิธีจัดการค่อนข้างชัดเจน แต่เมื่อผลงานทั้งทีมตกพร้อมกัน วิธีเดิมอาจใช้ไม่ได้ เพราะสาเหตุอาจไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคล แต่อยู่ที่บางอย่างในระบบหรือบริบทของทีม
บทความนี้นำเสนอกรอบการวินิจฉัยและแนวทางรับมือเมื่อผลงานตกทั้งทีม โดยเน้นการหาจุดแทรกแซงที่ตรงกับสาเหตุจริง
ทำไมผลงานทั้งทีมถึงตกพร้อมกันได้
ปัจจัยที่อาจเกี่ยวข้องกับการที่ผลงานทั้งทีมตกพร้อมกัน มักแบ่งได้เป็นสองกลุ่มหลัก
กลุ่มแรกคือปัจจัยภายนอกทีม เช่น เป้าหมายองค์กรเปลี่ยนกะทันหัน ทรัพยากรถูกดึงออก กระบวนการทำงานที่ทีมต้องอาศัยขัดข้อง หรือความไม่ชัดเจนในลำดับความสำคัญที่ลงมาจากระดับบริหาร
กลุ่มที่สองคือปัจจัยภายในทีมเอง เช่น ภาวะผู้นำที่เปลี่ยนแปลง ความขัดแย้งภายในที่ยังไม่ได้รับการจัดการ ทีมขยายตัวเร็วเกินกว่าจะดูดซับได้ทัน หรือ KPI ที่ตั้งไว้ไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ทีมทำได้จริง
สาเหตุหนึ่งที่เป็นไปได้คือระบบวัดผลที่ไม่ได้ปรับตามบริบทที่เปลี่ยนไป ทำให้ทีมถูกตัดสินด้วยเกณฑ์ที่ไม่ได้สะท้อนความเป็นจริง
วินิจฉัยก่อนแก้
ก่อนจะตัดสินใจดำเนินการใดก็ตาม ขั้นตอนที่ช่วยได้มากที่สุดคือการหาคำตอบว่าผลงานตกลงมาเมื่อไหร่ ต่อเนื่องนานแค่ไหน และในด้านใดบ้าง
คำถามที่ใช้วินิจฉัยเบื้องต้นได้ดี ได้แก่:
- ผลงานตกลงตั้งแต่เมื่อไหร่ มีเหตุการณ์ใดในช่วงนั้นที่อาจเกี่ยวข้อง
- KPI หรือเป้าหมายที่ใช้วัดเปลี่ยนแปลงหรือไม่ในช่วงเดียวกัน
- สมาชิกในทีมที่ผลงานดีกับไม่ดีมีบางอย่างร่วมกันหรือต่างกันอย่างไร
- ทีมมีทรัพยากรและข้อมูลที่จำเป็นในการทำงานนั้นหรือไม่
การรวบรวมคำตอบเหล่านี้จากทั้งข้อมูลเชิงตัวเลขและการพูดคุยกับสมาชิกในทีม มักช่วยให้เห็นว่าจุดแทรกแซงที่แท้จริงอยู่ที่ไหน
แนวทางรับมือตามสาเหตุ
เมื่อรู้สาเหตุแล้ว แนวทางรับมือจะต่างกันตามปัจจัยที่พบ
กรณีที่เป้าหมายหรือ KPI ไม่สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน ควรทบทวนและปรับ KPI ให้สะท้อนสิ่งที่ทีมทำได้จริงในช่วงนั้น การปล่อยให้ทีมทำงานภายใต้เป้าหมายที่รู้ว่าเกินจริงอาจทำให้ขวัญกำลังใจลดลงมากกว่าผลงานจะปรับดีขึ้น
กรณีที่กระบวนการทำงานขัดข้องหรือทรัพยากรไม่พอ จุดแทรกแซงอยู่ที่ระบบ ไม่ใช่ที่คน การแก้ผลงานรายบุคคลโดยไม่แก้กระบวนการจะได้ผลจำกัด
กรณีที่ภาวะผู้นำเป็นปัจจัย อาจต้องการการสนับสนุนให้ผู้จัดการทีม เช่น การโค้ช หรือการชัดเจนขึ้นเรื่องบทบาทและการมอบอำนาจ มากกว่าการจัดการกับทีมโดยตรง
กรณีที่ความขัดแย้งภายในยังไม่ได้รับการจัดการ ควรจัดการก่อน เพราะผลงานที่ตกอยู่อาจเป็นอาการ ไม่ใช่สาเหตุ
สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง
เมื่อเห็นว่าผลงานตกทั้งทีม มีสิ่งที่อาจทำให้สถานการณ์แย่ลง
การด่วนสรุปว่าเป็นปัญหารายบุคคลและเริ่มกระบวนการแผนพัฒนาผลงาน (PIP) กับทุกคนพร้อมกัน อาจสร้างความตึงเครียดโดยไม่จำเป็น หากสาเหตุที่แท้จริงอยู่ที่ระบบหรือกระบวนการ
การเพิ่มการตรวจสอบและรายงานในช่วงที่ทีมกำลังแบกรับอยู่มากแล้ว มักเพิ่มภาระโดยไม่ช่วยแก้ปัญหา
การรอให้รอบประเมินผลมาถึงก่อนจึงจะพูดคุยเรื่องนี้ ทำให้เสียเวลาแก้ไขที่อาจทำได้เร็วกว่า
เชื่อมกับระบบประเมินผลในภาพใหญ่
การรับมือทีมที่ผลงานตกอย่างมีประสิทธิภาพต้องการทั้งข้อมูลผลงานที่ชัดเจน เครื่องมือในการติดตาม และกระบวนการพูดคุยที่เป็นระบบ สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของระบบประเมินผลงานเชิงกลยุทธ์ (SPMS) ที่ออกแบบมาให้เชื่อมจากเป้าหมายองค์กรลงมาถึงระดับทีมและรายบุคคล
เมื่อ KPI ของทีมชัดเจนและสอดคล้องกับทิศทางองค์กร การตรวจจับว่าผลงานตกในด้านใดทำได้เร็วกว่า และการหาสาเหตุก็ตรงจุดกว่า อ่านเพิ่มเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ที่ KPI กับ OKR ต่างกันยังไง และเลือกใช้อะไรดี
สรุป
เมื่อผลงานตกทั้งทีม คำตอบมักอยู่ที่การหาว่าระบบ กระบวนการ หรือบริบทใดเป็นปัจจัยร่วม มากกว่าการแก้ทีละคน การวินิจฉัยก่อนแก้ และการเลือกจุดแทรกแซงให้ตรงกับสาเหตุ จะช่วยให้การฟื้นฟูทีมได้ผลมากกว่าการจัดการด้วยวิธีเดิมซ้ำหลายรอบ
หากองค์กรของคุณกำลังเผชิญกับสถานการณ์นี้และต้องการกรอบในการจัดการที่เป็นระบบ ทักมาคุยกันได้ครับ ยินดีให้คำปรึกษาเบื้องต้นโดยไม่มีค่าใช้จ่าย
คำถามที่พบบ่อย
เมื่อผลงานตกทั้งทีม สาเหตุมักมาจากอะไร
สาเหตุแบ่งได้เป็นสองกลุ่มหลัก คือปัจจัยภายนอกทีม เช่น เป้าหมายองค์กรเปลี่ยนกะทันหัน ทรัพยากรถูกดึงออก หรือความไม่ชัดเจนในลำดับความสำคัญ และปัจจัยภายในทีม เช่น ภาวะผู้นำที่เปลี่ยนแปลง ความขัดแย้งภายใน หรือ KPI ที่ไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ทีมทำได้จริง
ควรวินิจฉัยสาเหตุการตกของผลงานทั้งทีมอย่างไร
ควรหาคำตอบว่าผลงานตกลงมาเมื่อไหร่ ต่อเนื่องนานแค่ไหน และในด้านใดบ้าง โดยถามว่า KPI หรือเป้าหมายเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ทีมมีทรัพยากรเพียงพอหรือไม่ และสมาชิกที่ผลงานดีกับไม่ดีมีอะไรที่แตกต่างกัน จากนั้นรวบรวมข้อมูลทั้งเชิงตัวเลขและการพูดคุยกับสมาชิกในทีม
ควรหลีกเลี่ยงการทำอะไรเมื่อเห็นว่าผลงานตกทั้งทีม
ควรหลีกเลี่ยงการด่วนสรุปว่าเป็นปัญหารายบุคคลแล้วเริ่มกระบวนการแผนพัฒนาผลงาน (PIP) กับทุกคนพร้อมกัน การเพิ่มการตรวจสอบและรายงานในช่วงที่ทีมแบกรับอยู่มากแล้ว และการรอให้รอบประเมินผลมาถึงก่อนจึงจะพูดคุยเรื่องนี้
หากปัญหาอยู่ที่กระบวนการทำงาน ควรรับมืออย่างไร
จุดแทรกแซงควรอยู่ที่ระบบและกระบวนการ ไม่ใช่ที่คน เพราะการแก้ผลงานรายบุคคลโดยไม่แก้กระบวนการจะได้ผลจำกัด
ระบบประเมินผลช่วยรับมือทีมที่ผลงานตกได้อย่างไร
เมื่อ KPI ของทีมชัดเจนและสอดคล้องกับทิศทางองค์กร การตรวจจับว่าผลงานตกในด้านใดทำได้เร็วกว่า และการหาสาเหตุก็ตรงจุดกว่า ซึ่งเป็นหลักการของระบบประเมินผลงานเชิงกลยุทธ์ที่ออกแบบมาให้เชื่อมจากเป้าหมายองค์กรลงมาถึงระดับทีมและรายบุคคล
บทความที่เกี่ยวข้อง
เผยแพร่โดย
Triple I HR Consultingทีมที่ปรึกษาด้านโครงสร้างเงินเดือน ระบบประเมินผลงาน และ Job Description