ตัวอย่าง OKR แต่ละแบบ: เทียบตามระดับ ความท้าทาย และสายงาน
ตัวอย่าง OKR แต่ละแบบ แบ่งได้เป็นสามระดับหลัก คือ ระดับบริษัท ระดับทีมหรือแผนก และระดับบุคคล โดยแต่ละแบบมีโครงสร้างเหมือนกัน คือ Objective (เป้าหมายเชิงคุณภาพที่ชวนให้ลุก) บวกกับ Key Results (ผลลัพธ์ที่วัดเป็นตัวเลขได้) ความต่างอยู่ที่ขอบเขตและความเชื่อมโยงระหว่างระดับ
OKR คืออะไร และมีองค์ประกอบอะไรบ้าง
OKR ย่อมาจาก Objectives and Key Results เป็นกรอบการตั้งและติดตามเป้าหมายที่แยกเป้าหมายเชิงคุณภาพ (Objective) ออกจากตัวชี้วัดความสำเร็จเชิงปริมาณ (Key Results) อย่างชัดเจน
- Objective: ข้อความเป้าหมายที่กระชับ มีพลัง และเข้าใจง่าย ตอบคำถามว่า “เราอยากไปถึงจุดไหน” โดยไม่ต้องมีตัวเลข เช่น “เป็นทางเลือกแรกที่ลูกค้านึกถึงในกลุ่มสินค้าของเรา”
- Key Results: ผลลัพธ์ที่วัดได้ ตอบคำถามว่า “เรารู้ได้อย่างไรว่าไปถึงแล้ว” ทุกข้อต้องมีตัวเลขกำกับเสมอ เช่น สัดส่วนลูกค้าที่กลับมาซื้อซ้ำ หรือคะแนนความพึงพอใจ
จุดที่ทำให้ OKR ต่างจากการตั้งเป้าทั่วไป คือ Key Results ต้องเป็น “ผลลัพธ์” ไม่ใช่ “กิจกรรม” ตัวอย่างเช่น (ตัวเลขสมมติ) “จัดอบรมพนักงาน 4 ครั้ง” เป็นกิจกรรม แต่ “พนักงานผ่านการประเมินทักษะใหม่ได้ร้อยละ 80” เป็นผลลัพธ์ ความเข้าใจผิดข้อนี้คือหนึ่งในปัจจัยที่อาจทำให้ OKR ที่เขียนออกมากลายเป็นเพียงรายการสิ่งที่ต้องทำ (to-do list) มากกว่าเป้าหมาย
ตัวอย่าง OKR แต่ละแบบ แยกตามระดับองค์กร
ลองนึกภาพบริษัทสมมติที่ทำธุรกิจค้าปลีกออนไลน์ เราจะเห็นว่า OKR แต่ละระดับเชื่อมต่อกันอย่างไร (ตัวเลขทั้งหมดเป็นตัวอย่างสมมติเพื่อให้เห็นโครงสร้าง)
OKR ระดับบริษัท
เป็นเป้าหมายภาพใหญ่ที่ผู้บริหารตั้งให้ทั้งองค์กรมุ่งไปทางเดียวกัน ขอบเขตกว้างที่สุด และควรมี Objective ไม่มากจนโฟกัสกระจาย
- Objective: ทำให้แบรนด์เป็นที่จดจำในกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่
- KR1: เพิ่มสัดส่วนลูกค้าใหม่อายุต่ำกว่า 30 ปี จากร้อยละ 20 เป็นร้อยละ 35 (สมมติ)
- KR2: เพิ่มอัตราการซื้อซ้ำภายใน 90 วัน จากร้อยละ 25 เป็นร้อยละ 40 (สมมติ)
- KR3: ยกคะแนนความพึงพอใจหลังการขายจาก 7.5 เป็น 8.5 เต็ม 10 (สมมติ)
OKR ระดับทีมหรือแผนก
แตกออกมาจากเป้าหมายบริษัท แต่ละทีมรับผิดชอบส่วนที่ตัวเองควบคุมได้โดยตรง ตัวอย่างเช่น ทีมการตลาดอาจตั้ง OKR ที่ส่งต่อมาจาก KR1 ของบริษัท
- Objective: สร้างช่องทางเข้าถึงลูกค้ากลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ยั่งยืน
- KR1: เพิ่มจำนวนผู้ติดตามที่มีปฏิสัมพันธ์จริงบนช่องทางหลัก จาก 50,000 เป็น 90,000 (สมมติ)
- KR2: ลดต้นทุนการได้ลูกค้าใหม่ต่อราย ลงร้อยละ 15 (สมมติ)
OKR ระดับบุคคล
เชื่อมจากเป้าหมายทีมลงสู่งานของแต่ละคน ทำให้พนักงานเห็นว่างานประจำวันของตนเกี่ยวข้องกับภาพใหญ่อย่างไร
- Objective: ทำให้คอนเทนต์ของช่องทางหลักมีคุณภาพและสม่ำเสมอ
- KR1: เผยแพร่คอนเทนต์ที่ผ่านเกณฑ์คุณภาพภายในสัปดาห์ละ 4 ชิ้น (สมมติ)
- KR2: ยกอัตราการมีส่วนร่วมเฉลี่ยต่อโพสต์จากร้อยละ 3 เป็นร้อยละ 5 (สมมติ)
OKR แบบ Committed กับ Aspirational ต่างกันอย่างไร
นอกจากแบ่งตามระดับแล้ว OKR ยังแบ่งตาม “ระดับความท้าทาย” ได้อีกสองแบบ
- OKR แบบ Committed (เป้าหมายที่ผูกพันต้องทำ): เป้าหมายที่ทีมเชื่อว่าทำได้และคาดหวังให้สำเร็จเกือบเต็ม การทำได้เกือบเต็มเป้าถือเป็นมาตรฐาน เหมาะกับงานที่มีผลกระทบต่อลูกค้าหรือรายได้โดยตรง ตัวอย่างเช่น การส่งมอบระบบใหม่ให้ทันรอบที่สัญญาไว้
- OKR แบบ Aspirational (เป้าหมายท้าทาย): เป้าหมายที่ตั้งใจให้ “เอื้อมสุดแขน” การทำได้ไม่เต็มเป้าแต่คืบหน้าไปมากก็ถือว่าดีแล้ว ใช้กระตุ้นให้ทีมคิดนอกกรอบ ตัวอย่างเช่น การบุกตลาดกลุ่มลูกค้าใหม่ที่ยังไม่เคยทำมาก่อน
สาเหตุหนึ่งที่ OKR แบบ Aspirational อาจสร้างความอึดอัด คือเมื่อทีมทำได้ไม่เต็มเป้าแล้วถูกตีความว่า “ทำไม่สำเร็จ” ทั้งที่ตามเจตนาของกรอบนี้ถือว่าดีแล้ว การไม่แยกสองแบบนี้ให้ชัดตั้งแต่ต้นอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของทีมต่อระบบประเมินผลในระยะยาว
ตัวอย่าง OKR แต่ละแบบ แยกตามสายงาน
เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ลองดูตัวอย่างสมมติของ OKR ที่ปรับให้เข้ากับลักษณะงานแต่ละสาย
- สายขาย: Objective คือ “ขยายฐานลูกค้าองค์กรให้มั่นคง” โดยมี KR เช่น เพิ่มจำนวนสัญญาใหม่ต่อไตรมาส และเพิ่มมูลค่าเฉลี่ยต่อดีล
- สาย HR: Objective คือ “ทำให้กระบวนการสรรหามีประสิทธิภาพและเป็นธรรม” โดยมี KR เช่น ลดระยะเวลาเฉลี่ยในการปิดตำแหน่ง และยกคะแนนประสบการณ์ผู้สมัครหลังสัมภาษณ์
- สายปฏิบัติการ: Objective คือ “ส่งมอบบริการที่ตรงเวลาและน่าเชื่อถือ” โดยมี KR เช่น ยกอัตราการส่งมอบตรงเวลา และลดอัตราข้อผิดพลาดต่อรอบงาน
สังเกตว่าทุกแบบยึดหลักเดียวกัน คือ Objective พูดถึงทิศทาง ส่วน Key Results วัดเป็นตัวเลขที่ทีมนั้นควบคุมได้จริง หาก KR ข้อใดทีมไม่สามารถมีอิทธิพลต่อมันได้เลย นั่นเป็นสัญญาณว่าควรกลับไปทบทวนการเขียนใหม่
OKR ต่างจาก KPI อย่างไรในทางปฏิบัติ
บางองค์กรอาจสับสนระหว่างสองเครื่องมือนี้ วิธีคิดง่าย ๆ คือ KPI วัด “สุขภาพ” ของงานที่ต้องคงระดับไว้สม่ำเสมอ ส่วน OKR วัด “การเปลี่ยนแปลง” ที่อยากผลักดันให้เกิดในรอบนั้น ตัวอย่างเช่น อัตราความพึงพอใจลูกค้าที่ต้องไม่ต่ำกว่าเกณฑ์เป็น KPI แต่การยกอัตรานั้นให้สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในไตรมาสนี้เป็น OKR
ถ้าอยากเข้าใจเส้นแบ่งนี้ให้ลึกขึ้นว่าควรใช้ตัวไหนเมื่อไร ลองอ่านเพิ่มในบทความเรื่อง KPI กับ OKR ต่างกันอย่างไร ก่อนตัดสินใจวางระบบ
จะเริ่มออกแบบ OKR แต่ละแบบให้เหมาะกับองค์กรอย่างไร
ตัวอย่างทั้งหมดข้างต้นเป็นเพียงโครงสร้างตั้งต้น การนำไปใช้จริงต้องปรับให้เข้ากับบริบทของแต่ละองค์กร ทั้งวัฒนธรรม ความพร้อมของข้อมูล และจังหวะธุรกิจ ตัวอย่างเช่น องค์กรที่เพิ่งเริ่มใช้ OKR อาจเริ่มจากระดับบริษัทและทีมก่อน แล้วค่อยขยายลงระดับบุคคลเมื่อทีมคุ้นเคยกับการเขียน Key Results ที่เป็นผลลัพธ์จริง
OKR ที่ดีเชื่อมโยงจากภาพใหญ่ลงสู่งานประจำวันได้อย่างเป็นธรรมชาติ และทุกคนเข้าใจตรงกันว่า “อะไรคือผลลัพธ์ที่นับ” สิ่งนี้เป็นโจทย์ที่ HR อาจต้องดูแลควบคู่ไปกับระบบประเมินผลโดยรวม
หากองค์กรของคุณกำลังมองหาวิธีเชื่อม OKR เข้ากับการบริหารผลงานอย่างเป็นระบบ การวางโครงสร้าง ระบบบริหารผลงาน ที่ชัดเจนตั้งแต่ต้นจะช่วยให้ OKR ไม่กลายเป็นเอกสารที่เขียนทิ้งไว้เฉย ๆ Triple I ทำหน้าที่เป็นตัวกลางที่เป็นกลางมาเสริมให้ทีม HR ทำงานเชิงกลยุทธ์ได้มากขึ้น เสริมทีม HR ไม่ได้แทนที่ทีม HR
คำถามที่อยากชวนคิดต่อคือ OKR ที่ทีมของคุณเขียนอยู่ตอนนี้ วัด “ผลลัพธ์” หรือกำลังวัดแค่ “กิจกรรมที่ทำเสร็จ” กันแน่
คำถามที่พบบ่อย
ตัวอย่าง OKR แต่ละแบบมีกี่ระดับ
แบ่งได้เป็นสามระดับหลัก คือ ระดับบริษัท ระดับทีมหรือแผนก และระดับบุคคล แต่ละระดับควรเชื่อมโยงกันเพื่อให้เป้าหมายขององค์กรไหลลงสู่งานประจำวันได้
OKR แต่ละแบบควรมี Key Results กี่ข้อ
ไม่มีจำนวนตายตัว แต่ควรมี Key Results น้อยพอให้โฟกัสและวัดผลได้ชัด หากมีมากเกินไปอาจทำให้โฟกัสกระจายและวัดผลยาก
OKR แบบ Committed กับ Aspirational ต่างกันอย่างไร
Committed คือเป้าหมายที่คาดหวังว่าต้องทำให้สำเร็จเกือบเต็ม ส่วน Aspirational คือเป้าหมายท้าทายที่ตั้งใจให้เอื้อมสุดแขน หากทำได้ไม่เต็มเป้าแต่คืบหน้าไปมากก็ถือว่าดีแล้ว
OKR กับ KPI ใช้แทนกันได้ไหม
ไม่ควรใช้แทนกันโดยตรง เพราะ KPI เน้นวัดสุขภาพงานประจำที่ต้องคงระดับไว้ ส่วน OKR เน้นการเปลี่ยนแปลงหรือก้าวกระโดดที่อยากผลักดันในรอบนั้น
บทความที่เกี่ยวข้อง
เผยแพร่โดย
Triple I HR Consultingทีมที่ปรึกษาด้านโครงสร้างเงินเดือน ระบบประเมินผลงาน และ Job Description