โครงสร้างเงินเดือนสำหรับสตาร์ทอัพ เริ่มอย่างไรไม่ให้สะสมปัญหา
สตาร์ทอัพในช่วงเติบโตเร็วมักมีปัญหาเรื่องเงินเดือนคล้ายกัน คือจ้างคนใหม่ทีละคนตามโอกาส แล้วพบทีหลังว่าตัวเลขที่กำหนดไปแต่ละคนไม่สอดคล้องกัน คนที่เข้ามาก่อนได้น้อยกว่าคนที่เข้ามาทีหลังในระดับงานเดียวกัน หรือผู้บริหารต้องตอบคำถามเรื่องเงินเดือนโดยไม่มีกรอบให้อ้าง บทความนี้รวบรวมแนวทางเริ่มต้นวางโครงสร้างเงินเดือนสำหรับสตาร์ทอัพที่ยังอยู่ระหว่างการเติบโต โดยไม่ต้องรอให้ทีมใหญ่ก่อน
ทำไมสตาร์ทอัพถึงมักเลื่อนเรื่องนี้ออกไป
สตาร์ทอัพบางแห่งมองว่าการทำโครงสร้างเงินเดือนเป็นเรื่องขององค์กรขนาดใหญ่ที่มีทีม HR พร้อม ในช่วงแรกที่ทีมมีไม่กี่คน การกำหนดเงินเดือนแต่ละคนผ่านการเจรจาตรงก็พอรับมือได้
ปัจจัยที่อาจทำให้สถานการณ์เปลี่ยนคือเมื่อจำนวนคนเพิ่มจากหลักสิบไปหลักร้อย พนักงานเริ่มพูดคุยกันเรื่องเงินเดือน และการขาดกรอบอ้างอิงทำให้แต่ละรายการจ้างงานกลายเป็นการต่อรองที่ไม่มีหลักเกณฑ์ ผลที่ตามมาคือความไม่สม่ำเสมอสะสมอยู่ในองค์กร ยิ่งรอนานยิ่งแก้ยาก
จุดที่ควรเริ่มก่อนทีมใหญ่
ไม่ต้องรอให้ทีมใหญ่มากก่อนจึงเริ่มทำโครงสร้าง จุดที่เหมาะสมในการเริ่มคือเมื่อองค์กรมีพนักงานหลายคนแล้ว หรือเมื่อเริ่มมีสายงานหลักที่ชัดเจนมากกว่าหนึ่งสาย เช่น สายผลิตภัณฑ์ สายวิศวกรรม สายขาย สายปฏิบัติการ
ณ จุดนั้น การวางระดับงานและช่วงเงินเดือนเบื้องต้นจะยังง่ายกว่าการย้อนกลับมาแก้ทีหลัง เพราะยังมีคนไม่มาก และยังไม่มีรูปแบบความไม่สม่ำเสมอสะสมมากเกินไป
หลักการจัดระดับงานในสตาร์ทอัพ
สตาร์ทอัพไม่จำเป็นต้องมีระดับงานมากอย่างองค์กรขนาดใหญ่ โครงสร้างที่เรียบง่ายและใช้งานได้จริงในช่วงแรกอาจมีเพียงไม่กี่ระดับต่อสายงาน เช่น:
- ระดับต้น: เพิ่งเข้าสู่สายงาน ต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด
- ระดับกลาง: ทำงานได้อิสระ มีประสบการณ์พอจัดการงานได้เอง
- ระดับอาวุโส: นำงานได้ ช่วยพัฒนาทีมได้
- ระดับผู้นำทีม / ผู้จัดการ: รับผิดชอบผลงานของทีม
เกณฑ์ที่ใช้แบ่งระดับควรพิจารณาจากขอบเขตงาน ความซับซ้อนของงาน และระดับความรับผิดชอบ ไม่ใช่แค่จำนวนปีที่ทำงาน
การตั้งช่วงเงินเดือนเบื้องต้น
เมื่อมีระดับงานแล้ว ขั้นต่อไปคือการตั้งช่วงเงินเดือน (salary band) ของแต่ละระดับ แนวทางที่ใช้ได้สำหรับสตาร์ทอัพในช่วงเริ่มต้น ได้แก่:
- ดูข้อมูลเงินเดือนในตลาดสำหรับแต่ละระดับงานในอุตสาหกรรมเดียวกัน
- ตั้งช่วงโดยมีจุดกึ่งกลาง (midpoint) ที่สะท้อนค่าตลาด
- กำหนดระยะห่างระหว่างค่าต่ำสุดถึงค่าสูงสุดของแต่ละช่วงให้มีความยืดหยุ่นพอรองรับความแตกต่างของประสบการณ์
ช่วงที่แคบเกินไปทำให้ไม่มีพื้นที่ให้พนักงานเติบโตในระดับเดิม ช่วงที่กว้างเกินไปทำให้เส้นแบ่งระหว่างระดับเบลอ ทำความเข้าใจแนวคิดช่วงเงินเดือนเพิ่มเติมได้ที่ กระบอกเงินเดือน คืออะไร
ข้อควรระวังสำหรับสตาร์ทอัพโดยเฉพาะ
สตาร์ทอัพมีบริบทที่แตกต่างจากองค์กรทั่วไปบางประการที่ควรนำมาพิจารณาในการออกแบบโครงสร้าง:
- การจ้างด้วยหุ้นหรือสิทธิ์ซื้อหุ้น (equity / option): ค่าตอบแทนในรูปหุ้นหรือสิทธิ์ซื้อหุ้นอาจเป็นส่วนหนึ่งของแพ็กเกจ การออกแบบโครงสร้างเงินเดือนฐานควรพิจารณาร่วมกับส่วนนี้
- การเติบโตเร็วของตำแหน่ง: สตาร์ทอัพมักปรับบทบาทบ่อย ระดับงานควรยืดหยุ่นพอรองรับการปรับบทบาทโดยไม่ต้องสร้างระดับใหม่ทุกครั้ง
- งบประมาณที่จำกัด: การตั้งช่วงควรสอดคล้องกับความสามารถในการจ่ายจริง ไม่ใช่ตั้งตามที่อยากให้เป็น
สรุป
โครงสร้างเงินเดือนในสตาร์ทอัพไม่ต้องซับซ้อน แต่ต้องมีกรอบที่ชัดพอให้การตัดสินใจรายบุคคลมีหลักยึด การเริ่มแต่เนิ่น ๆ ก่อนที่ความไม่สม่ำเสมอจะสะสมมาก มักง่ายกว่าการแก้ทีหลัง อ่านพื้นฐานเพิ่มได้ที่ โครงสร้างเงินเดือนคืออะไร ทำไมทุกองค์กรถึงควรมี
หากองค์กรของคุณกำลังเข้าสู่ช่วงที่ทีมโตเร็วและต้องการวางกรอบเงินเดือนให้มีหลักเกณฑ์ก่อนที่ปัญหาจะซับซ้อน ดูแนวทางได้ที่บริการออกแบบโครงสร้างเงินเดือน ทักมาคุยกันได้ครับ ยินดีให้คำปรึกษาเบื้องต้นโดยไม่มีค่าใช้จ่าย
คำถามที่พบบ่อย
สตาร์ทอัพควรเริ่มทำโครงสร้างเงินเดือนตอนทีมมีกี่คน
จุดที่เหมาะสมคือเมื่อทีมเริ่มมีพนักงานหลายคนและมีสายงานหลักมากกว่าหนึ่งสาย เพราะยังแก้ได้ง่ายก่อนที่ความไม่สม่ำเสมอจะสะสมมาก
สตาร์ทอัพต้องมีระดับงานกี่ระดับในโครงสร้างเงินเดือน
ไม่จำเป็นต้องมีมาก โครงสร้างที่ใช้งานได้จริงในช่วงแรกอาจมีเพียงไม่กี่ระดับต่อสายงาน ตั้งแต่ระดับต้นจนถึงระดับผู้จัดการ
การตั้งช่วงเงินเดือนสำหรับสตาร์ทอัพควรยึดหลักอะไร
ควรดูข้อมูลตลาดในอุตสาหกรรมเดียวกัน ตั้งจุดกึ่งกลางให้สะท้อนค่าตลาด และกำหนดช่วงให้สอดคล้องกับความสามารถในการจ่ายจริง ไม่ควรแคบหรือกว้างเกินไป
บทความที่เกี่ยวข้อง
เผยแพร่โดย
Triple I HR Consultingทีมที่ปรึกษาด้านโครงสร้างเงินเดือน ระบบประเมินผลงาน และ Job Description