ข้ามไปยังเนื้อหา
Triple I HR
← กลับไปบทความทั้งหมด

โครงสร้างเงินเดือนคอลเซ็นเตอร์และ BPO ออกแบบอย่างไรให้รักษาคน

โครงสร้างเงินเดือนคอลเซ็นเตอร์และ BPO คือกรอบที่กำหนดว่าแต่ละระดับงานในศูนย์บริการควรได้รับค่าตอบแทนช่วงใด โดยแยกเงินเดือนฐานออกจากค่าตอบแทนผันแปรอย่างชัดเจน เพราะธุรกิจนี้อาจมีอัตราการหมุนเวียนพนักงานสูง ทำงานเป็นกะ และวัดผลรายบุคคลได้ การวางกระบอกเงินเดือนที่อธิบายได้จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาคน

ทำไมคอลเซ็นเตอร์และ BPO ต้องการโครงสร้างเงินเดือนที่ต่างจากธุรกิจอื่น

ธุรกิจคอลเซ็นเตอร์และ BPO (business process outsourcing) มีลักษณะเฉพาะที่ทำให้การยกโครงสร้างเงินเดือนของธุรกิจอื่นมาใช้ตรง ๆ มักไม่พอดี

ประการแรก สัดส่วนต้นทุนค่าแรงต่อรายได้อาจสูง พนักงานหน้างานจำนวนมากอยู่ในระดับงานใกล้เคียงกัน การขยับโครงสร้างเพียงเล็กน้อยจึงกระทบงบประมาณรวมอย่างมีนัยสำคัญ

ประการที่สอง ผลงานวัดเป็นตัวเลขได้ละเอียด ทั้งจำนวนสายที่รับ เวลาเฉลี่ยต่อสาย คะแนนความพึงพอใจ หรือยอดที่ปิดได้ ทำให้ค่าตอบแทนผันแปรมีบทบาทมาก

ประการที่สาม เส้นทางความก้าวหน้าในสายงานหน้างานมักสั้น เจ้าหน้าที่จำนวนมากแต่ตำแหน่งหัวหน้ามีจำกัด สาเหตุหนึ่งที่อาจทำให้เกิดความเสี่ยงด้านการรักษาคนจึงมาจากการที่พนักงานมองไม่เห็นว่าจะเติบโตทางค่าตอบแทนต่อไปอย่างไร

ส่วนประกอบของค่าตอบแทนในคอลเซ็นเตอร์มีอะไรบ้าง

ค่าตอบแทนรวม (total compensation) ของพนักงานคอลเซ็นเตอร์มักประกอบด้วยหลายส่วนที่ต้องออกแบบให้สมดุล

  1. เงินเดือนฐาน (base salary) ส่วนที่แน่นอน อ้างอิงระดับงานและตลาด เป็นฐานของกระบอกเงินเดือน
  2. ค่าตอบแทนผันแปร (variable pay) ผูกกับตัวชี้วัดผลงาน เช่น คุณภาพการบริการ ยอดขาย หรือเป้าหมายของทีม
  3. ค่ากะและค่าทำงานนอกเวลา สะท้อนการทำงานเป็นกะ กะกลางคืน หรือวันหยุด ซึ่งเป็นเรื่องปกติของศูนย์ที่ให้บริการต่อเนื่อง
  4. เบี้ยทักษะเฉพาะ เช่น ทักษะภาษาต่างประเทศ หรือความสามารถดูแลงานเฉพาะทางที่ต้องใช้การฝึกเพิ่ม

ประเด็นสำคัญคือต้องแยกให้ชัดว่าส่วนใดเป็น “ค่างาน” ที่จ่ายตามระดับและความรับผิดชอบของตำแหน่ง และส่วนใดเป็น “ค่าคน” หรือผลงานเฉพาะบุคคล การปนสองส่วนนี้เข้าด้วยกันเป็นหนึ่งในปัจจัยที่อาจทำให้โครงสร้างอธิบายได้ยากในภายหลัง หากต้องการทบทวนหลักการพื้นฐานของการแยกส่วนนี้ก่อน อ่านเพิ่มได้ที่ โครงสร้างเงินเดือนคืออะไร

ออกแบบกระบอกเงินเดือนสำหรับคอลเซ็นเตอร์อย่างไร

กระบอกเงินเดือน (salary range) คือช่วงเงินเดือนต่ำสุดถึงสูงสุดของแต่ละระดับงาน การออกแบบที่ดีเริ่มจากการประเมินค่างานก่อน ไม่ใช่ดูจากเงินเดือนที่จ่ายอยู่

ลำดับการคิดที่นำไปใช้ได้ มีดังนี้

  1. ประเมินค่างานของแต่ละตำแหน่ง ใช้วิธีที่อ้างอิงได้ เช่น การประเมินค่างานแบบให้คะแนนตามปัจจัย (Point Factor Method) ที่ให้คะแนนตามความรู้ ความรับผิดชอบ และความซับซ้อนของงาน เพื่อจัดลำดับว่าตำแหน่งใดมีค่างานสูงกว่ากัน
  2. จัดกลุ่มตำแหน่งที่ค่างานใกล้เคียงเป็นระดับเดียวกัน ลดจำนวนระดับที่ซ้ำซ้อน ทำให้โครงสร้างเข้าใจง่าย
  3. กำหนดช่วงเงินเดือนของแต่ละระดับ งานหน้างานที่มีคนจำนวนมากอาจต้องการช่วงที่กว้างพอให้เจ้าหน้าที่เติบโตในระดับเดิมได้ระยะหนึ่ง โดยไม่ต้องเลื่อนตำแหน่งทุกครั้ง
  4. ตรวจสอบจุดทับซ้อนระหว่างระดับ ให้มีความต่อเนื่อง แต่ไม่ทับกันมากจนหัวหน้าทีมได้เงินเดือนใกล้เคียงเจ้าหน้าที่อาวุโสเกินไป

ตัวอย่างสมมติเพื่อให้เห็นภาพ สมมติว่าศูนย์แห่งหนึ่งมีระดับเจ้าหน้าที่บริการลูกค้าที่กำหนดช่วงเงินเดือน 18,000 ถึง 28,000 บาท หากเจ้าหน้าที่ที่อยู่นานแตะ 28,000 บาทแล้วแต่ยังไม่มีตำแหน่งหัวหน้าให้เลื่อน สถานการณ์เงินเดือนตันแบบนี้ โครงสร้างควรเตรียมทางออกไว้ล่วงหน้า (ตัวเลขทั้งหมดเป็นตัวอย่างสมมติ ไม่ใช่ข้อมูลตลาดจริง)

ปัญหาเงินเดือนตันในคอลเซ็นเตอร์และแนวทางรับมือ

เงินเดือนตันคือภาวะที่เงินเดือนของพนักงานแตะเพดานสูงสุดของกระบอก แต่ยังไม่มีเส้นทางเติบโตต่อ ในคอลเซ็นเตอร์และ BPO ภาวะนี้อาจเกิดได้เร็ว เพราะมีระดับงานให้เลื่อนน้อยและคนแข่งกันในตำแหน่งหัวหน้าที่มีจำกัด

แนวทางที่พิจารณานำมาใช้ได้ ได้แก่

  1. สร้างขั้นย่อยภายในระดับเดียวกัน เช่น เจ้าหน้าที่ระดับต้น กลาง และอาวุโส ที่มีความรับผิดชอบต่างกันจริง เพื่อให้มีจุดเติบโตก่อนถึงตำแหน่งหัวหน้า
  2. เปิดเส้นทางสายผู้เชี่ยวชาญคู่กับสายบริหาร พนักงานที่เก่งงานหน้างานแต่ไม่อยากบริหารคน ยังมีที่ทางเติบโตด้านค่าตอบแทน
  3. ทบทวนความกว้างของกระบอก หากช่วงเงินเดือนแคบเกินไป การขยายอย่างมีหลักการอาจช่วยลดความถี่ของการชนเพดาน

การปล่อยให้พนักงานจำนวนมากค้างที่เพดานกระบอกนาน ๆ อาจส่งผลต่อแรงจูงใจและเสี่ยงต่อการสูญเสียคนที่มีประสบการณ์ ซึ่งในธุรกิจที่ต้นทุนการฝึกพนักงานใหม่สูง เป็นต้นทุนที่ควรนับรวมด้วย

ค่าตอบแทนผันแปรในคอลเซ็นเตอร์ควรผูกกับอะไร

ส่วนที่ทำให้โครงสร้างเงินเดือนคอลเซ็นเตอร์ซับซ้อนกว่าธุรกิจทั่วไปคือค่าตอบแทนผันแปร เพราะวัดผลรายบุคคลได้ละเอียด แต่หากออกแบบตัวชี้วัดไม่รอบด้าน ก็อาจจูงใจพฤติกรรมที่ไม่ตั้งใจ

ตัวอย่างเช่น หากผูกค่าตอบแทนกับเวลาเฉลี่ยต่อสายเพียงอย่างเดียว เจ้าหน้าที่อาจเร่งจบสายเพื่อทำตัวเลข ซึ่งอาจกระทบคุณภาพการบริการ การออกแบบที่สมดุลจึงมักรวมตัวชี้วัดหลายด้าน ทั้งปริมาณ คุณภาพ และความพึงพอใจของลูกค้า เข้าด้วยกัน

หลักการที่ช่วยให้ส่วนผันแปรอธิบายได้ คือต้องชัดเจนว่าวัดอะไร น้ำหนักเท่าไร และพนักงานควบคุมผลนั้นได้จริงหรือไม่ ตัวชี้วัดที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของพนักงานแต่นำมาผูกค่าตอบแทน เป็นหนึ่งในปัจจัยที่อาจบั่นทอนความเชื่อมั่นในระบบ

บทบาทของตัวกลางที่เป็นกลางในการออกแบบ

โครงสร้างเงินเดือนคอลเซ็นเตอร์และ BPO เกี่ยวข้องกับคนจำนวนมากและงบประมาณก้อนใหญ่ การออกแบบจึงต้องอาศัยทั้งความเข้าใจหน้างานและหลักการค่าตอบแทนที่อธิบายได้ ทีม HR ภายในเข้าใจบริบทศูนย์ของตัวเองดีที่สุด ส่วนการมีมุมมองที่เป็นกลางจากภายนอกช่วยให้การตัดสินใจเรื่องกระบอกและระดับงานยืนอยู่บนค่างาน ไม่ใช่ความสัมพันธ์ส่วนบุคคล

ถ้าองค์กรมีทีมที่ทำเรื่องนี้ได้เองก็เป็นเรื่องดี แต่หากต้องการกระบวนการที่ตรวจสอบย้อนกลับได้และมีคนช่วยวางกรอบให้ HR ทำงานเชิงกลยุทธ์มากขึ้น การออกแบบ โครงสร้างเงินเดือน อย่างเป็นระบบเป็นจุดเริ่มที่ช่วยให้ทั้งฝ่ายบริหารและพนักงานหน้างานเข้าใจตรงกัน

ลองถามตัวเองว่า โครงสร้างเงินเดือนคอลเซ็นเตอร์ที่ใช้อยู่ตอนนี้ตอบได้ไหมว่าเจ้าหน้าที่ที่เก่งและอยู่นาน จะเติบโตด้านค่าตอบแทนไปทางไหนในอีกสามปีข้างหน้า

คำถามที่พบบ่อย

โครงสร้างเงินเดือนคอลเซ็นเตอร์ควรมีกี่ระดับ

ขึ้นกับจำนวนเส้นทางเติบโตจริงในศูนย์ ทั่วไปธุรกิจคอลเซ็นเตอร์และ BPO มักมีระดับเจ้าหน้าที่หลายขั้นย่อย แล้วต่อด้วยหัวหน้าทีม ผู้จัดการศูนย์ และสายงานสนับสนุน การออกแบบจึงควรเริ่มจากการวิเคราะห์ค่างานก่อน ไม่ใช่กำหนดจำนวนระดับล่วงหน้า

ค่าตอบแทนผันแปรของคอลเซ็นเตอร์ควรคิดเป็นสัดส่วนเท่าไรของเงินเดือนรวม

ไม่มีตัวเลขมาตรฐานตายตัว สัดส่วนที่เหมาะสมขึ้นกับลักษณะงานและตัวชี้วัด งานที่วัดผลรายบุคคลได้ชัด เช่น งานขายทางโทรศัพท์ มักให้น้ำหนักส่วนผันแปรมากกว่างานบริการที่เน้นคุณภาพการดูแลลูกค้า

ทำไมคอลเซ็นเตอร์ถึงมีปัญหาเงินเดือนตันเร็ว

หนึ่งในปัจจัยที่อาจเกี่ยวข้องคือช่วงเงินเดือน (range) ของระดับเจ้าหน้าที่มักแคบ และมีระดับงานให้เติบโตน้อย เมื่อเจ้าหน้าที่อยู่นานพอ เงินเดือนจึงอาจชนเพดานของกระบอกได้เร็ว

ควรแยกโครงสร้างเงินเดือนระหว่างทีมที่รับสายไทยกับทีมที่ให้บริการต่างประเทศหรือไม่

หากค่างานหรือทักษะที่ต้องใช้ต่างกันชัดเจน เช่น ต้องใช้ภาษาอังกฤษหรือทำงานเป็นกะข้ามโซนเวลา การสะท้อนความต่างนั้นในโครงสร้างก็มีเหตุผล แต่ควรอ้างอิงค่างานที่ประเมินได้ ไม่ใช่ความรู้สึก


Triple I HR Consulting

เผยแพร่โดย

Triple I HR Consulting

ทีมที่ปรึกษาด้านโครงสร้างเงินเดือน ระบบประเมินผลงาน และ Job Description

อยากปรึกษาเรื่องนี้เพิ่มเติม?

นัดคุย 30 นาทีฟรี ไม่มีการขายในรอบแรก แค่เล่าให้เราฟัง

นัดคุยฟรี