การให้คะแนน OKR 0.0 ถึง 1.0 ทำอย่างไร ฉบับเข้าใจง่าย
การให้คะแนน OKR 0.0 ถึง 1.0 คือการประเมินความสำเร็จของ Key Result แต่ละข้อเป็นสัดส่วน โดยนำความคืบหน้าจริงหารด้วยความคืบหน้าที่ตั้งเป้าไว้ แล้วแปลงเป็นตัวเลขระหว่าง 0.0 (ไม่คืบหน้า) ถึง 1.0 (ถึงเป้าเต็ม) จากนั้นเฉลี่ยคะแนนของทุก Key Result เพื่อให้ได้คะแนนรวมของ Objective
บทความนี้อธิบายว่าสเกล 0.0 ถึง 1.0 คืออะไร คำนวณอย่างไรทีละขั้น ตีความคะแนนที่ได้อย่างไร และมีกับดักอะไรที่ควรระวังเวลาเอาไปใช้จริงในองค์กรไทย
สเกลคะแนน OKR 0.0 ถึง 1.0 คืออะไร
สเกลคะแนน OKR คือมาตรวัดความคืบหน้าแบบต่อเนื่องตั้งแต่ 0.0 ถึง 1.0 ที่ใช้บอกว่า Key Result หนึ่งข้อทำได้ใกล้เป้าหมายมากน้อยเพียงใด โดย 0.0 หมายถึงแทบไม่มีความคืบหน้า ส่วน 1.0 หมายถึงทำได้ครบตามเป้าที่ตั้งไว้
จุดที่หลายคนเข้าใจคลาดเคลื่อนคือ สเกลนี้ไม่ได้ทำงานเหมือนเกรดสอบที่ต้องได้ใกล้เต็มถึงจะดี แนวคิด OKR ออกแบบมาให้ตั้งเป้าหมายที่ท้าทายกว่าที่มั่นใจว่าจะทำได้ คะแนนที่ตกราว ๆ กลางสเกลจึงไม่ได้แปลว่าผลงานแย่เสมอไป
ตัวอย่างวิธีตีความคะแนนคร่าว ๆ
- ใกล้ 1.0: ถึงเป้าหรือใกล้เป้า ถือว่าเป็นผลลัพธ์ที่น่าพอใจ
- ช่วงกลางสเกล: คืบหน้าพอสมควรแต่ยังไม่ถึงเป้า ควรหาว่าติดขัดตรงไหน
- ใกล้ 0.0: คืบหน้าน้อย เป็นสัญญาณให้ทบทวนทั้งวิธีทำงานและความเหมาะสมของเป้า
นี่เป็นเพียงแนวทางตีความ ไม่ใช่กฎตายตัว แต่ละองค์กรควรกำหนดเส้นแบ่งให้เหมาะกับบริบทตัวเองและตกลงกันล่วงหน้า
คำนวณคะแนน OKR ทีละขั้นอย่างไร
หัวใจของการให้คะแนน OKR อยู่ที่การทำให้ Key Result วัดเป็นตัวเลขได้ตั้งแต่ต้น ถ้าเขียน Key Result ลอย ๆ จนวัดไม่ได้ ขั้นตอนให้คะแนนก็จะกลายเป็นการเดา
สูตรพื้นฐานของหนึ่ง Key Result
สูตรพื้นฐานคือ
คะแนน Key Result เท่ากับ (ผลลัพธ์จริง ลบ ค่าเริ่มต้น) หารด้วย (เป้าหมาย ลบ ค่าเริ่มต้น)
ผลที่ได้จะถูกจำกัดให้อยู่ในช่วง 0.0 ถึง 1.0 ถ้าทำได้เกินเป้าก็มักปัดลงมาที่ 1.0 และถ้าถอยหลังต่ำกว่าจุดเริ่มต้นก็ปัดขึ้นมาที่ 0.0
ลองนึกภาพตัวอย่างสมมติ Key Result หนึ่งระบุว่า เพิ่มจำนวนลูกค้าที่ต่อสัญญาจาก 80 ราย เป็น 100 ราย เมื่อจบรอบทำได้จริง 92 ราย คะแนนจะคำนวณได้เป็น (92 ลบ 80) หารด้วย (100 ลบ 80) เท่ากับ 12 หารด้วย 20 เท่ากับ 0.6 (ตัวเลขทั้งหมดเป็นตัวอย่างสมมติ)
รวมหลาย Key Result เป็นคะแนน Objective
Objective หนึ่งมักมี Key Results หลายข้อ คะแนนรวมของ Objective คือค่าเฉลี่ยของคะแนน Key Results ทุกข้อ ตัวอย่างสมมติ ถ้า Objective หนึ่งมีสาม Key Results ได้คะแนน 0.6, 0.8 และ 0.4 คะแนนรวมจะเท่ากับ (0.6 บวก 0.8 บวก 0.4) หารด้วย 3 เท่ากับ 0.6 (ตัวอย่างสมมติ)
บางองค์กรเลือกถ่วงน้ำหนัก Key Results ที่สำคัญกว่าให้มีผลต่อคะแนนรวมมากกว่า ซึ่งทำได้ แต่ควรตกลงน้ำหนักกันให้ชัดตั้งแต่ต้นรอบ ไม่ใช่มากำหนดย้อนหลังตอนจะให้คะแนน
คะแนน OKR ควรผูกกับเงินเดือนและโบนัสหรือไม่
HR และผู้บริหารไทยมักสงสัยเรื่องนี้เวลานำ OKR มาใช้ และเป็นจุดที่ต้องคิดให้รอบคอบ
แนวทางหนึ่งคือแยกการให้คะแนน OKR ออกจากการประเมินผลตอบแทน เหตุผลหนึ่งที่อาจเกี่ยวข้องคือ ถ้าคะแนนถูกนำไปผูกกับเงินเดือนหรือโบนัสโดยตรง คนจะมีแรงจูงใจที่จะตั้งเป้าให้ต่ำเข้าไว้เพื่อให้ทำได้ครบ ซึ่งสวนทางกับเจตนาของ OKR ที่อยากให้กล้าตั้งเป้าท้าทาย
การผูกคะแนน OKR เข้ากับผลตอบแทนแบบตรง ๆ จึงเสี่ยงต่อการบิดเบือนพฤติกรรมการตั้งเป้า และอาจส่งผลให้องค์กรได้เป้าที่ปลอดภัยแต่ไม่ขับเคลื่อนอะไรใหม่ บางองค์กรจึงเลือกใช้ OKR เป็นเครื่องมือเรียนรู้และจัดลำดับความสำคัญ แล้วใช้ระบบประเมินอีกชุดหนึ่งสำหรับการตัดสินผลตอบแทน
ถ้าอยากเข้าใจความต่างระหว่างสองเครื่องมือนี้ให้ลึกขึ้น ลองอ่านเรื่อง ความแตกต่างระหว่าง KPI กับ OKR ประกอบ จะช่วยให้เห็นภาพว่าควรวางบทบาทของแต่ละตัวอย่างไร
ทั้งนี้ การออกแบบให้ระบบประเมินผลเชื่อมกับโครงสร้างค่าตอบแทนอย่างเป็นกลางและไม่บิดเบือนพฤติกรรม เป็นงานที่ต้องวางสถาปัตยกรรมให้ดี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบ ระบบบริหารผลงาน (SPMS) ที่ Triple I ช่วยองค์กรวางไว้
กับดักที่อาจพบเวลาให้คะแนน OKR
เมื่อเข้าใจวิธีคำนวณแล้ว สิ่งที่ทำให้การให้คะแนนพังจริง ๆ มักเป็นวิธีปฏิบัติรอบสูตรมากกว่าตัวสูตรเอง กับดักที่อาจพบมีดังนี้
- เขียน Key Result ที่วัดไม่ได้: ถ้าเขียนว่า ปรับปรุงคุณภาพงาน โดยไม่บอกว่าวัดจากอะไร จะให้คะแนนตามความรู้สึกแทนข้อมูล
- ตั้งเป้าต่ำเพื่อให้ได้ 1.0: เมื่อทุกคนได้คะแนนเต็มทุกรอบ มักเป็นสัญญาณว่าเป้าหมายปลอดภัยเกินไป ไม่ใช่ว่าทีมเก่งขึ้น
- ตีความคะแนนกลางสเกลว่าล้มเหลว: การลงโทษคนที่ได้ 0.6 จากเป้าที่ท้าทาย อาจส่งผลให้ครั้งต่อไปไม่มีใครกล้าตั้งเป้าสูง
- ให้คะแนนคนเดียวโดยไม่ทบทวนร่วมกัน: คะแนนที่ไม่ผ่านการคุยกันจะกลายเป็นตัวเลขที่ไม่มีใครเชื่อและไม่มีใครเรียนรู้
- เก็บข้อมูลไม่ทันรอบ: ถ้าไม่มีค่าจริงให้คำนวณตอนสิ้นรอบ คะแนนสุดท้ายจะเป็นการประมาณย้อนหลังที่อ่อนแอ
กับดักหลายข้อเกิดก่อนถึงขั้นคำนวณคะแนนด้วยซ้ำ คือเริ่มตั้งแต่วิธีเขียน Key Result และวัฒนธรรมการตั้งเป้า
บทบาทของ HR กับการให้คะแนนที่เป็นกลาง
จุดที่ละเอียดอ่อนคือ การให้คะแนนตัวเองมักมีอคติติดมาด้วยเสมอ ไม่ว่าจะเข้มกับตัวเองเกินไปหรือผ่อนปรนกับตัวเองเกินไป สาเหตุหนึ่งที่ทำให้คะแนนระหว่างทีมเทียบกันไม่ได้ คือแต่ละหัวหน้ามีมาตรฐานการให้คะแนนไม่เท่ากัน
บทบาทของ HR ตรงนี้คือการวางกติกากลางที่ทำให้คะแนนของทั้งองค์กรเทียบกันได้ และเปิดพื้นที่ให้การทบทวนคะแนนเป็นการเรียนรู้ เมื่อ HR ทำหน้าที่เป็นตัวกลางที่เป็นกลาง การให้คะแนน OKR ก็จะกลายเป็นบทสนทนาเรื่องการพัฒนา แทนที่จะเป็นการต่อรองตัวเลข
ถ้าทีมของคุณวางระบบนี้เองได้ก็ถือเป็นเรื่องดี แต่ถ้าต้องการคนนอกที่เป็นกลางมาช่วยออกแบบกติกาและช่วยให้ HR มีเวลาทำงานเชิงกลยุทธ์มากขึ้น ก็เป็นจุดที่มีคนช่วยได้
คำถามที่อยากชวนคิดต่อคือ วันนี้คะแนน OKR ในองค์กรของคุณกำลังถูกใช้เพื่อเรียนรู้และตั้งเป้าให้กล้าขึ้น หรือกำลังกลายเป็นตัวเลขที่ทุกคนพยายามทำให้สวยไว้ก่อน
คำถามที่พบบ่อย
คะแนน OKR ที่ไม่เต็ม 1.0 ถือว่าผ่านหรือไม่
ไม่มีเส้นผ่านตายตัว สำหรับเป้าหมายที่ตั้งให้ท้าทาย คะแนนที่ไม่เต็มไม่ได้แปลว่าทำงานล้มเหลว เพราะ OKR ออกแบบมาให้ตั้งเป้าสูงกว่าที่มั่นใจว่าจะทำได้ ทั้งนี้องค์กรควรตกลงเกณฑ์ตีความคะแนนร่วมกันล่วงหน้า
การให้คะแนน OKR ต่างจากการประเมิน KPI อย่างไร
KPI มักวัดแบบผ่านหรือไม่ผ่านตามเป้าที่ตกลงกันไว้ ส่วนการให้คะแนน OKR เป็นสเกลต่อเนื่อง 0.0 ถึง 1.0 ที่สะท้อนสัดส่วนความคืบหน้า และมักไม่ผูกตรงกับการขึ้นเงินเดือนหรือโบนัส
ใครเป็นคนให้คะแนน OKR
โดยทั่วไปเจ้าของ OKR เป็นผู้ให้คะแนนตนเองก่อน แล้วจึงทบทวนร่วมกับหัวหน้าหรือทีมในรอบสรุป เพื่อให้คะแนนสะท้อนความเป็นจริงและเรียนรู้ร่วมกัน
บทความที่เกี่ยวข้อง
เผยแพร่โดย
Triple I HR Consultingทีมที่ปรึกษาด้านโครงสร้างเงินเดือน ระบบประเมินผลงาน และ Job Description