ข้ามไปยังเนื้อหา
Triple I HR
← กลับไปบทความทั้งหมด

วางงบประมาณฝ่าย HR อย่างไรให้ครอบคลุมและสมเหตุผลจริง

การวางงบประมาณฝ่าย HR ที่ผ่านการอนุมัติได้จริงต้องเริ่มจากการแปลแผนธุรกิจเป็นความต้องการด้านคน แล้วประมาณการต้นทุนแต่ละรายการด้วยหลักฐานที่ตรวจสอบได้ กระบวนการที่มีระบบจะทำให้งบ HR ไม่ใช่แค่ตัวเลขของฝ่าย HR แต่เป็นการลงทุนที่ผู้บริหารเห็นความเชื่อมโยงกับเป้าหมายธุรกิจ

ฝ่าย HR หลายแห่งเผชิญปัญหาเดียวกัน คือขอเพิ่มงบทุกปีแต่มักถูกตัดโดยไม่มีเหตุผลชัดเจน ส่วนหนึ่งเกิดจากการนำเสนองบในรูป “รายจ่าย” แทนที่จะเป็น “การลงทุนที่วัดผลได้” บทความนี้อธิบายกระบวนการวางงบ HR อย่างเป็นขั้นตอน ตั้งแต่รวบรวมข้อมูลจนถึงการติดตามผล

ทำไมการวางงบ HR จึงต่างจากการวางงบแผนกอื่น

งบของแผนกส่วนใหญ่ผูกกับผลผลิตที่จับต้องได้โดยตรง เช่น ยอดขาย หรือสินค้าที่ผลิต แต่งบ HR ส่งผลต่อผลลัพธ์ผ่านคนซึ่งมีตัวแปรมากกว่า ทำให้การพิสูจน์คุณค่าต้องใช้ตรรกะที่ต่างออกไป

ความท้าทายที่พบบ่อยในองค์กรขนาดกลางถึงขนาดเล็ก ได้แก่ ข้อมูลต้นทุน HR ปีที่แล้วไม่ถูกบันทึกไว้อย่างครบถ้วน ทำให้การประมาณปีใหม่ขาดฐาน หรือผู้บริหารมองงบฝึกอบรมเป็นรายจ่ายที่ตัดได้ก่อน แทนที่จะมองว่าช่วยลดต้นทุนสรรหาในระยะยาว

การวางแผนงบ HR ที่ดีจึงต้องแก้ปัญหาทั้งสองจุดพร้อมกัน คือมีข้อมูลที่แม่นยำพอและสามารถอธิบายการเชื่อมโยงกับเป้าหมายธุรกิจได้

โครงสร้างงบ HR มีรายการอะไรบ้าง

ก่อนเริ่มประมาณตัวเลข ควรตกลงกรอบหมวดหมู่ให้ชัดก่อน เพราะจะส่งผลต่อการติดตามผลและการเปรียบเทียบข้ามปี โครงสร้างที่ใช้งานได้จริงแบ่งออกเป็นสี่หมวดหลัก

หมวดที่ 1 ค่าตอบแทนและสวัสดิการ คือหมวดใหญ่ที่สุดในงบ HR ประกอบด้วยเงินเดือนพนักงานทั้งหมด ค่าล่วงเวลา โบนัสประจำปีและโบนัสพิเศษ เงินสมทบประกันสังคมและกองทุนเงินทดแทนตามที่กฎหมายกำหนด ประกันสุขภาพหมู่ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และสวัสดิการอื่น ๆ ตามนโยบายบริษัท

หมวดที่ 2 ต้นทุนสรรหาและคัดเลือก รวมค่าประกาศตำแหน่งงาน ค่าใช้จ่ายในกระบวนการสัมภาษณ์ และค่าบริการบริษัทจัดหางานถ้าใช้

หมวดที่ 3 งบพัฒนาและฝึกอบรม ครอบคลุมค่าหลักสูตร ค่าวิทยากรภายนอก ค่าสมาชิกแพลตฟอร์มเรียนออนไลน์ และโครงการพัฒนาผู้นำ

หมวดที่ 4 ระบบและเครื่องมือ HR เช่น HRIS ซึ่งหมายถึงระบบข้อมูลทรัพยากรมนุษย์ที่ใช้บริหารข้อมูลพนักงาน ระบบประเมินผลงาน และระบบรับสมัครงาน

ขั้นตอนการวางงบ HR ทีละขั้น

กระบวนการที่แนะนำมีหกขั้น เรียงตามลำดับที่ควรทำ

ขั้นที่ 1 รวบรวมข้อมูลพื้นฐาน ดึงรายงานต้นทุนพนักงานของปีที่แล้วทั้งหมด แยกเป็นรายกลุ่มและคำนวณต้นทุนต่อหัว เพื่อใช้เป็นฐานในการเปรียบเทียบ

ขั้นที่ 2 ทบทวนแผนธุรกิจและจำนวนกำลังคน ขอแผนธุรกิจประจำปีจากผู้บริหาร แล้วแปลเป็นความต้องการด้านคนอย่างเป็นรูปธรรม เช่น ต้องเพิ่มพนักงานกี่คน ตำแหน่งใดบ้าง ต้องฝึกทักษะใหม่เรื่องใด ขั้นตอนนี้ทำให้งบ HR ผูกกับเป้าหมายธุรกิจ

ขั้นที่ 3 แบ่งงบเป็น 4 หมวดหลัก จัดโครงสร้างงบตามกรอบที่อธิบายไว้ข้างต้น การแยกหมวดชัดเจนช่วยให้ทีมการเงินติดตามและตรวจสอบได้ง่าย

ขั้นที่ 4 ประมาณการรายการตามหลักฐาน แต่ละรายการควรมีที่มาที่ตรวจสอบได้ ตัวอย่างสูตรคำนวณ เช่น ต้นทุนสรรหา = จำนวนตำแหน่งที่จะรับ x ต้นทุนต่อตำแหน่งเฉลี่ยจากปีที่แล้ว (ตัวอย่างสมมติเพื่ออธิบายกลไก ไม่ใช่ค่าแนะนำ) หากใช้ตัวเลขสมมติเพื่อชี้แจง ให้ระบุไว้ชัดเจนในเอกสาร

ขั้นที่ 5 จัดลำดับความสำคัญและทำสถานการณ์จำลอง แบ่งรายการออกเป็นกลุ่มที่จำเป็นตามกฎหมายหรือการดำเนินงาน กลุ่มที่เพิ่มประสิทธิภาพ และกลุ่มที่ลงทุนเพื่อการเติบโต แล้วทำสถานการณ์จำลองสามแบบเพื่อให้ผู้บริหารเลือกได้ตามสถานการณ์

ขั้นที่ 6 ตั้งระบบติดตามผลรายไตรมาส กำหนดตัวชี้วัดงบ HR ที่จะรายงานสม่ำเสมอ เช่น งบที่ใช้จริงเทียบแผน และต้นทุนสรรหาต่อตำแหน่ง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือกับฝ่ายการเงินในวงรอบถัดไป

จะนำเสนองบ HR ให้ผ่านการอนุมัติได้อย่างไร

วิธีนำเสนอมีผลต่อผลลัพธ์ไม่แพ้ตัวเลข แนวทางที่ได้ผลในทางปฏิบัติมีสามประเด็นหลัก

ประเด็นแรก เชื่อมทุกรายการกับเป้าหมายธุรกิจ แทนที่จะบอกว่า “ขอเพิ่มงบฝึกอบรม X บาท” ให้อธิบายว่า “ทักษะที่ขาดคือ X ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อแผน Y ของบริษัท การฝึกอบรมนี้คาดว่าจะลดเวลาในการทำงาน Z ลง”

ประเด็นที่สอง แสดงต้นทุนของการไม่ลงทุน เช่น หากไม่มีงบสรรหาเพียงพอ จะเกิดอะไรขึ้นกับแผนเปิดตัวสินค้า หรือหากไม่ปรับโครงสร้างค่าตอบแทน อัตราลาออกคาดว่าจะอยู่ที่ระดับใด

ประเด็นที่สาม เสนอสถานการณ์จำลองที่หลากหลาย การมีสามตัวเลือกทำให้การสนทนาเปลี่ยนจาก “อนุมัติหรือไม่” เป็น “เลือกแบบไหน” ซึ่งให้ผลดีกว่าในทางปฏิบัติ

สำหรับองค์กรที่ต้องการปรับโครงสร้างค่าตอบแทนควบคู่กับการวางงบ บทความ โครงสร้างเงินเดือน อธิบายหลักการออกแบบระดับค่าจ้างและช่วงเงินเดือนที่ใช้เป็นฐานในการประมาณงบได้

การจัดการต้นทุนที่มักถูกมองข้าม

ต้นทุนหลายรายการในงบ HR ถูกบันทึกผิดหมวดหรือไม่ถูกนับรวมเลย ทำให้ตัวเลขจริงต่ำกว่าที่เป็น และส่งผลให้งบปีถัดไปขาดดุล

ต้นทุนที่มักตกหล่น ได้แก่ เวลาที่ผู้จัดการสายงานใช้ในกระบวนการสรรหาและสัมภาษณ์ ค่าใช้จ่ายในการปฐมนิเทศและเริ่มงานของพนักงานใหม่ เวลาที่หายไประหว่างตำแหน่งว่าง และค่าใช้จ่ายในการจัดการเรื่องร้องทุกข์หรือปัญหาแรงงาน

ค่าตอบแทนที่ถูกกฎหมายกำหนด เช่น เงินสมทบประกันสังคม เงินทดแทน และค่าชดเชยการเลิกจ้างตามที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานกำหนด ควรถูกคำนวณและรวมอยู่ในงบอย่างถูกต้อง หากไม่แน่ใจในรายละเอียดทางกฎหมาย แนะนำให้ตรวจสอบกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานหรือที่ปรึกษากฎหมายโดยตรง

ควรประเมินและปรับงบ HR กลางปีเมื่อไร

การปรับงบกลางปีเป็นสิ่งที่ทำได้และบางครั้งจำเป็น แต่ต้องมีเหตุผลที่ผูกกับข้อมูลจริง ไม่ใช่ความต้องการที่เพิ่งนึกขึ้นมา

สถานการณ์ที่ควรพิจารณาขอปรับงบกลางปี เช่น อัตราลาออกสูงกว่าสมมติฐานในงบต้นปี มีการขยายสาขาหรือแผนกที่ไม่ได้วางไว้ หรือมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่ต้องใช้งบเพิ่ม

เมื่อต้องขอปรับ ให้นำเสนอด้วยการแสดงตัวเลขจริงเทียบสมมติฐานเดิม อธิบายว่าเหตุการณ์ใดทำให้เบี่ยง และระบุผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นหากไม่ได้รับงบเพิ่ม วิธีนี้แสดงให้เห็นว่าฝ่าย HR ติดตามงบอย่างจริงจังและไม่ขอเพิ่มโดยไม่มีเหตุผล

สำหรับองค์กรที่กำลังออกแบบระบบประเมินผลงานควบคู่กับการวางงบ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ KPI กับ OKR ต่างกันอย่างไร เพื่อเลือกกรอบที่เหมาะกับบริบทองค์กรก่อนกำหนดงบด้านผลงาน

บทสรุป

งบ HR ที่ผ่านการอนุมัติและถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพเกิดจากกระบวนการที่ผูกตัวเลขกับเป้าหมายธุรกิจตั้งแต่ต้น มีหมวดหมู่ที่ชัดเจน และมีระบบติดตามผลที่สม่ำเสมอ ไม่ใช่แค่ตัวเลขที่ขออนุมัติแล้วจบ

หากองค์กรของคุณกำลังทบทวนโครงสร้างระบบ HR ทั้งหมด ตั้งแต่ค่าตอบแทน ประสิทธิภาพการทำงาน ไปจนถึงการวางแผนกำลังคน Triple I มีบริการที่ออกแบบมาเพื่อองค์กรขนาดกลางและขนาดเล็กที่กำลังเติบโตโดยเฉพาะ ดูรายละเอียดได้ที่ 2R System หรือนัดคุยฟรีกับที่ปรึกษาเพื่อประเมินจุดที่ควรเริ่มก่อน

คำถามที่พบบ่อย

งบประมาณฝ่าย HR ควรอยู่ที่กี่เปอร์เซ็นต์ของต้นทุนพนักงานทั้งหมด

ไม่มีตัวเลขสากลตายตัว เพราะขึ้นกับขนาดองค์กร อุตสาหกรรม และระยะของธุรกิจ แนวทางคือให้คำนวณต้นทุนต่อหัวของปีที่แล้ว แล้วปรับด้วยแผนการเติบโตและโครงการใหม่ที่จะเพิ่มในปีหน้า จากนั้นเปรียบเทียบกับตัวเลขปีก่อนเพื่อชี้แจงการเปลี่ยนแปลงให้ฝ่ายบริหารเข้าใจได้

รายการใดบ้างที่ต้องรวมในงบประมาณฝ่าย HR

งบ HR โดยทั่วไปแบ่งเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ ค่าตอบแทนและสวัสดิการ (เงินเดือน โบนัส ประกัน กองทุน) ค่าใช้จ่ายด้านการสรรหาและคัดเลือก ค่าพัฒนาและฝึกอบรม และค่าระบบหรือเครื่องมือ HR เช่น HRIS โดยแต่ละกลุ่มควรแยกเป็นรายการย่อยเพื่อให้ติดตามผลได้จริง

การตั้งงบแบบเริ่มจากศูนย์กับแบบต่อยอดจากปีก่อนต่างกันอย่างไรในบริบท HR

การตั้งงบแบบต่อยอดเริ่มจากงบปีที่แล้วแล้วบวกเพิ่มตามเงินเฟ้อและโครงการใหม่ ทำได้เร็วแต่อาจสะสมรายการที่ไม่คุ้มค่า ส่วนการตั้งงบแบบเริ่มจากศูนย์ต้องพิสูจน์ทุกรายการใหม่ทั้งหมด ใช้เวลามากกว่าแต่เหมาะสำหรับองค์กรที่ต้องการควบคุมต้นทุนอย่างเข้มงวด หรือเมื่อมีการเปลี่ยนกลยุทธ์องค์กรครั้งใหญ่

ควรยื่นขอเพิ่มงบ HR กลางปีได้หรือไม่

ทำได้ แต่ต้องเตรียมเหตุผลที่ผูกกับผลประกอบการหรือความเสี่ยงทางธุรกิจที่ชัดเจน เช่น อัตราลาออกสูงกว่าที่ประมาณไว้ หรือมีโครงการขยายสาขาเพิ่มเติม การขอกลางปีที่แยกรายการและระบุผลที่คาดว่าจะได้รับจะมีโอกาสผ่านมากกว่าการขอแบบก้อน

ต้องใช้ข้อมูลอะไรประกอบการวางงบ HR

ข้อมูลหลักที่ควรมี ได้แก่ จำนวนพนักงานปัจจุบันและแผนการรับพนักงานใหม่ อัตราลาออกย้อนหลัง 2-3 ปี โครงสร้างเงินเดือนและแผนปรับค่าจ้าง ต้นทุนสวัสดิการต่อหัว ค่าใช้จ่ายสรรหาต่อตำแหน่งที่ผ่านมา และแผนกลยุทธ์ธุรกิจประจำปีของผู้บริหาร


ธงชัย ธรรมสาลี

ธงชัย ธรรมสาลี

ที่ปรึกษา · Triple I HR Consulting

ประสบการณ์มากกว่า 10 ปีด้านการบริหารธุรกิจ เชี่ยวชาญการนำแนวคิด Lean Startup มาปรับใช้กับองค์กร ร่วมออกแบบและพัฒนาหลักสูตรอบรมสำหรับ HR และที่ปรึกษา ครอบคลุม Smart KPIs, Smart JDs, Strategic HR และ Business Consulting

อยากปรึกษาเรื่องนี้เพิ่มเติม?

นัดคุย 30 นาทีฟรี ไม่มีการขายในรอบแรก แค่เล่าให้เราฟัง

นัดคุยฟรี