ข้ามไปยังเนื้อหา
Triple I HR
← กลับไปบทความทั้งหมด

ประเภทของโมเดลสมรรถนะ: เลือกแบบไหนให้ตรงองค์กร

โมเดลสมรรถนะมีหลายประเภท ได้แก่ Core Competency ที่ใช้กับพนักงานทุกคน, Functional Competency ที่เจาะจงตามสายงาน, Leadership Competency สำหรับผู้นำ และ Technical Competency สำหรับงานที่ต้องการความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง แต่ละประเภทมีวัตถุประสงค์ต่างกัน การเลือกประเภทที่เหมาะสมคือก้าวแรกของการออกแบบระบบบริหารคนที่ใช้ได้จริง

บทความนี้จะพาไปดูว่าแต่ละประเภทของโมเดลสมรรถนะคืออะไร เหมาะกับบริบทใด และองค์กรไทยจะเลือกและผสมผสานอย่างไรให้ได้ผลมากที่สุดโดยไม่สร้างภาระเกินจำเป็น


โมเดลสมรรถนะคืออะไร และทำไมถึงสำคัญ?

โมเดลสมรรถนะ (Competency Model) คือกรอบอ้างอิงที่ระบุว่าพนักงานในบทบาทต่าง ๆ ควรมีความรู้ (Knowledge) ทักษะ (Skill) และพฤติกรรม (Behavior) อะไรบ้างเพื่อให้ปฏิบัติงานได้สำเร็จในระดับที่องค์กรต้องการ

แนวคิดนี้วางรากฐานโดย David McClelland นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในช่วงทศวรรษ 1970 ซึ่งเสนอว่าการทดสอบสมรรถนะเชิงพฤติกรรมสามารถทำนายความสำเร็จในงานได้ดีกว่าการวัดสติปัญญาหรือผลการเรียนเพียงอย่างเดียว ต่อมา Spencer & Spencer (1993) ได้จำแนกสมรรถนะออกเป็นส่วนที่มองเห็นได้ เช่น ทักษะและความรู้ กับส่วนที่ซ่อนอยู่ เช่น แรงจูงใจ ค่านิยม และบุคลิกภาพหลัก ซึ่งแบบจำลองนี้เรียกกันว่า “Iceberg Model” (แบบจำลองภูเขาน้ำแข็ง)

เหตุผลที่องค์กรต้องการโมเดลสมรรถนะ ได้แก่:

  • ทิศทางเดียวกัน: ทุกคนรู้ว่าความคาดหวังด้านพฤติกรรมคืออะไร
  • สรรหาตรงเป้า: กรรมการสัมภาษณ์ใช้เกณฑ์เดียวกันในการประเมินผู้สมัคร
  • พัฒนาได้มีทิศทาง: แผนพัฒนาบุคคล (IDP) อ้างอิงสมรรถนะที่ต้องยกระดับ
  • ประเมินผลงานมีมาตรฐาน: ลดความลำเอียงส่วนบุคคลในการประเมิน

สองหมวดฐาน: หมวดที่ใช้กับทุกคน กับหมวดที่เจาะสายงาน

โครงของโมเดลสมรรถนะเริ่มต้นได้จากสองหมวดฐาน คือ หมวดที่ใช้กับพนักงานทุกคน (สมรรถนะหลัก) กับหมวดที่เจาะจงตามสายงาน (สมรรถนะตามหน้าที่งาน) สองหมวดนี้ต่างกันที่ขอบเขตการใช้งาน หมวดแรกสะท้อนค่านิยมองค์กรและใช้กับทุกบทบาท ส่วนหมวดหลังสะท้อนความต้องการของงานเชิงวิชาชีพและใช้เฉพาะกลุ่มงาน

(อ่านนิยาม core กับ functional competency แบบเต็มได้ที่ สมรรถนะหลักกับสมรรถนะตามหน้าที่งาน)

สิ่งที่บทความนี้เน้นคือ เมื่อรู้สองหมวดฐานแล้ว โมเดลทั้งก้อนถูกประกอบขึ้นอย่างไร และมีหมวดใดเพิ่มเข้ามาได้อีกบ้าง การออกแบบโครงให้เหมาะกับองค์กรสำคัญกว่าการท่องนิยามของแต่ละหมวด เพราะโครงที่หนักเกินไปคือสาเหตุหนึ่งที่ทำให้โมเดลไม่ถูกนำไปใช้จริง


Leadership Competency ใช้กับใครและวัดอะไร?

Leadership Competency คือสมรรถนะด้านภาวะผู้นำที่ออกแบบมาสำหรับตำแหน่งที่มีหน้าที่ควบคุมดูแลผู้อื่นหรือกำหนดทิศทาง แบ่งตามระดับผู้นำได้ดังนี้:

ระดับหัวหน้างาน (Supervisor/Team Lead):

  • การสอนงานและให้ข้อมูลป้อนกลับ
  • การมอบหมายงานและติดตามผล
  • การสร้างบรรยากาศการทำงานที่ดีในทีม

ระดับผู้จัดการ (Manager):

  • การวางแผนและบริหารทรัพยากร
  • การพัฒนาศักยภาพสมาชิกในทีม
  • การบริหารการเปลี่ยนแปลง

ระดับผู้บริหารอาวุโส (Senior Management):

  • การคิดเชิงกลยุทธ์และระบบ
  • การสร้างแรงบันดาลใจองค์กร
  • การตัดสินใจภายใต้ความไม่แน่นอน

หลักการออกแบบ Leadership Competency ที่ดีควรสะท้อนว่าองค์กรนิยามภาวะผู้นำอย่างไร ไม่ใช่แค่คัดลอกกรอบสากลมาทั้งหมด เพราะความคาดหวังต่อผู้นำของแต่ละองค์กรและแต่ละวัฒนธรรมอาจต่างกัน


Technical Competency ต่างจาก Functional Competency อย่างไร?

บางองค์กรใช้สองคำนี้สลับกัน แต่ในการออกแบบโมเดลสมรรถนะที่ละเอียดขึ้น อาจแยกไว้ดังนี้:

Functional Competency: เน้นทักษะและพฤติกรรมที่จำเป็นต่อการปฏิบัติหน้าที่ในสายงาน ซึ่งอาจรวมทั้งทักษะด้านพฤติกรรมและทักษะด้านเทคนิค

Technical Competency: เน้นความเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่ต้องการความรู้เชิงเทคนิคลึก เช่น:

  • วิศวกรซอฟต์แวร์: ทักษะการเขียนโค้ด ภาษา Python, การทดสอบระบบ
  • วิศวกรโรงงาน: ความรู้เรื่องระบบไฟฟ้าแรงสูง มาตรฐาน ISO ที่เกี่ยวข้อง
  • แพทย์/พยาบาล: ทักษะทางคลินิกเฉพาะสาขา

ในองค์กรเทคโนโลยีหรือการผลิต การแยก Technical Competency ออกมาอาจทำให้การประเมินและพัฒนาบุคลากรสายเทคนิคทำได้ตรงจุดขึ้น


สมรรถนะขั้นต่ำ (Threshold) เทียบกับสมรรถนะที่แยกแยะความเป็นเลิศ (Differentiating) แตกต่างกันอย่างไร?

แนวคิดของ Spencer & Spencer แยกสมรรถนะออกเป็นสองกลุ่มใหญ่:

Threshold Competency คือสมรรถนะขั้นต่ำที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานได้ หากขาดแล้วจะทำงานไม่ได้เลย เช่น พนักงานบัญชีต้องรู้โปรแกรม Excel ขั้นพื้นฐาน หรือพนักงานขายต้องสื่อสารภาษาไทยได้ชัดเจน สมรรถนะกลุ่มนี้เป็นเงื่อนไขเบื้องต้น ไม่ใช่ตัวแยกแยะความเป็นเลิศ

สมรรถนะที่แยกแยะความเป็นเลิศ (Differentiating Competency) คือสมรรถนะที่แยกแยะระหว่างผู้ปฏิบัติงานระดับปานกลางกับผู้ปฏิบัติงานระดับเลิศ ตัวอย่างเช่น ความสามารถในการมองเห็นโอกาสเชิงธุรกิจในสถานการณ์ที่คนอื่นเห็นแค่ปัญหา หรือทักษะการสร้างความไว้วางใจในระยะยาวกับลูกค้า

การออกแบบโมเดลสมรรถนะที่ดีอาจให้น้ำหนักกับ Differentiating Competency เป็นพิเศษ เพราะเป็นกลุ่มที่แยกความต่างของผลงานได้


SME ไทยควรเลือกประเภทสมรรถนะอย่างไรให้เหมาะสม?

ข้อผิดพลาดอย่างหนึ่งที่เป็นไปได้ในองค์กรขนาดกลางและเล็กคือพยายามสร้างโมเดลสมรรถนะที่ครบทุกประเภทพร้อมกัน ซึ่งอาจได้โมเดลที่หนักเกินไปและไม่ถูกนำไปใช้จริง

แนวทางที่เหมาะกับ SME ไทยมีดังนี้:

ขั้นที่ 1 เริ่มจาก Core Competency: กำหนดสมรรถนะหลักจำนวนไม่มากที่สะท้อนค่านิยมและวิธีการทำงานที่ต้องการ ผ่านการประชุมเชิงปฏิบัติการ (workshop) ร่วมกับผู้บริหารและตัวแทนพนักงาน เพื่อให้ได้สมรรถนะที่ “ใช่” สำหรับองค์กรนี้จริง ๆ

ขั้นที่ 2 ขยายไป Functional Competency สำหรับสายงานหลัก: เลือกสายงานไม่กี่สายที่มีผลต่อผลลัพธ์ธุรกิจมากที่สุดก่อน เช่น ทีมขาย ทีมผลิต หรือทีมบริการลูกค้า กำหนดสมรรถนะเชิงหน้าที่ของแต่ละสายงานเท่าที่จำเป็น

ขั้นที่ 3 เพิ่ม Leadership Competency สำหรับหัวหน้างานขึ้นไป: ออกแบบสมรรถนะผู้นำจำนวนไม่มากที่เชื่อมกับวิธีที่องค์กรต้องการให้หัวหน้าบริหารทีม

ขั้นที่ 4 ผนวกเข้ากับ JD และระบบประเมินผลงาน: โมเดลสมรรถนะมีคุณค่าเมื่อนำไปฝังในใบพรรณนาลักษณะงานและแบบฟอร์มประเมินผลงาน ไม่ใช่เก็บไว้เป็นเอกสารต่างหาก


โมเดลสมรรถนะเชื่อมกับระบบ HR อื่นอย่างไร?

สมรรถนะที่ออกแบบดีแล้วสามารถเป็น “ภาษากลาง” ที่เชื่อมระบบ HR หลายส่วนเข้าด้วยกัน:

  • การสรรหาและคัดเลือก: ใช้สมรรถนะออกแบบคำถามสัมภาษณ์เชิงพฤติกรรม (Behavioral Interview)
  • การประเมินผลงาน: แบบฟอร์มประเมินผลงานรวมทั้งผลลัพธ์ (KPI) และสมรรถนะ เพื่อให้เห็นว่า “ทำได้” และ “ทำอย่างไร” ควบคู่กัน ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางระบบบริหารผลงาน (SPMS)
  • การพัฒนาบุคลากร: ผลการประเมินสมรรถนะชี้ว่าพนักงานควรพัฒนาเรื่องใด และวิธีใดเหมาะสม เช่น การฝึกอบรมระหว่างทำงาน (OJT) การมีพี่เลี้ยงสอนงาน หรือการมอบหมายงานที่ท้าทายขึ้น
  • การวางแผนสายอาชีพ: แผน IDP สามารถระบุว่าพนักงานต้องยกระดับสมรรถนะใดเพื่อก้าวไปสู่ตำแหน่งถัดไป

การเชื่อมโยงเหล่านี้ทำให้การลงทุนในการออกแบบสมรรถนะมีผลคุ้มค่า เพราะใช้ซ้ำได้หลายระบบแทนที่จะทำแค่ครั้งเดียวแล้วเก็บลิ้นชัก

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับพื้นฐานกระบอกเงินเดือนได้ที่โครงสร้างเงินเดือนเบื้องต้น


ข้อควรระวังในการออกแบบโมเดลสมรรถนะ

1. ระวังการคัดลอกโมเดลจากต่างประเทศโดยไม่ปรับ กรอบสมรรถนะสากลอาจดีสำหรับบริบทที่สร้างมา แต่หากนำมาใช้โดยไม่ตรวจสอบว่าสะท้อนความเป็นจริงขององค์กรไทยหรือไม่ อาจได้โมเดลที่ฟังดูดีในเอกสารแต่ไม่ตรงกับพฤติกรรมจริงที่ต้องการ

2. ระวังจำนวนสมรรถนะมากเกินไป หากโมเดลรวมสมรรถนะจำนวนมากต่อตำแหน่ง ผู้ประเมินอาจเหนื่อยและให้คะแนนแบบ “ตรงกลาง” ทั้งหมด ซึ่งอาจทำให้ข้อมูลไม่มีประโยชน์ในการพัฒนา

3. ระวังนิยามที่คลุมเครือ สมรรถนะที่ดีต้องมี Behavioral Indicator คือตัวชี้วัดพฤติกรรมที่มองเห็นได้และสังเกตได้ เช่น แทนที่จะเขียนแค่ “มีความคิดสร้างสรรค์” ควรระบุว่า “เสนอแนวทางใหม่ในการแก้ปัญหาที่เผชิญอยู่ และสามารถอธิบายข้อดีข้อด้อยได้ชัดเจน”

4. ระวังการไม่อัปเดตโมเดล สมรรถนะที่เคยสำคัญในอดีตอาจไม่ตรงกับทิศทางธุรกิจปัจจุบัน ควรทบทวนโมเดลเป็นระยะ และเมื่อกลยุทธ์องค์กรเปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญ


สรุป: ประเภทสมรรถนะที่เหมาะกับองค์กรของคุณ

ไม่มีประเภทสมรรถนะใดที่ “ดีที่สุด” สำหรับทุกองค์กร การเลือกและผสมผสานขึ้นอยู่กับขนาดองค์กร กลยุทธ์ธุรกิจ และความสามารถของทีม HR ในการบริหารระบบ

ข้อสรุปสั้น ๆ:

  • Core Competency: ฐานสำหรับทุกคน สะท้อนค่านิยมองค์กร
  • Functional Competency: เจาะสายงาน ระบุระดับความสามารถที่ต้องการ
  • Leadership Competency: สำหรับผู้นำทุกระดับ ไม่จำกัดแค่ผู้บริหารสูงสุด
  • Technical Competency: สำหรับงานเฉพาะทางที่ต้องความเชี่ยวชาญลึก

การออกแบบโมเดลสมรรถนะที่เชื่อมกับ JD และระบบประเมินผลงานตั้งแต่ต้น คือการสร้างพื้นฐานการบริหารคนที่แข็งแกร่งและยั่งยืน

หากต้องการคำแนะนำในการออกแบบโมเดลสมรรถนะที่เหมาะกับบริบทองค์กรของคุณ รวมถึงการฝังสมรรถนะในใบพรรณนาลักษณะงาน นัดคุยฟรีกับที่ปรึกษา Triple I ได้ที่นี่

คำถามที่พบบ่อย

โมเดลสมรรถนะคืออะไร และทำไมองค์กรต้องมี?

โมเดลสมรรถนะ (Competency Model) คือกรอบที่ระบุว่าพนักงานในแต่ละบทบาทต้องมีความรู้ ทักษะ และพฤติกรรมใดบ้างเพื่อปฏิบัติงานได้ผลสำเร็จ องค์กรที่มีกรอบนี้ชัดเจนสามารถนำไปใช้ตั้งแต่การสรรหา การประเมินผลงาน ไปจนถึงการพัฒนาเส้นทางอาชีพ ทำให้การบริหารคนมีทิศทางที่สอดคล้องกัน

โมเดลสมรรถนะประกอบด้วยกี่หมวด และจัดโครงอย่างไร?

โครงโมเดลเริ่มต้นได้จากสองหมวดฐานคือ สมรรถนะหลักที่ใช้กับทุกคน กับสมรรถนะตามหน้าที่งานที่เจาะสายงาน แล้วจึงเพิ่มหมวดผู้นำหรือหมวดเทคนิคตามความจำเป็นขององค์กร การเลือกจำนวนหมวดและน้ำหนักของแต่ละหมวดให้เหมาะกับขนาดและกลยุทธ์องค์กรสำคัญกว่าการมีครบทุกหมวด สำหรับนิยามของหมวดหลักกับหมวดตามหน้าที่งานโดยละเอียด อ่านได้ที่บทความสมรรถนะหลักกับสมรรถนะตามหน้าที่งาน

Leadership Competency จำเป็นแค่กับผู้บริหารระดับสูงเท่านั้นหรือไม่?

ไม่จำเป็น องค์กรอาจออกแบบสมรรถนะผู้นำ (Leadership Competency) ไว้สำหรับหัวหน้างาน (Supervisor) ขึ้นไปทุกระดับ เนื่องจากภาวะผู้นำมีหลายรูปแบบ ตั้งแต่การสอนงานทีมเล็ก ไปจนถึงการกำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์ การแยกระดับพฤติกรรมตามชั้นของผู้นำทำให้การพัฒนาตรงจุดและวัดผลได้จริง

SME ไทยควรเริ่มต้นสร้างโมเดลสมรรถนะจากประเภทใดก่อน?

แนะนำให้เริ่มจากสมรรถนะหลัก (Core Competency) จำนวนไม่มากที่สะท้อนค่านิยมและวัฒนธรรมองค์กรก่อน เพราะเป็นฐานที่ใช้ได้กับทุกตำแหน่ง จากนั้นค่อยขยายไปยัง Functional Competency สำหรับสายงานที่มีผลต่อผลลัพธ์ธุรกิจมากที่สุด การทำทีละขั้นช่วยให้ระบบไม่ซับซ้อนเกินกว่าที่ทีม HR ขนาดเล็กจะดูแลได้

โมเดลสมรรถนะเชื่อมกับใบพรรณนาลักษณะงาน (JD) อย่างไร?

โมเดลสมรรถนะและใบพรรณนาลักษณะงานเสริมกัน โดย JD ระบุหน้าที่ความรับผิดชอบและผลลัพธ์ที่คาดหวัง ส่วนสมรรถนะระบุว่าต้องมีพฤติกรรมและทักษะอะไรจึงจะทำหน้าที่นั้นได้ดี เมื่อทั้งสองอยู่ในเอกสารเดียวกัน ผู้สมัครและพนักงานเข้าใจความคาดหวังครบทั้งสองมิติตั้งแต่ต้น


Triple I HR Consulting

เผยแพร่โดย

Triple I HR Consulting

ทีมที่ปรึกษาด้านโครงสร้างเงินเดือน ระบบประเมินผลงาน และ Job Description

อยากปรึกษาเรื่องนี้เพิ่มเติม?

นัดคุย 30 นาทีฟรี ไม่มีการขายในรอบแรก แค่เล่าให้เราฟัง

นัดคุยฟรี