ข้ามไปยังเนื้อหา
Triple I HR
← กลับไปบทความทั้งหมด

ทำงานกับบริษัทจัดหางานให้ได้ผล: คู่มือปฏิบัติสำหรับ HR

การทำงานกับบริษัทจัดหางานให้ได้ประสิทธิผลจริงต้องการมากกว่าการส่งตำแหน่งงานและรอผล องค์กรที่ได้ผลลัพธ์ดีมักเตรียมข้อมูลตำแหน่งงานอย่างละเอียด กำหนดเกณฑ์ประเมินร่วมกับบริษัทจัดหางานตั้งแต่ต้น และรักษาการสื่อสารอย่างต่อเนื่องตลอดกระบวนการ ไม่ใช่แค่รับรายชื่อผู้สมัครแล้วตัดสินใจปลายทาง

ในภาวะที่ตลาดแรงงานสายวิชาชีพและผู้บริหารระดับกลางมีการแข่งขันสูง การใช้บริษัทจัดหางานอย่างมีกลยุทธ์ช่วยให้เข้าถึงกลุ่มผู้สมัครที่ไม่ได้หางานอยู่ในขณะนั้น และลดระยะเวลาสรรหาในตำแหน่งที่เฉพาะทาง แต่ความสำเร็จของกระบวนการนี้ขึ้นอยู่กับว่าฝ่าย HR เตรียมตัวและบริหารความสัมพันธ์กับบริษัทจัดหางานได้ดีเพียงใด

บริษัทจัดหางานคืออะไร และทำงานอย่างไร

บริษัทจัดหางาน คือองค์กรที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างองค์กรที่ต้องการจ้างกับผู้สมัครงาน มีสองรูปแบบหลักคือแบบคิดค่าธรรมเนียมเมื่อการจ้างสำเร็จ ซึ่งเหมาะกับตำแหน่งทั่วไปถึงระดับกลาง และแบบเก็บค่าบริการล่วงหน้าสำหรับการค้นหาผู้บริหารระดับสูงโดยเฉพาะ

กระบวนการทำงานโดยทั่วไปเริ่มจากองค์กรส่งรายละเอียดตำแหน่งให้บริษัทจัดหางาน จากนั้นบริษัทจัดหางานจะค้นหาและคัดกรองผู้สมัครจากฐานข้อมูล เครือข่าย และแหล่งสรรหาต่าง ๆ ก่อนส่งรายชื่อผู้สมัครที่คัดแล้วมาให้องค์กรสัมภาษณ์ต่อ ค่าธรรมเนียมส่วนใหญ่คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของเงินเดือนประจำปีของตำแหน่งที่จ้างสำเร็จ

เมื่อไหร่ควรใช้บริษัทจัดหางาน และเมื่อไหร่ควรสรรหาเอง

การตัดสินใจใช้บริษัทจัดหางานควรพิจารณาจากปัจจัยต่อไปนี้ประกอบกัน ไม่ใช่จากปัจจัยเดียว

ตำแหน่งที่เหมาะกับการใช้บริษัทจัดหางาน ได้แก่ ตำแหน่งที่ต้องการความเชี่ยวชาญเฉพาะทางสูง เช่น วิศวกรระดับอาวุโสหรือผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ตำแหน่งผู้บริหารระดับกลางถึงสูงที่ต้องการความลับในการสรรหา ตำแหน่งที่มีความเร่งด่วนและทีม HR ไม่มีกำลังคนเพียงพอ หรือตำแหน่งที่เคยสรรหาเองมานานและยังหาคนไม่ได้

ตำแหน่งที่การสรรหาเองมักได้ผลดีกว่า ได้แก่ ตำแหน่งที่รับบ่อยและมีกระบวนการชัดเจนอยู่แล้ว ตำแหน่งที่วัฒนธรรมองค์กรเป็นเกณฑ์สำคัญ เพราะ HR ที่รู้จักองค์กรดีจะประเมินได้แม่นยำกว่า และตำแหน่งระดับเริ่มต้นที่มีผู้สมัครในตลาดจำนวนมาก

จะเตรียม JD และรายละเอียดตำแหน่งให้บริษัทจัดหางานอย่างไร

คุณภาพของ JD และรายละเอียดตำแหน่งที่ส่งให้บริษัทจัดหางานเป็นปัจจัยที่ควบคุมได้มากที่สุดในกระบวนการสรรหา การส่งรายละเอียดที่คลุมเครือจะได้รับรายชื่อผู้สมัครที่กว้างและไม่ตรง ทำให้เสียเวลาคัดกรองซ้ำ

สิ่งที่ควรระบุเพิ่มเติมนอกเหนือจาก JD มาตรฐาน ได้แก่ บริบทของทีมและผู้บังคับบัญชาโดยตรง สาเหตุที่ตำแหน่งนี้เปิดรับ ลักษณะของคนที่เคยประสบความสำเร็จในบทบาทนี้และไม่ประสบความสำเร็จ ช่วงเงินเดือนที่แท้จริง และระยะเวลาที่ต้องการคนเข้างาน

การมี Smart JD ที่มีโครงสร้างชัดเจน ไม่เพียงช่วยให้บริษัทจัดหางานคัดกรองได้ตรง แต่ยังเป็นเครื่องมือสื่อสารที่ทำให้ทุกฝ่ายในองค์กรเข้าใจตรงกันว่ากำลังหาใครอยู่ ซึ่งลดความขัดแย้งระหว่าง HR กับผู้จัดการที่เป็นต้นสังกัดได้มาก

จะเลือกบริษัทจัดหางานที่เหมาะสมได้อย่างไร

ก่อนเลือกบริษัทจัดหางาน ควรถามคำถามเหล่านี้ในการสนทนาเบื้องต้น

คำถามเกี่ยวกับความเชี่ยวชาญ: บริษัทมีประสบการณ์สรรหาในสายงานและอุตสาหกรรมนี้มากน้อยเพียงใด มีผู้เชี่ยวชาญที่รู้จักภาษาและบริบทของงานนั้นหรือไม่ และเคยสรรหาตำแหน่งระดับเดียวกันให้องค์กรประเภทใดบ้าง

คำถามเกี่ยวกับกระบวนการ: บริษัทคัดกรองผู้สมัครอย่างไรก่อนส่งมา จะส่งรายชื่อกี่คนในรอบแรก และมีกระบวนการตรวจสอบอ้างอิงจากที่ทำงานเดิมหรือไม่

บริษัทจัดหางานที่ดีมักถามกลับเกี่ยวกับตำแหน่งและองค์กรของคุณมากพอ ๆ กับที่คุณถาม เพราะนั่นแสดงว่าพวกเขาตั้งใจจะเข้าใจความต้องการจริง ไม่ใช่แค่ส่งรายชื่อที่มีอยู่ในฐานข้อมูล

จะบริหารความสัมพันธ์กับบริษัทจัดหางานระหว่างกระบวนการอย่างไร

หนึ่งในข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือการส่งงานให้บริษัทจัดหางานแล้วรอผลโดยไม่ติดตาม ความสัมพันธ์ที่ทำงานได้ดีต้องการให้ HR ให้ข้อมูลป้อนกลับอย่างรวดเร็วและชัดเจน

เมื่อได้รับรายชื่อผู้สมัคร ควรแจ้งผลการพิจารณาภายใน 2-3 วันทำการ พร้อมเหตุผลว่าทำไมรายชื่อนั้นตรงหรือไม่ตรง ข้อมูลนี้ช่วยให้บริษัทจัดหางานปรับทิศทางการค้นหาได้ทันที แทนที่จะส่งรายชื่อในทิศทางเดิมต่อไปเรื่อย ๆ

นอกจากนี้ควรแจ้งการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการทันที เช่น งบประมาณที่ปรับเปลี่ยน ความต้องการที่เพิ่มหรือลด หรือระยะเวลาที่เปลี่ยนไป เพราะบริษัทจัดหางานทำงานบนข้อมูลที่คุณให้ หากข้อมูลล้าสมัยผลที่ได้ก็จะเบี่ยงออกไปจากที่ต้องการ

ข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยงในการทำงานกับบริษัทจัดหางาน

การใช้บริษัทจัดหางานหลายรายโดยไม่แจ้ง อาจสร้างปัญหาได้เมื่อหลายรายส่งรายชื่อของผู้สมัครคนเดียวกัน และเกิดข้อขัดแย้งเรื่องค่าธรรมเนียม ควรแจ้งทุกรายว่าทำงานแบบไม่ผูกขาดและกำหนดกติกาให้ชัดในสัญญา

การตั้งความคาดหวังที่ไม่ตรงกัน เช่น ต้องการคนภายใน 2 สัปดาห์สำหรับตำแหน่งที่หายากในตลาด ควรปรึกษาบริษัทจัดหางานเรื่องระยะเวลาที่สมเหตุสมผลตั้งแต่ต้น และวางแผนการสรรหาให้สอดคล้องกัน

การละเลยขั้นตอนสัมภาษณ์เชิงโครงสร้าง แม้บริษัทจัดหางานจะช่วยคัดกรองมาแล้ว การสัมภาษณ์ภายในองค์กรยังต้องมีโครงสร้างที่ชัดเจนและเกณฑ์ประเมินที่ตรงกันระหว่างผู้สัมภาษณ์ทุกคน เพื่อให้การตัดสินใจอยู่บนพื้นฐานเดียวกัน ซึ่งสอดคล้องกับหลักการที่อธิบายไว้ในบทความเรื่องแบนด์เงินเดือนและการกำหนดเกณฑ์ตำแหน่ง ว่าการมีเกณฑ์ที่ชัดเจนช่วยลดความลักลั่นในการตัดสินใจ

ควรประเมินประสิทธิผลของบริษัทจัดหางานอย่างไร

การวัดผลการทำงานของบริษัทจัดหางานควรทำอย่างเป็นระบบ ตัวชี้วัดที่ควรติดตาม ได้แก่ อัตราส่วนของรายชื่อที่ส่งมาต่อผู้สมัครที่ผ่านการสัมภาษณ์รอบแรก ระยะเวลาตั้งแต่ส่งตำแหน่งจนถึงส่งรายชื่อรอบแรก และอัตราการผ่านทดลองงานของพนักงานที่มาจากบริษัทจัดหางานนั้น

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้องค์กรตัดสินใจได้ว่าบริษัทจัดหางานรายใดให้คุณค่าที่แท้จริงและควรสานสัมพันธ์ต่อในระยะยาว และรายใดที่ควรทบทวนหรือเปลี่ยน

หากองค์กรของคุณต้องการยกระดับกระบวนการสรรหาตั้งแต่การเตรียม JD ที่มีโครงสร้างชัดเจนไปจนถึงการบริหารช่องทางสรรหาอย่างมีประสิทธิภาพ ทีมที่ปรึกษาของ Triple I พร้อมช่วยออกแบบระบบที่เหมาะกับขนาดและบริบทขององค์กร นัดคุยฟรีกับทีม Smart JD ของ Triple I เพื่อเริ่มต้นจากจุดที่สำคัญที่สุด

คำถามที่พบบ่อย

การทำงานกับบริษัทจัดหางานต่างจากการสรรหาเองอย่างไร

บริษัทจัดหางานมีฐานข้อมูลผู้สมัครที่สะสมมา เข้าถึงกลุ่มที่ไม่ได้หางานอยู่ และมีความเชี่ยวชาญเฉพาะสายงาน แต่ต้องแลกกับค่าธรรมเนียมและความเสี่ยงที่จะได้คนที่บริษัทจัดหางานเสนอได้ ไม่ใช่คนที่ตรงกับวัฒนธรรมองค์กรที่สุด

ค่าธรรมเนียมบริษัทจัดหางานคิดอย่างไร

โดยทั่วไปคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของเงินเดือนประจำปีของตำแหน่งที่จ้าง ตัวอย่างสมมติเพื่ออธิบายกลไก ไม่ใช่ค่าแนะนำ: ระดับทั่วไป 15-20% ระดับผู้บริหาร 20-30% บางแห่งคิดค่าบริการล่วงหน้าสำหรับงานค้นหาผู้บริหารระดับสูง ควรระบุโครงสร้างค่าธรรมเนียมและเงื่อนไขการรับประกันในสัญญาให้ชัดเจน

ควรใช้บริษัทจัดหางานกี่รายพร้อมกัน

สำหรับตำแหน่งทั่วไป การใช้ 2-3 รายพร้อมกันช่วยเพิ่มโอกาสเจอผู้สมัครที่เหมาะสม แต่ต้องแจ้งให้ทุกรายรู้ว่าไม่ได้ทำงานแบบผูกขาดเพื่อให้บริษัทจัดหางานวางแผนได้ถูกต้อง ตำแหน่งพิเศษหรือผู้บริหารระดับสูงอาจเลือกใช้การค้นหาแบบผูกขาดกับรายเดียวแทน

JD ที่ดีช่วยการทำงานกับบริษัทจัดหางานอย่างไร

JD ที่ระบุคุณสมบัติที่ต้องการและหน้าที่รับผิดชอบชัดเจนช่วยให้บริษัทจัดหางานคัดกรองผู้สมัครได้ตรงกับที่องค์กรต้องการ ลดจำนวนรอบสัมภาษณ์ที่เสียเวลา และลดความขัดแย้งระหว่างความคาดหวังขององค์กรกับรายชื่อที่ส่งมา

เงื่อนไขการรับประกันของบริษัทจัดหางานควรเป็นอย่างไร

เงื่อนไขมาตรฐานที่ควรมีคือช่วงรับประกัน 60-90 วันหลังพนักงานเริ่มงาน หากพนักงานลาออกหรือถูกเลิกจ้างในช่วงนี้ บริษัทจัดหางานจะสรรหาให้ใหม่โดยไม่คิดค่าธรรมเนียมเพิ่ม หรือคืนเงินบางส่วน ขึ้นอยู่กับข้อตกลง


Triple I HR Consulting

เผยแพร่โดย

Triple I HR Consulting

ทีมที่ปรึกษาด้านโครงสร้างเงินเดือน ระบบประเมินผลงาน และ Job Description

อยากปรึกษาเรื่องนี้เพิ่มเติม?

นัดคุย 30 นาทีฟรี ไม่มีการขายในรอบแรก แค่เล่าให้เราฟัง

นัดคุยฟรี