ข้ามไปยังเนื้อหา
Triple I HR
← กลับไปบทความทั้งหมด

ตารางความรับผิดชอบ RACI คืออะไร และสร้างอย่างไร

ตารางความรับผิดชอบ RACI คือเครื่องมือที่ระบุว่าแต่ละตำแหน่งงานมีบทบาทอะไรในแต่ละกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็นผู้ลงมือทำ (R) ผู้รับผิดชอบสุดท้าย (A) ผู้ให้ข้อมูล (C) หรือผู้รับทราบ (I) เมื่อสร้าง RACI เสร็จ ทีมจะเห็นชัดว่างานชิ้นไหนไม่มีเจ้าของ และตำแหน่งไหนแบกรับงานมากเกินสมดุล

บทความนี้อธิบายความหมายของแต่ละบทบาท วิธีสร้างตารางทีละขั้นตอน และนำผลที่ได้ไปใช้ปรับปรุงคำบรรยายลักษณะงาน (JD) ให้ตรงกว่าเดิม

RACI คืออะไร และแต่ละตัวอักษรหมายถึงอะไร

RACI ย่อมาจากสี่บทบาทหลักที่ทุกองค์กรต้องการในแต่ละกิจกรรม

R: Responsible (ผู้ดำเนินการ) คือผู้ที่ลงมือทำงานจริง มีได้มากกว่าหนึ่งตำแหน่งต่อกิจกรรมหนึ่ง เช่น งานสัมภาษณ์ผู้สมัครอาจมีทั้งผู้จัดการทีมและเจ้าหน้าที่สรรหาเป็น R ร่วมกัน

A: Accountable (ผู้รับผิดชอบสุดท้าย) คือผู้ที่ต้องรับผิดชอบผลลัพธ์และมีอำนาจอนุมัติ กฎสำคัญคือมีได้เพียงหนึ่งตำแหน่งเท่านั้น ถ้ามีมากกว่าหนึ่ง หมายความว่ายังไม่ได้ตัดสินใจว่าใครเป็นเจ้าของงานจริง

C: Consulted (ผู้ให้ข้อมูล) คือตำแหน่งที่ต้องถามความเห็นก่อนดำเนินการ การสื่อสารเป็นแบบสองทาง เช่น ฝ่ายกฎหมายที่ต้องตรวจสัญญาก่อนลงนาม

I: Informed (ผู้รับทราบ) คือตำแหน่งที่ต้องแจ้งให้ทราบหลังการตัดสินใจ แต่ไม่จำเป็นต้องขอความเห็น การสื่อสารเป็นแบบทางเดียว เช่น ผู้บริหารระดับสูงที่รับทราบผลการจ้างงาน

เมื่อไหร่ควรสร้างตาราง RACI

หนึ่งในสัญญาณที่บ่งชี้ว่าองค์กรต้องการ RACI คือเมื่อพบปัญหาเหล่านี้บ่อยครั้ง

งานหล่นระหว่างทีมโดยไม่มีใครเป็นเจ้าของ ตัวอย่างเช่น สมมติว่าในกระบวนการปฐมนิเทศพนักงานใหม่ (onboarding) ไม่มีตำแหน่งใดถูกกำหนดให้เป็น R สำหรับการจัดเตรียมอุปกรณ์ IT ผลคือพนักงานใหม่มักรอนานกว่าจำเป็น

การประชุมแต่ละครั้งมีผู้เข้าร่วมมากเกินจำเป็น เพราะทุกคนไม่แน่ใจว่าตัวเองต้องเข้าหรือเปล่า ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการที่บทบาท C และ I ไม่ได้ถูกแยกแยะอย่างชัดเจน

เมื่อองค์กรขยายทีม ปรับโครงสร้าง หรือต้องการทบทวน JD ให้ทันสมัย RACI เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เห็นภาพรวมการกระจายงานก่อนเขียน JD ใหม่

วิธีสร้างตารางความรับผิดชอบ RACI ทีละขั้นตอน

ขั้นที่ 1 — ระบุกระบวนการหรืองานที่จะทำ RACI

เลือกกระบวนการที่มีปัญหาบทบาทซ้ำซ้อนหรืองานหล่น แตกออกเป็นกิจกรรมย่อยในระดับที่ตารางยังอ่านง่าย ระบุว่าแต่ละกิจกรรมเริ่มและจบที่จุดไหน การแตกกิจกรรมให้ละเอียดเกินไปทำให้ตารางอ่านยาก แต่ถ้าหยาบเกินไปก็ไม่เห็นปัญหาที่แท้จริง

สมมติว่าเลือกกระบวนการ “การจ้างพนักงานใหม่” กิจกรรมย่อยอาจได้แก่ การสร้าง JD ตำแหน่งใหม่ การโพสต์ประกาศงาน การคัดกรองใบสมัคร การสัมภาษณ์รอบแรก การอนุมัติการจ้าง และการทำสัญญาจ้าง

ขั้นที่ 2 — รวบรวมรายชื่อตำแหน่งที่เกี่ยวข้อง

ระบุตำแหน่งงาน ไม่ใช่รายชื่อบุคคล เพื่อให้ตารางใช้ได้แม้เมื่อมีการเปลี่ยนตัวพนักงาน ตำแหน่งที่ระบุควรเป็นทุกตำแหน่งที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการนั้นจริง ไม่ใช่ทุกตำแหน่งในองค์กร วางตำแหน่งเหล่านี้เป็นหัวคอลัมน์ และวางรายการกิจกรรมเป็นแถวในตาราง

ขั้นที่ 3 — กรอกบทบาท R A C I ในแต่ละช่อง

สำหรับแต่ละกิจกรรม กำหนดว่าแต่ละตำแหน่งมีบทบาทใด โดยเริ่มจากการหา A ก่อนเสมอ เพราะถ้ายังหา A ไม่ได้ แสดงว่ากระบวนการนั้นยังไม่มีเจ้าของที่ชัดเจน จากนั้นจึงกำหนด R C และ I ตามลำดับ

ช่องว่างในตารางหมายความว่าตำแหน่งนั้นไม่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมนั้นเลย

ขั้นที่ 4 — ตรวจสอบสัญญาณเตือน

หลังกรอกครบแล้ว ให้ค้นหาสัญญาณเหล่านี้

  • กิจกรรมที่ไม่มี A: ต้องแก้ทันที เพราะหมายความว่าไม่มีใครรับผิดชอบผลลัพธ์
  • กิจกรรมที่มี A มากกว่าหนึ่ง: ต้องตัดสินใจว่าใครเป็นเจ้าของงานจริง
  • ตำแหน่งที่มีแต่ C และ I: อาจบ่งชี้ว่าตำแหน่งนั้นมีส่วนร่วมน้อยเกินคาด หรือ JD ยังไม่ตรงกับการปฏิบัติจริง
  • ตำแหน่งที่มี R ทุกกิจกรรม: อาจแสดงถึงการกระจายงานที่ไม่สมดุล

ขั้นที่ 5 — นำผล RACI ไปปรับปรุง JD

ใช้ช่อง R ของแต่ละตำแหน่งเป็นฐานในการเขียนหน้าที่ความรับผิดชอบใน JD ใช้ช่อง A เพื่อระบุขอบเขตอำนาจการตัดสินใจ และใช้ช่อง C และ I เพื่อเขียนส่วน “การประสานงานกับหน่วยงานอื่น” ให้ชัดเจน

กระบวนการนี้สอดคล้องกับหลักการวิเคราะห์งาน (Job Analysis) ที่ใช้เป็นฐานในการเขียน คำบรรยายลักษณะงานที่มีประสิทธิผล

RACI กับ PDPA มีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร

การจัดการข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) พ.ศ. 2562 ควรมีผู้ดูแลแต่ละขั้นตอนอย่างชัดเจนภายในองค์กร ตารางความรับผิดชอบ RACI ช่วยกำหนดว่าตำแหน่งใดดูแลขั้นตอนใด แต่ไม่ได้ทำให้ตำแหน่งนั้นมีสถานะทางกฎหมายใดโดยอัตโนมัติ ข้อกำหนดทางกฎหมายควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย

สมมติว่ากระบวนการที่ทำ RACI คือ “การเก็บและใช้ข้อมูลผู้สมัครงาน” ตำแหน่งที่ถูกกำหนดเป็น A ในกิจกรรม “การอนุมัติการเก็บข้อมูล” คือผู้รับผิดชอบสุดท้ายภายในองค์กรต่อขั้นตอนนั้น ส่วนตำแหน่งที่เป็น R คือผู้ปฏิบัติที่ควรได้รับการอบรมเกี่ยวกับขั้นตอนการจัดการข้อมูลที่ถูกต้อง

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการทำ RACI

ใส่คนมากเกินไปในช่อง R: เมื่อทุกคนเป็น R ทุกคนก็รู้สึกว่าไม่ใช่ความรับผิดชอบหลักของตัวเอง ยิ่งมีตำแหน่งเป็น R มากเท่าไร ความรู้สึกเป็นเจ้าของงานก็ยิ่งกระจาย จนบางครั้งไม่มีใครลงมือทำจริง แนวทางที่ใช้ได้ผลคือจำกัดจำนวน R ต่อกิจกรรมให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น โดยให้องค์กรกำหนดเกณฑ์จำนวน R ที่เหมาะกับกิจกรรมของตนเอง แล้วปรับตามความเหมาะสมของแต่ละกิจกรรม

ข้ามขั้นตอนการกรอก A: บางองค์กรรีบกรอก R ก่อนโดยยังไม่ได้ตัดสินใจเรื่อง A ทำให้ตารางสมบูรณ์แต่ปัญหาเดิมยังอยู่

ทำ RACI ครั้งเดียวแล้วไม่อัปเดต: เมื่อโครงสร้างองค์กรเปลี่ยน หรือมีตำแหน่งใหม่เพิ่มขึ้น ควรทบทวน RACI พร้อมกับการทบทวน JD เพื่อให้ทั้งสองสอดคล้องกัน

ใส่ตำแหน่งที่ไม่เกี่ยวข้อง: การรวมทุกตำแหน่งในองค์กรเข้า RACI ทำให้ตารางใหญ่โตและอ่านยากโดยไม่จำเป็น ควรรวมเฉพาะตำแหน่งที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการนั้นจริง

RACI เชื่อมกับการวิเคราะห์งานและ JD อย่างไร

การประเมินค่างานแบบให้คะแนนปัจจัย (point-factor) ต้องการข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจและความซับซ้อนของงานในแต่ละตำแหน่ง ตารางความรับผิดชอบ RACI ให้ข้อมูลนั้นในรูปแบบที่มองเห็นได้ชัดเจน

ตำแหน่งที่มี A ในกิจกรรมสำคัญหลายรายการมักสะท้อนระดับงานที่สูงกว่าตำแหน่งที่มีเพียง R ข้อมูลนี้สามารถนำไปใช้ประกอบการเขียน JD ที่ระบุระดับความรับผิดชอบได้ชัดเจน และเชื่อมโยงกับการออกแบบโครงสร้างเงินเดือนที่สอดคล้องกับน้ำหนักงานจริง

การใช้เครื่องมือวิเคราะห์งานเชิงระบบ เช่น RACI ก่อนกำหนดค่าตอบแทน ช่วยให้มั่นใจได้มากขึ้นว่าโครงสร้างองค์กรและการจ่ายค่าตอบแทนสะท้อนภาระงานจริงมากกว่าตำแหน่งบนแผนภูมิ

เริ่มต้นได้อย่างไรถ้าองค์กรยังไม่เคยทำ RACI

ขอแนะนำให้เริ่มจากกระบวนการที่มีปัญหาชัดเจนที่สุด ไม่จำเป็นต้องทำพร้อมกันทุกกระบวนการในองค์กร เลือกหนึ่งกระบวนการที่ทีมรู้สึกว่างานหล่น หรือมีการประชุมบ่อยเพื่อแก้ปัญหาการสื่อสาร นำ RACI ไปใช้กับกระบวนการนั้นก่อน แล้วประเมินผลว่าความชัดเจนเพิ่มขึ้นหรือไม่

เมื่อทีมคุ้นเคยกับกระบวนการแล้ว การขยาย RACI ไปครอบคลุมกระบวนการอื่นจะทำได้เร็วขึ้น

ตัวอย่างตาราง RACI สำหรับกระบวนการปฐมนิเทศพนักงานใหม่

เพื่อให้เห็นภาพการใช้งานจริง ต่อไปนี้คือตัวอย่างสมมติของ RACI สำหรับกระบวนการปฐมนิเทศพนักงานใหม่

กิจกรรมHRผู้จัดการทีมITการเงินผู้บริหาร
จัดเตรียมสัญญาจ้างRC—CA
ส่งอีเมลต้อนรับRCI—I
จัดเตรียมอุปกรณ์และระบบ ITICR/A——
แนะนำนโยบายองค์กรR/AC—CI
ตั้งเป้าหมาย 90 วันแรกCR/A——I
ประเมินผลทดลองงานCR——A

จากตารางข้างต้นจะเห็นว่า กิจกรรม “จัดเตรียมอุปกรณ์ IT” มี IT เป็นทั้ง R และ A ซึ่งเหมาะสมสำหรับฝ่ายที่เป็นเจ้าของงานเต็มรูปแบบ ขณะที่ “ประเมินผลทดลองงาน” มีผู้บริหารเป็น A เพราะการตัดสินใจรับหรือไม่รับพนักงานต้องการอำนาจในระดับนั้น

RACI เปรียบเทียบกับ RASCI และ DACI

นอกจาก RACI แล้ว ยังมีรูปแบบอื่นที่ใช้กันในองค์กรต่างๆ ได้แก่

RASCI เพิ่มบทบาท S (Support) คือผู้ที่ช่วยสนับสนุนผู้ดำเนินการหลัก มีประโยชน์เมื่อต้องการแยกแยะระหว่างผู้ทำงานหลักและผู้ช่วยที่มีส่วนร่วมน้อยกว่า

DACI ใช้ตัวอักษร D (Driver) แทน R หมายถึงผู้ขับเคลื่อนงานให้เดินหน้า บทบาทนี้เหมาะกับองค์กรที่ต้องการเน้นความรับผิดชอบในการผลักดันกระบวนการให้เสร็จตามกำหนด มากกว่าการลงมือทำ

สำหรับองค์กรในไทยที่เพิ่งเริ่มต้น RACI แบบดั้งเดิมสี่บทบาทเป็นจุดเริ่มต้นที่เหมาะ เพราะเรียนรู้ได้เร็วและทีมทุกระดับเข้าใจได้ไม่ยาก การเพิ่มบทบาทมากขึ้นควรทำเมื่อองค์กรใช้ RACI พื้นฐานได้คล่องแล้ว

เครื่องมือที่ใช้สร้าง RACI ได้จริง

ไม่จำเป็นต้องใช้ซอฟต์แวร์พิเศษ ตาราง RACI สามารถสร้างได้ด้วยเครื่องมือที่ทีม HR ใช้อยู่แล้ว

  • Google Sheets หรือ Excel เป็นตัวเลือกที่เหมาะสำหรับการเริ่มต้น เพราะแก้ไขได้ง่ายและแชร์ร่วมกันได้ทันที
  • Notion หรือ Confluence เหมาะสำหรับองค์กรที่ต้องการเชื่อม RACI เข้ากับเอกสารกระบวนการและ SOP ที่มีอยู่
  • แม่แบบ RACI ใน PowerPoint ใช้สำหรับนำเสนอในการประชุมปรับโครงสร้างองค์กร

สิ่งสำคัญคือความสม่ำเสมอในการอัปเดต RACI ที่ไม่ได้รับการทบทวนเป็นเวลานานมีประโยชน์น้อยกว่า RACI ที่เรียบง่ายแต่ทันสมัยเสมอ ทีม HR ที่รับผิดชอบด้านการออกแบบโครงสร้างองค์กรควรกำหนดรอบการทบทวน RACI อย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง หรือทุกครั้งที่มีการปรับโครงสร้างทีมหรือเพิ่มตำแหน่งใหม่

RACI กับการบริหารการเปลี่ยนแปลงในองค์กร

เมื่อองค์กรต้องผ่านช่วงเปลี่ยนแปลงสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการควบรวมแผนก การนำระบบวางแผนทรัพยากรองค์กร (ERP) ใหม่มาใช้ หรือการปรับโครงสร้างตามกลยุทธ์ธุรกิจ ตารางความรับผิดชอบ RACI ทำหน้าที่เป็นแผนที่ที่ช่วยให้ทุกตำแหน่งรู้ว่าบทบาทของตนเปลี่ยนไปอย่างไรในสถานการณ์ใหม่

สิ่งที่มักเกิดขึ้นในช่วงเปลี่ยนแปลงคือการที่พนักงานยังคงปฏิบัติตาม RACI เดิมที่ไม่สอดคล้องกับโครงสร้างใหม่ หากทีม HR ทบทวนและอัปเดต RACI ควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้าง จะช่วยลดช่วงเวลาที่ทีมปฏิบัติงานอย่างสับสนได้ นอกจากนี้ยังทำให้การสื่อสารเรื่องการเปลี่ยนแปลงมีความชัดเจนมากขึ้น เพราะสามารถแสดงให้พนักงานเห็นเปรียบเทียบระหว่าง RACI เดิมและ RACI ใหม่แบบเคียงกันได้

RACI กับการประเมินผลการปฏิบัติงาน

ตารางความรับผิดชอบ RACI ยังเชื่อมโยงโดยตรงกับกระบวนการประเมินผลการปฏิบัติงาน ตำแหน่งที่ถูกกำหนดเป็น A ในกิจกรรมสำคัญควรถูกประเมินจากผลลัพธ์ของกิจกรรมนั้น ไม่ใช่เพียงแค่ความพยายามหรือการมีส่วนร่วม ขณะที่ตำแหน่งที่เป็น R ควรถูกประเมินจากคุณภาพและความทันเวลาของงานที่ลงมือทำ

กรณีหนึ่งที่เกิดขึ้นได้คือการประเมินพนักงานโดยใช้เกณฑ์ที่ไม่สอดคล้องกับบทบาทจริงใน RACI ตัวอย่างเช่น พนักงานที่เป็น C ในกิจกรรมหนึ่งแต่ถูกประเมินราวกับว่าเป็น R ซึ่งทำให้เกิดความไม่ยุติธรรมและส่งผลต่อขวัญกำลังใจในทีม การนำ RACI มาใช้เป็นฐานในการออกแบบตัวชี้วัด (KPI) ช่วยให้เกณฑ์การประเมินสอดคล้องกับความรับผิดชอบจริง และสนับสนุนการออกแบบระบบประเมินผลการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพและเป็นธรรมต่อพนักงานทุกระดับ

คำถามที่ควรถามทีมก่อนเริ่มทำ RACI

ก่อนลงมือสร้างตาราง RACI มีคำถามที่ช่วยให้กระบวนการราบรื่นขึ้นและได้ผลลัพธ์ที่ตรงกับความเป็นจริงมากกว่าการเริ่มกรอกตารางทันที

คำถามแรกคือ “กระบวนการนี้มีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดที่ชัดเจนหรือไม่” เพราะถ้าขอบเขตยังไม่ชัด กิจกรรมที่แตกออกมาจะคาบเกี่ยวกันและทำให้บทบาทใน RACI ทับซ้อนกัน

คำถามที่สองคือ “มีตำแหน่งใดที่มักถูกลืมในการประชุมเรื่องกระบวนการนี้หรือไม่” เพราะตำแหน่งที่ถูกลืมบ่อยๆ มักเป็นตำแหน่งที่ควรอยู่ใน I หรือ C แต่ไม่เคยได้รับการสื่อสารอย่างเป็นทางการ

คำถามที่สามคือ “ใครเป็นคนตัดสินใจครั้งสุดท้ายเมื่อเกิดความขัดแย้ง” คำตอบของคำถามนี้มักเผยให้เห็นว่า A ที่แท้จริงคือใคร แม้ว่าในทางการจะไม่ได้ระบุไว้ชัดเจน


หากต้องการนำผลจาก RACI ไปพัฒนา JD ให้ครบถ้วนและตรงกับมาตรฐาน ทีม Triple I พร้อมช่วยออกแบบกระบวนการวิเคราะห์งานตั้งแต่ต้นจนได้ JD ที่พร้อมใช้งานจริง นัดคุยฟรีกับที่ปรึกษาของเรา

คำถามที่พบบ่อย

ตารางความรับผิดชอบ RACI แตกต่างจาก JD อย่างไร

JD อธิบายขอบเขตงานและคุณสมบัติของตำแหน่งหนึ่งๆ ส่วน RACI แสดงความสัมพันธ์ระหว่างหลายตำแหน่งกับแต่ละกิจกรรม ทั้งสองใช้ร่วมกันได้ดี โดย RACI ช่วยให้ JD มีความชัดเจนและไม่ทับซ้อนกัน

R กับ A ใน RACI ต่างกันอย่างไร

R (Responsible) คือผู้ลงมือทำงานจริง อาจมีได้หลายคนต่องานหนึ่ง ส่วน A (Accountable) คือผู้รับผิดชอบสุดท้ายและมีอำนาจอนุมัติ มีได้เพียงคนเดียวต่องานหนึ่งเท่านั้น การสับสนระหว่างสองบทบาทนี้เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การตัดสินใจในองค์กรล่าช้า

ควรทำ RACI เมื่อไหร่

ควรทำเมื่อเริ่มโครงการใหม่ เมื่อขยายทีมหรือปรับโครงสร้างองค์กร และเมื่อพบปัญหางานหล่นระหว่างทีม นอกจากนี้ยังเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มากเมื่อต้องการทบทวนและปรับปรุง JD ให้ทันสมัย

องค์กรขนาดเล็กจำเป็นต้องทำ RACI หรือไม่

องค์กรขนาดเล็กที่พนักงานแต่ละคนมักรับงานหลายบทบาทก็ได้ประโยชน์จาก RACI เพราะยิ่งพนักงานน้อย ขอบเขตความรับผิดชอบก็ยิ่งต้องชัดเจน RACI ขนาดเล็กที่ครอบคลุมกระบวนการหลักก็เพียงพอ ไม่จำเป็นต้องละเอียดเหมือนองค์กรขนาดใหญ่

RACI ช่วยเรื่อง PDPA ได้อย่างไร

RACI เป็นเครื่องมือภายในที่ช่วยกำหนดว่าตำแหน่งใดเป็นผู้รับผิดชอบสุดท้าย (A) และตำแหน่งใดเป็นผู้ปฏิบัติ (R) ในขั้นตอนจัดการข้อมูลส่วนบุคคลขององค์กร ทำให้อธิบายการแบ่งหน้าที่ภายในได้ชัดเจนขึ้นเมื่อมีคำถาม แต่ไม่ได้กำหนดสถานะทางกฎหมายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) พ.ศ. 2562 ให้ตำแหน่งใดโดยอัตโนมัติ


Triple I HR Consulting

เผยแพร่โดย

Triple I HR Consulting

ทีมที่ปรึกษาด้านโครงสร้างเงินเดือน ระบบประเมินผลงาน และ Job Description

อยากปรึกษาเรื่องนี้เพิ่มเติม?

นัดคุย 30 นาทีฟรี ไม่มีการขายในรอบแรก แค่เล่าให้เราฟัง

นัดคุยฟรี