ข้ามไปยังเนื้อหา
Triple I HR
← กลับไปบทความทั้งหมด

ลดชั้นการบริหาร: คู่มือทำให้องค์กรแบนราบลง

การลดชั้นการบริหาร คือการลดจำนวนระดับของสายการบังคับบัญชาในองค์กร เพื่อให้ข้อมูลและการตัดสินใจไหลได้เร็วขึ้น โดยรวมหรือยุบชั้นบริหารที่ซ้ำซ้อนหรือไม่เพิ่มคุณค่า เป้าหมายไม่ใช่การลดจำนวนคนเสมอไป แต่คือการทำให้องค์กรแบนราบลง คล่องตัวขึ้น และตอบสนองงานได้ไวกว่าเดิม

บทความนี้อธิบายความหมายของการลดชั้นการบริหาร เวลาที่ควรพิจารณา ขั้นตอนที่ทำให้เป็นระบบ ความเสี่ยงที่ต้องระวัง และความเชื่อมโยงกับระบบ HR อื่นอย่าง JD และโครงสร้างเงินเดือน โดยเน้นแนวทางที่ใช้ได้จริงในองค์กร SME ไทย

การลดชั้นการบริหารคืออะไร และทำไมองค์กรถึงสนใจ

การลดชั้นการบริหาร (Delayering) หมายถึงการลดจำนวนชั้นระหว่างพนักงานหน้างานกับผู้บริหารสูงสุด เพื่อทำให้โครงสร้างองค์กรแบนราบลง แนวคิดนี้ตรงข้ามกับองค์กรแบบสูงที่มีชั้นบริหารจำนวนมาก ซึ่งคำสั่งและข้อมูลต้องผ่านหลายมือกว่าจะถึงปลายทาง

หนึ่งในสาเหตุที่องค์กรหันมาสนใจการลดชั้นการบริหารคือ เมื่อธุรกิจเติบโต องค์กรอาจเพิ่มชั้นบริหารทีละน้อยจนสายการบังคับบัญชายืดยาวโดยไม่รู้ตัว ผลที่ตามมาคือการตัดสินใจช้า ข้อมูลคลาดเคลื่อนเมื่อส่งต่อหลายทอด และต้นทุนค่าตำแหน่งบริหารที่อาจไม่สมดุลกับคุณค่าที่เพิ่มขึ้น

ประโยชน์ที่องค์กรอาจคาดหวังจากการลดชั้นการบริหารอย่างเป็นระบบ ได้แก่

  • การตัดสินใจเร็วขึ้น เพราะลดจำนวนชั้นที่ต้องขออนุมัติ
  • ข้อมูลจากหน้างานถึงผู้บริหารโดยตรงและคลาดเคลื่อนน้อยลง
  • พนักงานระดับปฏิบัติได้รับการมอบอำนาจตัดสินใจมากขึ้น
  • โครงสร้างต้นทุนค่าตำแหน่งบริหารสมดุลกับงานจริงมากขึ้น

องค์กรที่ต้องการการควบคุมเข้มงวดหรือมีงานที่ซับซ้อนมากอาจยังต้องการชั้นบริหารในระดับหนึ่ง ปัจจัยที่อาจเกี่ยวข้องกับความเหมาะสมจึงขึ้นกับลักษณะงานและวุฒิภาวะของทีมเป็นสำคัญ

เมื่อไรองค์กรควรพิจารณาลดชั้นการบริหาร

บางองค์กรไม่จำเป็นต้องลดชั้นการบริหาร และการลดตามกระแสโดยไม่มีปัญหารองรับอาจสร้างความเสียหายได้ สัญญาณที่บ่งชี้ว่าควรพิจารณาทบทวนโครงสร้าง ได้แก่

ช่วงการควบคุมแคบผิดปกติ เมื่อพบหัวหน้าหลายคนที่ดูแลลูกน้องน้อยมาก อาจเป็นสัญญาณว่ามีชั้นบริหารที่ตั้งขึ้นเพื่อเลื่อนตำแหน่ง มากกว่าเพื่อความจำเป็นของงาน

การตัดสินใจที่ค้างนาน หากเรื่องง่าย ๆ ต้องผ่านการอนุมัติหลายชั้นกว่าจะเดินหน้า แสดงว่าสายการบังคับบัญชาอาจยาวเกินจำเป็น

ชั้นที่ทำหน้าที่แค่ส่งต่อ ถ้ามีตำแหน่งบริหารที่หน้าที่หลักคือรับเรื่องจากข้างล่างแล้วส่งต่อขึ้นข้างบนโดยไม่ได้เพิ่มมุมมองหรือการตัดสินใจ นั่นคือชั้นที่ควรทบทวน

ต้นทุนบริหารโตเร็วกว่าผลงาน เมื่อสัดส่วนตำแหน่งบริหารต่อพนักงานปฏิบัติเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยผลลัพธ์ธุรกิจไม่ได้ดีขึ้นตาม

ลองนึกภาพองค์กรสมมติที่ฝ่ายหนึ่งมีถึง 6 ชั้นจากพนักงานถึงผู้อำนวยการ ทั้งที่งานส่วนใหญ่เป็นงานมาตรฐาน เมื่อเขียนผังออกมาอาจพบว่าบางชั้นมีหัวหน้าดูแลลูกน้องคนเดียว ซึ่งเป็นจุดที่ควรพิจารณารวมชั้นเป็นลำดับแรก

การลดชั้นการบริหารมีขั้นตอนอย่างไร

การลดชั้นการบริหารที่ได้ผลต้องทำอย่างเป็นระบบ กระบวนการหลักประกอบด้วย 5 ขั้นตอน

ขั้นที่ 1 — เขียนผังองค์กรปัจจุบันและนับจำนวนชั้น

เริ่มจากการวาดผังองค์กรที่เป็นจริง ไม่ใช่ผังในอุดมคติ ระบุทุกตำแหน่งและสายการรายงานตั้งแต่หน้างานถึงผู้บริหารสูงสุด นับจำนวนชั้นในแต่ละสายงาน และบันทึกช่วงการควบคุม (Span of Control) ของหัวหน้าแต่ละคน ข้อมูลนี้คือฐานสำหรับตัดสินใจทั้งหมด

ขั้นที่ 2 — ระบุชั้นที่ซ้ำซ้อนหรือไม่เพิ่มคุณค่า

นำผังที่ได้มาวิเคราะห์หาชั้นที่ควรทบทวน โดยตั้งคำถามกับแต่ละตำแหน่งบริหารว่า ตำแหน่งนี้ตัดสินใจอะไรเองได้บ้าง เพิ่มคุณค่าให้งานอย่างไร และถ้ายุบไปจะเกิดอะไรขึ้น ชั้นที่ทำหน้าที่แค่ส่งต่อข้อมูล หรือหัวหน้าที่มีช่วงการควบคุมแคบมาก คือจุดที่ควรพิจารณาก่อน

ขั้นที่ 3 — ออกแบบโครงสร้างใหม่และทบทวนขอบเขตงาน

กำหนดว่าชั้นใดจะถูกรวม ทีมและงานจะย้ายไปขึ้นกับใคร และช่วงการควบคุมใหม่ของแต่ละหัวหน้าจะเป็นเท่าไร จุดสำคัญคือต้องตรวจสอบว่าหัวหน้าที่รับภาระเพิ่มยังบริหารได้ไหวจริง การรวบชั้นโดยทิ้งงานทั้งหมดให้คนเดียวอาจย้ายปัญหาคอขวดจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งเท่านั้น บางงานควรกระจายความรับผิดชอบหรือมอบอำนาจตัดสินใจลงสู่ระดับล่างแทน

ขั้นที่ 4 — ปรับ Job Description ให้ตรงกับโครงสร้างใหม่

เมื่อโครงสร้างเปลี่ยน หน้าที่และอำนาจตัดสินใจของหลายตำแหน่งย่อมเปลี่ยนตาม หากไม่ปรับ JD ให้สอดคล้อง พนักงานจะสับสนว่าใครรับผิดชอบอะไร และงานบางอย่างอาจตกหล่นเพราะคิดว่าเป็นหน้าที่ของอีกฝ่าย

การใช้กรอบ RACI ช่วยให้ชัดเจนว่าในแต่ละงานใครคือผู้รับผิดชอบหลัก ใครเป็นผู้อนุมัติ ใครให้คำปรึกษา และใครต้องรับทราบ บริการ Smart JD ของ Triple I ช่วยให้ HR ปรับ JD ทุกตำแหน่งที่ได้รับผลกระทบให้ระบุขอบเขตความรับผิดชอบและอำนาจตัดสินใจใหม่ได้ครบถ้วน

ขั้นที่ 5 — สื่อสาร ดูแลคน และติดตามผล

การปรับโครงสร้างกระทบความรู้สึกและความมั่นคงของพนักงานโดยตรง ควรสื่อสารเหตุผลและภาพโครงสร้างใหม่ล่วงหน้า อธิบายว่าใครจะรายงานต่อใคร และอะไรจะเปลี่ยนไป สำหรับพนักงานที่เคยมองตำแหน่งบริหารเป็นเป้าหมายการเติบโต ควรออกแบบทางเลือกอื่นรองรับ เช่น เส้นทางสายผู้เชี่ยวชาญที่เติบโตได้โดยไม่ต้องเป็นหัวหน้าคน จากนั้นติดตามภาระงานและตัวชี้วัดในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพื่อปรับโครงสร้างเพิ่มเติมหากพบปัญหา

การลดชั้นการบริหารมีความเสี่ยงอะไรบ้าง

การลดชั้นที่ทำพลาดอาจสร้างปัญหาใหม่ที่หนักกว่าเดิม ความเสี่ยงที่ควรเตรียมรับมือ ได้แก่

หัวหน้าที่เหลือรับภาระเกินกำลัง เมื่อยุบชั้นกลาง หัวหน้าที่เหลืออาจต้องดูแลลูกน้องจำนวนมากขึ้นจนช่วงการควบคุมกว้างเกินกว่าจะบริหารได้ดี ผลคือคุณภาพการดูแลทีมลดลง ควรประเมินกำลังของหัวหน้าแต่ละคนก่อนตัดสินใจ

ความสับสนเรื่องผู้รับผิดชอบ หากปรับผังแต่ไม่ปรับ JD งานบางอย่างอาจไม่มีเจ้าภาพชัดเจน นี่คือสาเหตุที่การปรับ JD ในขั้นที่ 4 จึงสำคัญไม่น้อยกว่าการปรับผัง

พนักงานกังวลเรื่องเส้นทางเติบโต ในองค์กรที่การเลื่อนตำแหน่งหมายถึงการได้เป็นหัวหน้า การลดชั้นบริหารอาจถูกมองว่าตัดโอกาสเติบโต การมีเส้นทางสายผู้เชี่ยวชาญรองรับจึงช่วยลดความกังวลนี้

สูญเสียความรู้และความสัมพันธ์ ตำแหน่งที่ถูกยุบบางตำแหน่งอาจถือความรู้หรือความสัมพันธ์กับลูกค้าที่สำคัญ ควรวางแผนถ่ายโอนความรู้ก่อนปรับโครงสร้าง

การลดชั้นการบริหารเชื่อมกับระบบ HR อื่นอย่างไร

การลดชั้นการบริหารส่งผลต่อระบบ HR หลายส่วนที่ต้องปรับตามให้สอดคล้อง

Job Description และการประเมินค่างาน เมื่อขอบเขตงานเปลี่ยน JD ต้องปรับ และตำแหน่งที่รับผิดชอบกว้างขึ้นควรได้รับการประเมินค่างาน (Job Evaluation) ใหม่ เพื่อสะท้อนคุณค่าที่เปลี่ยนไปอย่างเป็นธรรม

โครงสร้างเงินเดือน เมื่อชั้นบริหารลดลง ระดับงาน (Job Grade) บางระดับอาจถูกรวมหรือหายไป ทำให้กระบอกเงินเดือนเดิมไม่สอดคล้องกับโครงสร้างใหม่ ควรทบทวนว่ากระบอกยังสะท้อนคุณค่างานที่เปลี่ยนไปหรือไม่ อ่านพื้นฐานการออกแบบได้ที่บทความ โครงสร้างเงินเดือนคืออะไร

การประเมินผลงาน เมื่อหัวหน้าดูแลทีมใหญ่ขึ้น ระบบประเมินผลงานควรเรียบง่ายและชัดเจนพอให้หัวหน้าหนึ่งคนดูแลลูกน้องหลายคนได้โดยไม่เสียคุณภาพ การออกแบบตัวชี้วัดที่ชัดเจนช่วยลดภาระการกำกับงานแบบใกล้ชิดได้

การออกแบบเส้นทางอาชีพ องค์กรที่แบนราบลงต้องการเส้นทางเติบโตที่ไม่ผูกกับตำแหน่งบริหารเพียงอย่างเดียว การออกแบบสายผู้เชี่ยวชาญควบคู่กับสายบริหารช่วยให้พนักงานยังเห็นอนาคตในองค์กร

แนวทางปรับใช้สำหรับองค์กร SME ไทย

สำหรับ SME ที่มีทรัพยากรจำกัด การลดชั้นการบริหารไม่จำเป็นต้องเป็นโครงการใหญ่ที่ทำทั้งองค์กรพร้อมกัน แนวทางที่ทำได้จริง ได้แก่

เริ่มจากฝ่ายเดียวก่อน เลือกฝ่ายที่มีสัญญาณปัญหาชัดที่สุด เช่น ตัดสินใจช้าหรือชั้นบริหารถี่ มาทดลองปรับก่อน แล้วเรียนรู้จากผลลัพธ์ก่อนขยายไปฝ่ายอื่น

ใช้ข้อมูลที่มีอยู่ ผังเงินเดือน รายงานการอนุมัติที่ค้าง หรือเสียงสะท้อนจากพนักงานเรื่องการตัดสินใจที่ช้า ล้วนเป็นข้อมูลที่ช่วยระบุชั้นที่ควรทบทวนได้โดยไม่ต้องจ้างที่ปรึกษาตั้งแต่แรก

ปรับ JD ควบคู่เสมอ การปรับ JD อาจถูกมองว่าเป็นงานเอกสารจนถูกละเลย ทั้งที่เป็นจุดที่ตัดสินว่าการลดชั้นจะได้ผลจริงหรือสร้างความสับสน ควรทบทวน JD พร้อมการปรับผังทุกครั้ง

สรุป

การลดชั้นการบริหารที่ได้ผลต้องเริ่มจากการเขียนผังองค์กรจริงและนับจำนวนชั้น ระบุชั้นที่ซ้ำซ้อนหรือไม่เพิ่มคุณค่า ออกแบบโครงสร้างใหม่โดยตรวจสอบช่วงการควบคุม ปรับ JD ให้ตรงกับความรับผิดชอบที่เปลี่ยนไป แล้วสื่อสารและดูแลคนในช่วงเปลี่ยนผ่าน เป้าหมายคือการทำให้องค์กรตัดสินใจได้เร็วขึ้นโดยไม่สูญเสียความชัดเจนเรื่องผู้รับผิดชอบ

การลดชั้นจะไม่สร้างความสับสนเมื่อ JD ระบุขอบเขตงานและอำนาจตัดสินใจชัดเจน หากองค์กรของคุณกำลังพิจารณาปรับโครงสร้างให้แบนราบลง นัดคุยฟรีกับที่ปรึกษา Triple I เพื่อหารือแนวทางปรับ JD และโครงสร้างที่เหมาะกับองค์กรของคุณ

คำถามที่พบบ่อย

การลดชั้นการบริหารคืออะไร และต่างจากการปรับลดพนักงานอย่างไร

การลดชั้นการบริหาร (Delayering) คือการลดจำนวนชั้นของสายการบังคับบัญชาในองค์กร เพื่อให้ข้อมูลและการตัดสินใจไหลเร็วขึ้น โดยรวมหรือยุบระดับบริหารที่ซ้ำซ้อน ไม่จำเป็นต้องลดจำนวนคนเสมอไป เพราะอาจโยกพนักงานไปทำงานที่สร้างคุณค่ามากกว่าได้ ขณะที่การปรับลดพนักงานมุ่งลดจำนวนหัวคนเป็นหลัก การลดชั้นการบริหารมุ่งที่โครงสร้างและความรวดเร็วในการทำงานเป็นหลัก

ควรเริ่มลดชั้นการบริหารจากตรงไหนก่อน

จุดเริ่มต้นที่ดีคือการเขียนผังองค์กรปัจจุบันให้ครบทุกชั้น แล้วนับจำนวนระดับจากพนักงานหน้างานถึงผู้บริหารสูงสุด จากนั้นดูช่วงการควบคุม (Span of Control) ว่าหัวหน้าแต่ละคนดูแลลูกน้องกี่คน ถ้าพบหัวหน้าที่ดูแลลูกน้องน้อยมาก หรือชั้นที่ทำหน้าที่แค่ส่งต่อข้อมูลโดยไม่ได้เพิ่มคุณค่า นั่นคือจุดที่ควรพิจารณารวมหรือยุบก่อน

ช่วงการควบคุมที่เหมาะสมควรเป็นเท่าไร

ไม่มีตัวเลขตายตัวที่ใช้ได้กับทุกองค์กร เพราะขึ้นกับลักษณะงาน ความซับซ้อน และวุฒิภาวะของทีม งานที่เป็นมาตรฐานและทำซ้ำอาจรองรับช่วงการควบคุมที่กว้างกว่างานที่ต้องใช้วิจารณญาณสูง สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงคือช่วงการควบคุมที่แคบเกินไปจนเกิดชั้นบริหารที่ทำหน้าที่แค่ส่งต่อคำสั่ง ควรพิจารณาบริบทงานจริงประกอบเสมอ ไม่ควรยึดตัวเลขใดตัวเลขหนึ่งเป็นกฎ

การลดชั้นการบริหารมีความเสี่ยงอะไรบ้าง

ความเสี่ยงที่พบได้ ได้แก่ ภาระงานของหัวหน้าที่เหลือเพิ่มขึ้นจนเกินกำลัง ความสับสนเรื่องผู้รับผิดชอบเมื่อ JD ยังไม่ได้ปรับ และความกังวลของพนักงานเรื่องเส้นทางเติบโตที่หายไป ปัจจัยที่อาจเกี่ยวข้องกับความล้มเหลวคือการรวบชั้นโดยไม่ปรับขอบเขตงานและไม่สื่อสารล่วงหน้า การวางแผนดูแลคนและปรับ JD ควบคู่กันจึงสำคัญไม่น้อยกว่าการปรับผังองค์กร

หลังลดชั้นการบริหารแล้วต้องปรับโครงสร้างเงินเดือนด้วยหรือไม่

ควรทบทวน เพราะเมื่อชั้นบริหารลดลง ระดับงาน (Job Grade) บางระดับอาจหายไปหรือถูกรวม ทำให้กระบอกเงินเดือนเดิมไม่สอดคล้องกับโครงสร้างใหม่ ควรตรวจสอบว่าตำแหน่งที่ขอบเขตงานกว้างขึ้นได้รับการประเมินค่างานใหม่อย่างเหมาะสม และกระบอกเงินเดือนยังสะท้อนคุณค่าของงานที่เปลี่ยนไป


Triple I HR Consulting

เผยแพร่โดย

Triple I HR Consulting

ทีมที่ปรึกษาด้านโครงสร้างเงินเดือน ระบบประเมินผลงาน และ Job Description

อยากปรึกษาเรื่องนี้เพิ่มเติม?

นัดคุย 30 นาทีฟรี ไม่มีการขายในรอบแรก แค่เล่าให้เราฟัง

นัดคุยฟรี