ข้ามไปยังเนื้อหา
Triple I HR
← กลับไปบทความทั้งหมด

สัมภาษณ์แบบคณะและกลุ่ม ออกแบบและดำเนินการอย่างไรให้ได้ผล

การสัมภาษณ์แบบคณะและกลุ่มเป็นรูปแบบการประเมินผู้สมัครที่ให้ข้อมูลมุมมองหลากหลายในเวลาเดียวกัน โดยแบบคณะให้ผู้สัมภาษณ์หลายคนพบผู้สมัครหนึ่งคนพร้อมกัน ส่วนแบบกลุ่มให้ผู้สมัครหลายคนเข้ารับการประเมินร่วมกัน ทั้งสองรูปแบบช่วยลดอคติของผู้สัมภาษณ์คนเดียวและเพิ่มความครอบคลุมของข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์แต่ละครั้ง

บทความนี้อธิบายความแตกต่างระหว่างสองรูปแบบ เมื่อไหรควรเลือกแบบไหน และมีขั้นตอนการออกแบบและดำเนินการสัมภาษณ์ที่นำไปใช้ได้จริงอย่างไร รวมถึงวิธีกำหนดบทบาทผู้สัมภาษณ์และรวบรวมผลการประเมินอย่างเป็นระบบ

สัมภาษณ์แบบคณะต่างจากแบบกลุ่มอย่างไร?

ทั้งสองรูปแบบมักถูกเรียกรวมกัน แต่มีโครงสร้างและวัตถุประสงค์ที่ต่างกันชัดเจน

สัมภาษณ์แบบคณะ (panel interview) คือการที่ผู้สัมภาษณ์ 2-4 คนพบกับผู้สมัครหนึ่งคนพร้อมกัน แต่ละคนในคณะมีบทบาทและมุมมองต่างกัน เช่น HR ผู้บังคับบัญชาโดยตรง และตัวแทนแผนกที่ต้องร่วมงาน รูปแบบนี้ช่วยลดการนัดสัมภาษณ์หลายรอบกับแต่ละคน และทำให้ผู้สมัครได้รับคำถามจากมุมมองที่ครอบคลุมในคราวเดียว

สัมภาษณ์แบบกลุ่ม (group interview) คือการที่ผู้สมัคร 4-8 คนเข้ารับการประเมินพร้อมกัน โดยมีกิจกรรมที่กระตุ้นให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้สมัคร วิธีนี้ให้ข้อมูลที่การสัมภาษณ์แบบตัวต่อตัวไม่สามารถสังเกตได้ นั่นคือพฤติกรรมที่แสดงออกจริงเมื่อต้องทำงานร่วมกับคนอื่น

ทำไมจึงควรใช้สัมภาษณ์แบบคณะและกลุ่ม?

การสัมภาษณ์แบบตัวต่อตัวโดยผู้สัมภาษณ์คนเดียวมีข้อจำกัดสำคัญสองประการ ประการแรกคืออคติส่วนบุคคลของผู้สัมภาษณ์ ซึ่งอาจตัดสินจากความประทับใจแรกหรือความคล้ายคลึงกับตนเอง ประการที่สองคือขอบเขตของการประเมิน ที่ผู้สัมภาษณ์คนเดียวอาจไม่มีความรู้ลึกพอในทุกมิติที่ตำแหน่งต้องการ

การใช้คณะผู้สัมภาษณ์ช่วยแก้ปัญหาแรก เพราะความเห็นของหลายคนมักสมดุลกันและลดน้ำหนักของอคติรายบุคคล ขณะที่กิจกรรมกลุ่มช่วยเพิ่มข้อมูลประเภทที่สองที่ไม่สามารถได้จากการสัมภาษณ์แบบถามตอบ

สำหรับองค์กรที่ต้องสรรหาตำแหน่งจำนวนมากหรือตำแหน่งที่ใช้เวลาฝึกอบรมสูง การลงทุนออกแบบกระบวนการสัมภาษณ์ให้ดีตั้งแต่แรกมักให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า ทั้งในแง่คุณภาพการจ้างงานและค่าใช้จ่ายที่ลดลงจากการรับคนผิดตำแหน่ง

จะออกแบบสัมภาษณ์แบบคณะและกลุ่มอย่างไร?

ขั้นที่ 1 — กำหนดรูปแบบสัมภาษณ์ให้ตรงกับวัตถุประสงค์และตำแหน่ง

ก่อนออกแบบกระบวนการ ให้ตัดสินใจว่าต้องการประเมินอะไร ถ้าต้องการวัดว่าผู้สมัครสื่อสารกับผู้มีส่วนได้เสียหลายกลุ่มได้ดีแค่ไหน ให้เลือกแบบคณะ ถ้าต้องการสังเกตพฤติกรรมการทำงานร่วมกับผู้อื่น ให้เลือกแบบกลุ่ม

สำหรับตำแหน่งที่ต้องทั้งสองทักษะ เช่น ผู้จัดการโครงการหรือที่ปรึกษาภายในองค์กร อาจออกแบบให้ผู้สมัครผ่านกิจกรรมกลุ่มในรอบแรก แล้วนัดสัมภาษณ์แบบคณะกับผู้ที่ผ่านเกณฑ์เบื้องต้นในรอบถัดไป

การเริ่มต้นจาก คำอธิบายลักษณะงาน (JD) ที่ระบุสมรรถนะชัดเจน ช่วยให้เลือกรูปแบบสัมภาษณ์ได้ตรงเป้ามากขึ้น เพราะรู้ชัดว่าตำแหน่งนั้นต้องการพฤติกรรมใดจากผู้สมัคร

ขั้นที่ 2 — กำหนดบทบาทของผู้สัมภาษณ์แต่ละคนในคณะล่วงหน้า

ก่อนวันสัมภาษณ์ ให้ประชุมคณะสั้น ๆ เพื่อกำหนดว่าใครถามคำถามด้านใด ตัวอย่างการแบ่งบทบาทที่ใช้งานได้

  • ผู้แทน HR: สมรรถนะทั่วไป ความเข้ากันได้กับวัฒนธรรมองค์กร และประวัติการทำงาน
  • ผู้บังคับบัญชาโดยตรง: ทักษะเฉพาะงาน ความสามารถในการแก้ปัญหา และการจัดลำดับความสำคัญ
  • ตัวแทนแผนกพันธมิตร: ประสบการณ์การทำงานข้ามแผนก และวิธีจัดการกับความขัดแย้งที่เกิดจากเป้าหมายต่างกัน

การกำหนดบทบาทล่วงหน้าป้องกันการถามคำถามซ้ำและช่วยให้ครอบคลุมทุกมิติที่ต้องการประเมิน รวมถึงควรตกลงกันไว้ว่าใครเป็นผู้สังเกตและจดบันทึก และใครมีหน้าที่บอกเวลาและเปลี่ยนคำถาม

ขั้นที่ 3 — ออกแบบกิจกรรมกลุ่มและเกณฑ์การสังเกตพฤติกรรม

สำหรับสัมภาษณ์แบบกลุ่ม กิจกรรมที่ให้ผลดีควรมีคำถามหรือสถานการณ์ที่ไม่มีคำตอบถูกผิดชัดเจน เพื่อให้ผู้สมัครต้องแสดงออกตามธรรมชาติ ตัวอย่างกิจกรรม ได้แก่

  • อภิปรายกรณีศึกษาสั้นที่เกี่ยวข้องกับงานจริง เช่น วิธีจัดการลูกค้าที่ต้องการเร่งงาน
  • งานกลุ่มที่ต้องจัดลำดับความสำคัญภายในเวลาที่กำหนด
  • การระดมความคิดเพื่อแก้ปัญหาสมมติที่ทุกคนเห็นพร้อมกัน

พฤติกรรมที่ควรกำหนดเกณฑ์ไว้ล่วงหน้า ได้แก่ การฟังและต่อยอดความคิดผู้อื่น การแสดงความคิดเห็นโดยไม่ครอบงำ การจัดการเมื่อมีความเห็นแตกต่าง และการสรุปเพื่อผลักดันให้ถึงข้อสรุป

ขั้นที่ 4 — ดำเนินการสัมภาษณ์และบันทึกพฤติกรรมที่สังเกตได้

ระหว่างสัมภาษณ์แบบคณะ ให้ผู้สัมภาษณ์แต่ละคนจดบันทึกตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ไม่ใช่แค่ความรู้สึกรวม คำถามควรเปิดโอกาสให้ผู้สมัครเล่าเหตุการณ์จริงในอดีต เช่น “เล่าให้ฟังถึงครั้งที่คุณต้องทำงานกับหลายแผนกที่มีเป้าหมายขัดกัน” แทนที่จะถามแบบสมมติ

ระหว่างสัมภาษณ์แบบกลุ่ม ควรมีผู้สังเกตการณ์ที่ไม่ได้ถามคำถามโดยเฉพาะ เพื่อจดบันทึกพฤติกรรมที่เกิดขึ้นระหว่างผู้สมัครอย่างละเอียด เพราะผู้ดำเนินกิจกรรมมักยุ่งเกินกว่าจะสังเกตรายละเอียดของผู้สมัครทุกคนพร้อมกัน

ขั้นที่ 5 — รวบรวมคะแนนอย่างอิสระก่อนอภิปรายร่วมกัน

หลังสัมภาษณ์เสร็จ ให้ผู้สัมภาษณ์แต่ละคนบันทึกคะแนนและเหตุผลของตนเองก่อน ไม่ควรแชร์ความเห็นกันจนกว่าทุกคนจะบันทึกเสร็จ วิธีนี้ลดอคติการยึดติดกับความเห็นแรก ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อคนแรกพูดความเห็นแล้วคนอื่นมักปรับมุมมองตาม

เมื่อนำคะแนนมาอภิปรายร่วมกัน ถ้าคะแนนของผู้สัมภาษณ์แต่ละคนต่างกันเกินหนึ่งระดับในสมรรถนะเดียวกัน ให้แต่ละคนอธิบายว่าเห็นพฤติกรรมหรือสังเกตอะไรที่ทำให้ให้คะแนนนั้น การอภิปรายแบบนี้มักเปิดเผยมุมมองที่มีคุณค่าและทำให้ผลการตัดสินใจมีเหตุผลรองรับที่แข็งแกร่งขึ้น

ข้อควรระวังในสัมภาษณ์แบบคณะและกลุ่ม

สำหรับแบบคณะ: ผู้สัมภาษณ์แต่ละคนในคณะอาจมีน้ำหนักความเห็นต่างกันโดยไม่ได้ตกลงกันไว้ล่วงหน้า เช่น ผู้บังคับบัญชาโดยตรงมักมีน้ำหนักมากกว่าในการตัดสินใจจ้าง ซึ่งอาจทำให้ความเห็นของคณะที่เหลือมีผลน้อยกว่าที่ควร วิธีแก้คือกำหนดน้ำหนักของแต่ละบทบาทในคณะให้ชัดเจนล่วงหน้า

สำหรับแบบกลุ่ม: ผู้สมัครที่พูดเก่งหรือมั่นใจสูงอาจได้เปรียบโดยไม่จำเป็น ขณะที่ผู้สมัครที่มีทักษะสูงแต่พูดน้อยอาจถูกประเมินต่ำกว่าความสามารถจริง ผู้สังเกตการณ์จึงต้องตั้งใจสังเกตผู้สมัครทุกคน ไม่ใช่เฉพาะคนที่แสดงออกชัดเจน

สำหรับทั้งสองรูปแบบ: ควรแจ้งผู้สมัครล่วงหน้าว่าจะพบกับใครหรือจะมีกิจกรรมอะไร เพื่อให้ทุกคนเตรียมตัวได้อย่างเป็นธรรม ไม่ใช่เพื่อให้เตรียมคำตอบสำเร็จรูป แต่เพื่อลดความเครียดที่ไม่จำเป็นซึ่งอาจบดบังความสามารถจริงของผู้สมัคร

สัมภาษณ์แบบคณะและกลุ่มเชื่อมกับ JD อย่างไร?

คุณภาพของการสัมภาษณ์ขึ้นอยู่กับว่า JD ระบุสมรรถนะที่ต้องการชัดเจนแค่ไหน ถ้า JD ระบุเพียงหน้าที่งานโดยไม่ระบุสมรรถนะ ผู้สัมภาษณ์แต่ละคนในคณะจะตีความตำแหน่งต่างกัน และคะแนนที่ได้จะไม่สามารถเปรียบเทียบกันได้อย่างมีความหมาย

JD ที่ดีควรระบุสมรรถนะหลัก 4-6 ข้อ พร้อมตัวบ่งชี้พฤติกรรมที่สังเกตได้ในแต่ละข้อ ซึ่งเชื่อมตรงกับคำถามสัมภาษณ์และเกณฑ์การให้คะแนน

สำหรับตำแหน่งที่ต้องใช้ทั้งสัมภาษณ์แบบคณะและกลุ่มอย่างมีประสิทธิภาพ การออกแบบ JD ที่ระบุสมรรถนะอย่างชัดเจน เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้กระบวนการทั้งหมดทำงานได้ดีขึ้น ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเชื่อม JD กับระบบประเมินผลได้ที่ KPI กับ OKR ต่างกันอย่างไร

บทสรุป: เริ่มต้นใช้งานอย่างไร?

การนำสัมภาษณ์แบบคณะมาใช้ไม่จำเป็นต้องรื้อกระบวนการทั้งหมด วิธีที่ใช้งานได้คือเริ่มจากตำแหน่งที่มีผู้ตัดสินใจสองฝ่ายขึ้นไปอยู่แล้ว เช่น ตำแหน่งที่ต้องได้รับการอนุมัติจากทั้งผู้จัดการสายงานและ HR แล้วนัดทั้งสองคนเข้าสัมภาษณ์พร้อมกันแทนที่จะแยกนัด

สำหรับสัมภาษณ์แบบกลุ่ม เริ่มจากกิจกรรมสั้น ๆ 20-30 นาที ก่อนหรือระหว่างวันเปิดรับสมัครงาน เพื่อดูปฏิกิริยาตามธรรมชาติของผู้สมัคร แล้วค่อยขยับไปสู่กระบวนการที่ละเอียดขึ้นเมื่อทีมมีความมั่นใจในการสังเกตและบันทึกพฤติกรรมแล้ว

หากต้องการออกแบบกระบวนการสรรหาที่ครบวงจร ตั้งแต่ JD ที่ระบุสมรรถนะชัดเจนไปจนถึงการออกแบบคำถามสัมภาษณ์ที่ตรงกับแต่ละตำแหน่ง ทีม Triple I พร้อมให้คำปรึกษาโดยไม่มีค่าใช้จ่าย นัดคุยฟรีกับทีม Triple I ได้ที่นี่

คำถามที่พบบ่อย

สัมภาษณ์แบบคณะคืออะไร และต่างจากสัมภาษณ์แบบกลุ่มอย่างไร?

สัมภาษณ์แบบคณะ (panel interview) คือการที่ผู้สัมภาษณ์หลายคนพบกับผู้สมัครหนึ่งคนพร้อมกัน ส่วนสัมภาษณ์แบบกลุ่ม (group interview) คือการที่ผู้สมัครหลายคนเข้ารับการประเมินพร้อมกัน ทั้งสองรูปแบบมีวัตถุประสงค์ต่างกัน และเหมาะกับตำแหน่งและขั้นตอนการสรรหาที่ต่างกัน

ตำแหน่งประเภทใดที่เหมาะกับสัมภาษณ์แบบคณะ?

ตำแหน่งที่ต้องการทักษะสื่อสารกับผู้มีส่วนได้เสียหลายกลุ่ม เช่น ผู้จัดการ ที่ปรึกษา งานขาย หรือตำแหน่งที่ต้องร่วมงานกับหลายแผนก สัมภาษณ์แบบคณะช่วยให้แต่ละฝ่ายประเมินผู้สมัครจากมุมมองของตนเองได้พร้อมกัน ลดการนัดสัมภาษณ์ซ้ำหลายรอบ

สัมภาษณ์แบบกลุ่มวัดอะไรได้บ้าง?

สัมภาษณ์แบบกลุ่มวัดพฤติกรรมที่แสดงออกในสถานการณ์จริงร่วมกับผู้อื่น เช่น การฟัง การแสดงความคิดเห็น การสร้างฉันทามติ การจัดการความขัดแย้ง และภาวะผู้นำที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ซึ่งสัมภาษณ์แบบตัวต่อตัวไม่สามารถสังเกตได้โดยตรง

คณะผู้สัมภาษณ์ควรมีกี่คนและควรเป็นใครบ้าง?

โดยทั่วไปคณะผู้สัมภาษณ์ที่เหมาะสมมี 2-4 คน ประกอบด้วยผู้บังคับบัญชาโดยตรง ตัวแทน HR และตัวแทนจากแผนกที่ต้องร่วมงานด้วย หากมีมากกว่า 4 คน ผู้สมัครอาจรู้สึกกดดันเกินไป และยากต่อการจัดการเวลาของแต่ละคำถาม

จะป้องกันไม่ให้ความคิดเห็นของคณะผู้สัมภาษณ์ชี้นำกันได้อย่างไร?

ให้ผู้สัมภาษณ์แต่ละคนบันทึกคะแนนและความเห็นอย่างอิสระทันทีหลังสัมภาษณ์ ก่อนเริ่มการอภิปรายกลุ่ม วิธีนี้ลดอคติการยึดติดกับความเห็นแรก ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อคนแรกพูดความเห็นแล้วคนอื่นมักปรับมุมมองตาม


Triple I HR Consulting

เผยแพร่โดย

Triple I HR Consulting

ทีมที่ปรึกษาด้านโครงสร้างเงินเดือน ระบบประเมินผลงาน และ Job Description

อยากปรึกษาเรื่องนี้เพิ่มเติม?

นัดคุย 30 นาทีฟรี ไม่มีการขายในรอบแรก แค่เล่าให้เราฟัง

นัดคุยฟรี