ตรวจสอบประวัติผู้สมัครงาน: ขั้นตอนและข้อกฎหมายที่ HR ต้องรู้
การตรวจสอบประวัติผู้สมัครงานที่มีประสิทธิผลต้องเริ่มจากการกำหนดขอบเขตที่สมดุลกับความเสี่ยงของตำแหน่ง ไม่ใช่ตรวจสอบทุกอย่างในทุกตำแหน่ง กระบวนการที่ดีประกอบด้วยการขอความยินยอมที่ถูกต้องตามกฎหมาย การยืนยันข้อมูลจากแหล่งต้นฉบับ การติดต่ออ้างอิง และการประเมินผลโดยยึดหลักความเกี่ยวข้องกับงาน ซึ่งช่วยให้องค์กรตัดสินใจได้บนพื้นฐานข้อมูลที่เชื่อถือได้
การตรวจสอบประวัติที่ไม่มีโครงสร้างมักนำไปสู่สองปัญหาตรงกันข้าม คือการตรวจสอบน้อยเกินไปจนพลาดความเสี่ยงที่ป้องกันได้ หรือตรวจสอบมากเกินไปจนเสียเวลาและอาจละเมิดสิทธิ์ผู้สมัคร บทความนี้นำเสนอแนวทางปฏิบัติที่สมดุลระหว่างการคุ้มครององค์กรและการเคารพสิทธิ์ของผู้สมัครตามกรอบกฎหมายไทย
การตรวจสอบประวัติผู้สมัครงานครอบคลุมอะไรบ้าง
การตรวจสอบประวัติที่ครอบคลุมมักแบ่งออกเป็น 5 หมวดหลัก ได้แก่
การยืนยันข้อมูลการศึกษา ตรวจสอบว่าวุฒิการศึกษาที่ระบุในใบสมัครตรงกับเอกสารจริงจากสถาบันการศึกษา ซึ่งสามารถยืนยันได้ผ่านสำเนาใบปริญญาต้นฉบับหรือการติดต่อโดยตรงกับสถาบันในบางกรณี
การยืนยันประวัติการทำงาน ตรวจสอบตำแหน่ง ช่วงเวลา และลักษณะงานที่ระบุในเอกสาร โดยเปรียบเทียบกับใบรับรองการทำงานจากนายจ้างเดิมหรือการติดต่ออ้างอิงโดยตรง
การตรวจสอบประวัติอาชญากรรม ดำเนินการผ่านการขอหนังสือรับรองความประพฤติจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง โดยทั่วไปเหมาะสำหรับตำแหน่งที่มีความเสี่ยงเฉพาะเท่านั้น ไม่ใช่ทุกตำแหน่ง
การยืนยันข้อมูลบัตรประชาชน ตรวจสอบว่าเลขประจำตัวประชาชนและชื่อ-นามสกุลถูกต้องตรงกัน เพื่อป้องกันการแอบอ้างตัวตน
การอ้างอิงจากนายจ้างหรือผู้บังคับบัญชาเดิม เป็นหนึ่งในแหล่งข้อมูลที่มีคุณค่าสูงสุด เนื่องจากให้มุมมองเชิงคุณภาพเกี่ยวกับพฤติกรรมการทำงานและทักษะในสภาพแวดล้อมจริง
กฎหมาย PDPA กระทบกระบวนการตรวจสอบประวัติอย่างไร
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มีผลโดยตรงต่อกระบวนการตรวจสอบประวัติในหลายประเด็น
หลักความยินยอม องค์กรต้องได้รับความยินยอมที่ชัดแจ้งจากผู้สมัครก่อนเก็บและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลทุกชนิด รวมถึงการติดต่อบุคคลอ้างอิงหรือนายจ้างเดิม ความยินยอมนี้ต้องเป็นไปโดยสมัครใจ ไม่ใช่เงื่อนไขบังคับที่ไม่สมเหตุสมผล
หลักความจำเป็นและสัดส่วน ข้อมูลที่เก็บต้องจำกัดเฉพาะที่จำเป็นสำหรับวัตถุประสงค์ที่แจ้งไว้ การตรวจสอบข้อมูลที่เกินกว่าที่เกี่ยวข้องกับงาน เช่น ประวัติทางการแพทย์หรือข้อมูลครอบครัว อาจเป็นการละเมิด PDPA
หลักการใช้ข้อมูลตามวัตถุประสงค์ ข้อมูลที่เก็บเพื่อการสรรหาต้องไม่นำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และต้องกำหนดระยะเวลาเก็บข้อมูลที่ชัดเจน
สำหรับประเด็นปฏิบัติที่ซับซ้อน แนะนำให้ปรึกษาที่ปรึกษากฎหมายหรือตรวจสอบกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) โดยตรง เนื่องจากการตีความบางกรณีต้องพิจารณาตามบริบทเฉพาะ
ขั้นตอนการตรวจสอบประวัติผู้สมัครอย่างเป็นระบบ
กระบวนการที่มีโครงสร้างช่วยให้องค์กรได้ข้อมูลที่ครบถ้วน ลดความเสี่ยงทางกฎหมาย และตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผล
ขั้นที่ 1 — กำหนดขอบเขตตามความเสี่ยงของตำแหน่ง แบ่งตำแหน่งงานออกเป็นกลุ่มความเสี่ยง ตำแหน่งที่เข้าถึงข้อมูลทางการเงินหรือข้อมูลลับของบริษัทควรมีขอบเขตการตรวจสอบที่กว้างกว่าตำแหน่งทั่วไป
ขั้นที่ 2 — ขอความยินยอมก่อนเริ่ม จัดทำแบบฟอร์มความยินยอมที่ระบุขอบเขตการตรวจสอบ แหล่งข้อมูลที่จะติดต่อ และวัตถุประสงค์การใช้ข้อมูลอย่างชัดเจน
ขั้นที่ 3 — ยืนยันเอกสารต้นฉบับ ขอสำเนาพร้อมต้นฉบับ และตรวจสอบความสอดคล้องกับข้อมูลในใบสมัคร
ขั้นที่ 4 — ติดต่ออ้างอิง โทรยืนยันกับนายจ้างเดิมหรือผู้บังคับบัญชาโดยตรง โดยใช้ชุดคำถามที่มีโครงสร้างเพื่อความสอดคล้อง
ขั้นที่ 5 — ตรวจสอบประวัติอาชญากรรมหากจำเป็น สำหรับตำแหน่งที่กำหนด แนะนำผู้สมัครขอหนังสือรับรองความประพฤติจากหน่วยงานราชการด้วยตนเอง
ขั้นที่ 6 — บันทึกและประเมินผลโดยยึดหลักความเกี่ยวข้องกับงาน บันทึกทุกขั้นตอนเป็นลายลักษณ์อักษร และประเมินผลโดยถามว่าข้อมูลที่พบมีผลต่อความสามารถในการปฏิบัติงานในตำแหน่งนี้จริงหรือไม่
รายละเอียดแต่ละขั้นตอนอธิบายไว้ในส่วน howToSteps ของบทความนี้
ข้อผิดพลาดที่ HR มักพบในกระบวนการตรวจสอบประวัติ
ตรวจสอบหลังจากออกข้อเสนองานแล้ว การตรวจสอบที่มีผลต่อการตัดสินใจควรทำก่อนส่งข้อเสนอ มิฉะนั้นอาจสร้างความซับซ้อนทางกฎหมายหากต้องถอนข้อเสนอภายหลัง
ไม่มีโครงสร้างคำถามสำหรับการอ้างอิง คำถามที่ไม่มีโครงสร้างมักได้คำตอบทั่วไปที่ไม่มีประโยชน์ในการตัดสินใจ ควรเตรียมชุดคำถามที่เฉพาะเจาะจงและสอดคล้องกับความต้องการของตำแหน่ง
นำข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานมาเป็นเหตุผลปฏิเสธ เช่น ประวัติทางการแพทย์ที่ไม่เกี่ยวกับสมรรถภาพในการทำงาน หรือสถานภาพทางครอบครัว ซึ่งอาจเข้าข่ายการเลือกปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และฉบับแก้ไข
ไม่บันทึกกระบวนการ หากเกิดข้อพิพาทภายหลัง บันทึกกระบวนการตรวจสอบที่ครบถ้วนจะเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงว่าองค์กรตัดสินใจบนพื้นฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้องและมีขั้นตอนที่เป็นธรรม
การตรวจสอบประวัติสัมพันธ์กับใบพรรณนางานอย่างไร
ใบพรรณนางาน (JD) ที่ดีเป็นจุดเริ่มต้นของการตรวจสอบประวัติที่มีประสิทธิผล เพราะ JD ที่ระบุคุณสมบัติที่จำเป็นและทักษะที่ต้องการอย่างชัดเจนจะช่วยกำหนดได้ว่าต้องตรวจสอบอะไรบ้างและอะไรไม่เกี่ยวข้อง
ตัวอย่างเช่น หาก JD ระบุว่าตำแหน่งต้องการใบอนุญาตวิชาชีพเฉพาะ กระบวนการตรวจสอบต้องยืนยันใบอนุญาตนั้น หากตำแหน่งไม่ได้ต้องการใบอนุญาต การตรวจสอบในส่วนนั้นก็ไม่จำเป็น การเชื่อมโยงการตรวจสอบกับ JD ยังช่วยให้การตัดสินใจปฏิเสธมีเหตุผลที่ชัดเจนและตรวจสอบได้
บทความ โครงสร้างเงินเดือน อธิบายว่าการออกแบบระบบ HR ที่ดีต้องมีองค์ประกอบที่สอดประสานกัน ซึ่งรวมถึงการที่ JD คุณสมบัติและกระบวนการสรรหาต้องสอดคล้องกันตั้งแต่ต้น
SME ควรทำการตรวจสอบประวัติอย่างไรเมื่อทรัพยากรจำกัด
องค์กรขนาดเล็กที่ไม่มีทีม HR เฉพาะทางสามารถจัดกระบวนการตรวจสอบที่มีประสิทธิผลได้โดยไม่จำเป็นต้องมีทรัพยากรมาก โดยมีแนวทางดังนี้
กำหนดมาตรฐานขั้นต่ำสำหรับทุกตำแหน่ง เช่น ตรวจสอบบัตรประชาชนต้นฉบับ ขอใบรับรองการทำงาน และโทรยืนยันกับนายจ้างเดิมอย่างน้อย 1 แห่ง ซึ่งทำได้ภายในวันทำการเดียว
เพิ่มขั้นตอนตามความเสี่ยงของตำแหน่ง ตำแหน่งที่รับผิดชอบเงินหรือข้อมูลลับขององค์กรควรมีการตรวจสอบที่เข้มงวดกว่า
ใช้แบบฟอร์มมาตรฐาน การมีแบบฟอร์มขอความยินยอมและชุดคำถามสำหรับการอ้างอิงที่เตรียมไว้ล่วงหน้าช่วยให้กระบวนการสอดคล้องกันแม้จะมีคนหลายคนรับผิดชอบ
พิจารณาผู้ให้บริการภายนอกสำหรับตำแหน่งสำคัญ บริษัทที่ให้บริการตรวจสอบประวัติสามารถดำเนินการได้อย่างครบถ้วนและมีหลักฐานที่ตรวจสอบได้ ซึ่งเหมาะกับตำแหน่งระดับสูงหรือตำแหน่งที่มีความเสี่ยงเฉพาะ
การออกแบบ JD ที่ครอบคลุมคุณสมบัติและข้อกำหนดของตำแหน่งอย่างชัดเจนจะช่วยให้กระบวนการตรวจสอบมีทิศทางที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ดูเพิ่มเติมได้ที่บริการ Smart JD ของเรา ซึ่งช่วยออกแบบใบพรรณนางานที่ตอบโจทย์การสรรหาตั้งแต่ต้นน้ำ
หากองค์กรของคุณต้องการยกระดับกระบวนการสรรหาให้เป็นระบบ ตั้งแต่การออกแบบ JD ที่ชัดเจนไปจนถึงขั้นตอนการตรวจสอบประวัติที่ถูกต้องตามกฎหมาย ทีมที่ปรึกษาของ Triple I พร้อมช่วยวางแนวทางที่เหมาะกับบริบทองค์กรของคุณ นัดคุยฟรีกับทีมผู้เชี่ยวชาญ Smart JD เพื่อเริ่มต้นที่จุดที่ถูกต้อง
คำถามที่พบบ่อย
การตรวจสอบประวัติผู้สมัครงานในไทยครอบคลุมอะไรบ้าง
โดยทั่วไปครอบคลุม 5 ด้านหลัก ได้แก่ การยืนยันข้อมูลการศึกษา การยืนยันประวัติการทำงาน การตรวจสอบประวัติอาชญากรรม การยืนยันข้อมูลบัตรประชาชน และการอ้างอิงจากนายจ้างเดิม บางตำแหน่งที่มีความเสี่ยงสูงอาจเพิ่มการตรวจสอบเครดิตบูโรหรือใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเฉพาะ
องค์กรต้องขอความยินยอมผู้สมัครก่อนตรวจสอบประวัติหรือไม่
ต้องขอเสมอ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) การเก็บและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลต้องได้รับความยินยอมที่ชัดเจนจากเจ้าของข้อมูลก่อน โดยต้องแจ้งวัตถุประสงค์การใช้ข้อมูลให้ชัดเจน ห้ามนำข้อมูลไปใช้เกินกว่าที่แจ้ง
ใช้เวลานานเท่าใดในการตรวจสอบประวัติผู้สมัคร
ระยะเวลาขึ้นอยู่กับขอบเขต การยืนยันข้อมูลการศึกษาและบัตรประชาชนใช้เวลา 1-3 วันทำการ การยืนยันประวัติการทำงานใช้ 3-7 วัน ส่วนการขอประวัติอาชญากรรมจากกรมการปกครองหรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติอาจใช้เวลา 7-14 วันหรือมากกว่า ขึ้นอยู่กับช่องทางที่ใช้
ถ้าพบข้อมูลไม่ตรงในใบสมัคร HR ควรดำเนินการอย่างไร
ควรแยกแยะระดับความรุนแรง หากเป็นความคลาดเคลื่อนเล็กน้อย เช่น ช่วงวันที่ทำงานต่างกันเล็กน้อย ให้เปิดโอกาสผู้สมัครชี้แจงก่อน หากเป็นการปลอมวุฒิการศึกษา แต่งประวัติทำงาน หรือปกปิดประวัติอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่ง ควรยกเลิกการพิจารณาและบันทึกเหตุผลไว้เป็นลายลักษณ์อักษร
SME ที่ไม่มีทีม HR เฉพาะทางควรจัดการการตรวจสอบประวัติอย่างไร
มีสองแนวทางหลัก คือ กำหนดกระบวนการตรวจสอบพื้นฐานที่ทำเองได้ เช่น การโทรยืนยันกับนายจ้างเดิมและขอสำเนาวุฒิการศึกษาต้นฉบับ หรือจ้างบริษัทผู้ให้บริการตรวจสอบประวัติภายนอกสำหรับตำแหน่งที่มีความเสี่ยงสูง ทั้งสองวิธีต้องมีแบบฟอร์มขอความยินยอมที่ถูกต้องตาม PDPA
บทความที่เกี่ยวข้อง
เผยแพร่โดย
Triple I HR Consultingทีมที่ปรึกษาด้านโครงสร้างเงินเดือน ระบบประเมินผลงาน และ Job Description