เงินเดือนเดือนที่ 13 กับโบนัสคงที่ ต่างกันอย่างไร เลือกแบบไหนดี
เงินเดือนเดือนที่ 13 กับโบนัสคงที่ คือเงินก้อนที่บริษัทจ่ายเพิ่มเป็นประจำทุกปีโดยไม่ผูกกับผลงานรายบุคคล จุดต่างหลักอยู่ที่ฐานคำนวณและวิธีสื่อสาร เดือนที่ 13 อิงเงินเดือนหนึ่งเดือนพอดี ส่วนโบนัสคงที่กำหนดเป็นจำนวนเดือนหรือจำนวนเงินที่ตกลงไว้ล่วงหน้า ทั้งคู่ต่างจากโบนัสผันแปรที่ขึ้นกับผลงาน
เงินเดือนเดือนที่ 13 คืออะไร
เงินเดือนเดือนที่ 13 (13th month salary) คือการจ่ายเงินเดือนพื้นฐานเพิ่มอีกหนึ่งเดือนในรอบปี โดยทั่วไปจ่ายช่วงปลายปีก่อนเทศกาลปีใหม่ ค่าของมันเท่ากับเงินเดือนเดือนสุดท้ายหรือเงินเดือนเฉลี่ยหนึ่งเดือนพอดี และไม่ขึ้นกับคะแนนประเมินผลงาน
ลักษณะสำคัญคือ “คาดเดาได้” พนักงานรู้ล่วงหน้าว่าจะได้เท่าไรเพราะมันผูกกับเงินเดือนตัวเอง ถ้าเงินเดือน 30,000 บาท เดือนที่ 13 ก็คือ 30,000 บาท (ตัวอย่างสมมติ) สาเหตุหนึ่งที่บางบริษัทเลือกใช้รูปแบบนี้คือมันสื่อสารง่ายและคำนวณตรงไปตรงมา
โบนัสคงที่คืออะไร และต่างจากเดือนที่ 13 อย่างไร
โบนัสคงที่ (fixed bonus หรือ guaranteed bonus) คือเงินก้อนที่บริษัทตกลงจ่ายแน่นอนเป็นจำนวนเดือนหรือจำนวนเงินที่กำหนดไว้ล่วงหน้า เช่น “โบนัส 2 เดือนการันตี” โดยไม่ผูกกับผลประกอบการของปีนั้น
แม้ทั้งสองอย่างจะ “จ่ายแน่นอน” เหมือนกัน แต่มีรายละเอียดที่ต่างกันอยู่:
- ฐานคำนวณ: เดือนที่ 13 ผูกกับเงินเดือนหนึ่งเดือนเสมอ ส่วนโบนัสคงที่อาจกำหนดเป็นจำนวนเดือน (เช่น 2 เดือน) หรือเป็นก้อนเงินตายตัวที่ไม่ขยับตามเงินเดือน
- การปรับขึ้น: เมื่อเงินเดือนขึ้น เดือนที่ 13 ขึ้นตามอัตโนมัติ แต่โบนัสคงที่แบบก้อนเงินตายตัวจะไม่ขยับจนกว่าจะมีการทบทวนใหม่
- การสื่อสาร: เดือนที่ 13 มักถูกมองเป็นส่วนหนึ่งของแพ็กเกจเงินเดือน ส่วนโบนัสคงที่มักถูกสื่อสารแยกเป็น “โบนัส”
- ความยืดหยุ่น: โบนัสคงที่เปิดช่องให้ออกแบบเป็นหลายระดับได้ง่ายกว่า เช่น พนักงานต่างกลุ่มได้จำนวนเดือนต่างกัน
ลองนึกภาพพนักงานสองคนเงินเดือนเท่ากันที่ 40,000 บาท (ตัวอย่างสมมติ) คนแรกได้เดือนที่ 13 = 40,000 บาท ส่วนคนที่สองได้โบนัสคงที่ตายตัว 50,000 บาท สิ้นปีถัดมาถ้าทั้งคู่ขึ้นเงินเดือนเป็น 44,000 บาท คนแรกจะได้เดือนที่ 13 ขยับเป็น 44,000 บาทเอง ส่วนคนที่สองยังได้ 50,000 บาทเท่าเดิมจนกว่าจะมีการทบทวน
ทั้งสองแบบเกี่ยวกับโบนัสผันแปรอย่างไร
จุดที่สับสนกันบ่อยคือการแยกระหว่าง “เงินก้อนที่จ่ายแน่นอน” กับ “เงินก้อนที่ขึ้นกับผลงาน” หนึ่งในปัจจัยที่อาจเกี่ยวข้องคือบางบริษัทเรียกทุกอย่างที่จ่ายปลายปีว่า “โบนัส” รวมกันหมด ทำให้เส้นแบ่งไม่ชัด
แนวคิดที่ช่วยจัดระเบียบคือมองค่าตอบแทนรวม (total compensation) เป็นชั้น ๆ:
- เงินเดือนพื้นฐาน: จ่ายทุกเดือน
- ส่วนที่จ่ายแน่นอนเพิ่มเติม: เดือนที่ 13 หรือโบนัสคงที่ จัดอยู่ชั้นนี้
- ส่วนผันแปร: โบนัสตามผลงานบริษัทและผลงานบุคคล ที่ปีไหนดีได้มาก ปีไหนไม่ดีได้น้อยหรือไม่ได้
เมื่อแยกชั้นชัดแบบนี้ จะเห็นว่าเดือนที่ 13 และโบนัสคงที่ไม่ใช่ “รางวัลผลงาน” แต่เป็น “ค่าคน” ส่วนหนึ่งที่บริษัทผูกพันจะจ่าย การเอาสองชั้นนี้มาปนกับชั้นผันแปรเสี่ยงต่อการสื่อสารผิด เช่น พนักงานเข้าใจว่าโบนัสการันตีคือรางวัลผลงาน พอปีที่ผลงานไม่เข้าเป้าก็คาดหวังเท่าเดิม
การจัดวางเงินก้อนเหล่านี้ให้เข้าที่เป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบโครงสร้างเงินเดือนที่ดี ซึ่งช่วยให้แต่ละชั้นทำหน้าที่ของมันอย่างชัดเจน ถ้าอยากเข้าใจพื้นฐานของกระบอกเงินเดือนก่อน ลองอ่านโครงสร้างเงินเดือนเบื้องต้นประกอบ
คำนวณภาระต้นทุนอย่างไร
ก่อนตัดสินใจว่าจะใช้แบบไหน ควรเห็นภาพต้นทุนรวมต่อปีให้ชัด สูตรพื้นฐานคือ:
- ต้นทุนเดือนที่ 13 ต่อปี = ผลรวมเงินเดือนพนักงานทุกคนหนึ่งเดือน
- ต้นทุนโบนัสคงที่ต่อปี = ผลรวมของ (เงินเดือน × จำนวนเดือนที่การันตี) หรือผลรวมก้อนเงินตายตัวที่ตกลงไว้
ตัวอย่างสมมติ: บริษัทมีพนักงาน 50 คน ฐานเงินเดือนรวม 2,000,000 บาทต่อเดือน ถ้าให้เดือนที่ 13 ต้นทุนคือ 2,000,000 บาทต่อปี แต่ถ้าให้โบนัสคงที่ 2 เดือน ต้นทุนจะเป็น 4,000,000 บาทต่อปี (ตัวเลขสมมติเพื่ออธิบายเท่านั้น)
ประเด็นที่อยากให้คิดต่อคือความผันผวนของผลประกอบการ ส่วนที่จ่ายแน่นอนยิ่งสูง ความยืดหยุ่นทางการเงินในปีที่ผลประกอบการไม่ดียิ่งน้อยลง การผูกเงินก้อนใหญ่ไว้ในชั้น “จ่ายแน่นอน” อาจส่งผลต่อสภาพคล่องในปีที่รายได้ตก จึงควรชั่งน้ำหนักระหว่างความมั่นใจที่พนักงานได้รับ กับความยืดหยุ่นที่บริษัทต้องการเก็บไว้
บริษัทควรเลือกใช้แบบไหน
ไม่มีคำตอบเดียวที่ถูกเสมอ แต่มีคำถามชี้ทางที่ช่วยได้:
- ผลประกอบการของบริษัทผันผวนแค่ไหน: ยิ่งผันผวนมาก การผูกเงินก้อนใหญ่ไว้ในชั้นจ่ายแน่นอนยิ่งต้องระวัง
- ตลาดแรงงานในอุตสาหกรรมเราจ่ายแบบไหน: ถ้าคู่แข่งให้เดือนที่ 13 เป็นแนวปฏิบัติที่ใช้กันทั่วไป การไม่มีเลยอาจเสียเปรียบในการแข่งขันดึงคน
- เราต้องการให้เงินก้อนนี้สื่อถึงอะไร: ความมั่นคงและการดูแลพนักงาน หรือเป็นเครื่องมือสร้างแรงจูงใจตามผลงาน
- โครงสร้างปัจจุบันชัดเจนแค่ไหน: ถ้ายังปนกันระหว่างจ่ายแน่นอนกับผันแปร การแยกชั้นให้ชัดอาจสำคัญกว่าการเลือกชื่อเรียก
แนวทางหนึ่งที่ทำได้คือผสมกัน เช่น ให้เดือนที่ 13 เป็นฐานความมั่นคง แล้วเสริมด้วยโบนัสผันแปรตามผลงานเป็นชั้นบน วิธีนี้รักษาความมั่นใจของพนักงานไว้ในระดับหนึ่ง พร้อมเก็บความยืดหยุ่นไว้ตอบแทนปีที่ผลงานดี
เรื่องนี้เป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่ HR ควรเป็นเจ้าของ การมีคนนอกที่เป็นกลางช่วยวางกรอบและตั้งคำถามที่ถูกต้อง อาจช่วยให้ทีม HR เห็นภาพรอบด้านขึ้น ถ้าทำเองได้ก็ดี ถ้าอยากมีคนช่วยคิดเรื่องการจัดชั้นค่าตอบแทนให้สอดคล้องกับโครงสร้างเงินเดือน เราช่วยได้
สุดท้ายลองถามตัวเองว่า เงินก้อนที่บริษัทจ่ายปลายปีทุกวันนี้ พนักงานเข้าใจตรงกับที่บริษัทตั้งใจให้มันสื่อหรือยัง
คำถามที่พบบ่อย
เงินเดือนเดือนที่ 13 คืออะไร
คือเงินก้อนที่จ่ายเพิ่มอีกหนึ่งเดือนของเงินเดือนพื้นฐาน โดยทั่วไปจ่ายปลายปี เท่ากับเงินเดือนหนึ่งเดือนพอดี ไม่ผูกกับผลงานรายบุคคล
เงินเดือนเดือนที่ 13 กับโบนัสคงที่ต่างกันอย่างไร
ทั้งสองเป็นเงินก้อนที่จ่ายแน่นอนเป็นประจำ จุดต่างหลักอยู่ที่ฐานคำนวณและการสื่อสาร เดือนที่ 13 อิงเงินเดือนหนึ่งเดือน ส่วนโบนัสคงที่อาจกำหนดเป็นจำนวนเดือนหรือจำนวนเงินที่ตกลงไว้ล่วงหน้า
โบนัสคงที่เกี่ยวข้องกับค่าจ้างตามกฎหมายแรงงานอย่างไร
การที่เงินก้อนที่จ่ายเป็นประจำจะนับเป็นค่าจ้างตามกฎหมายแรงงานหรือไม่ เป็นเรื่องที่ควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายแรงงาน เพราะขึ้นกับข้อตกลงและการปฏิบัติของแต่ละบริษัท
บริษัทควรเลือกใช้แบบไหน
ไม่มีคำตอบเดียวที่ถูกเสมอ ควรพิจารณาจากความสามารถในการจ่าย ความผันผวนของผลประกอบการ และเป้าหมายว่าต้องการให้เงินก้อนนี้สื่อถึงอะไร
บทความที่เกี่ยวข้อง
เผยแพร่โดย
Triple I HR Consultingทีมที่ปรึกษาด้านโครงสร้างเงินเดือน ระบบประเมินผลงาน และ Job Description