ข้ามไปยังเนื้อหา
Triple I HR
← กลับไปบทความทั้งหมด

โครงสร้างเงินเดือนประกันภัย ออกแบบอย่างไรให้เป็นธรรม

ธุรกิจประกันภัยสามารถออกแบบโครงสร้างเงินเดือนที่เป็นธรรมและควบคุมต้นทุนได้ โดยเริ่มจากการจัดกลุ่มงานตามลักษณะเฉพาะของอุตสาหกรรม ประเมินค่างานด้วยเกณฑ์ที่วัดได้ กำหนดช่วงเงินเดือนที่มี range spread 40-60% แล้วเชื่อมระบบกับแผนค่าตอบแทนจูงใจที่ออกแบบแยกต่างหาก กระบวนการนี้ช่วยให้เงินเดือนสะท้อนมูลค่างานจริง ไม่ใช่อำนาจต่อรองรายบุคคล

ธุรกิจประกันภัยมีโครงสร้างตำแหน่งงานที่ซับซ้อนกว่าองค์กรทั่วไป ตั้งแต่ผู้เชี่ยวชาญด้านคณิตศาสตร์ประกันภัยที่หายากในตลาด ไปจนถึงทีมสินไหมทดแทนและฝ่ายขายที่มีรูปแบบค่าตอบแทนต่างกันชัดเจน การออกแบบโครงสร้างที่ไม่คำนึงถึงความแตกต่างเหล่านี้มักนำไปสู่ปัญหาด้านความยุติธรรมภายในองค์กรและต้นทุนค่าตอบแทนที่ยากจะควบคุมในระยะยาว

โครงสร้างเงินเดือนธุรกิจประกันภัยคืออะไร

โครงสร้างเงินเดือนในธุรกิจประกันภัยคือกรอบที่กำหนดช่วงค่าตอบแทนสำหรับแต่ละระดับงาน โดยอ้างอิงจากคุณค่าของงาน (Job Value) และความต้องการในตลาดแรงงาน ไม่ใช่การตัดสินใจรายกรณีตามอำนาจต่อรองของแต่ละคน

ความแตกต่างสำคัญจากอุตสาหกรรมอื่นคือ ธุรกิจประกันภัยมีตำแหน่งที่ต้องใช้ใบอนุญาตหรือการรับรองวิชาชีพเฉพาะทาง เช่น นักคณิตศาสตร์ประกันภัยหรือผู้ตรวจสอบสินไหม ซึ่งส่งผลต่อมูลค่าตลาดและการออกแบบช่วงเงินเดือนโดยตรง

เหตุใดธุรกิจประกันภัยจึงต้องการโครงสร้างที่ชัดเจน

ปัจจัยที่มักก่อให้เกิดปัญหาในองค์กรประกันภัยที่ยังไม่มีโครงสร้างเงินเดือนที่ดีพอ ได้แก่

การอัดเงินเดือนตามตลาด (Pay Compression) — เมื่อต้องรับสมัครผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง บางองค์กรเสนอเงินเดือนตลาดที่สูง แต่ไม่ได้ปรับพนักงานเดิมในระดับเดียวกัน ส่งผลให้ส่วนต่างระหว่างพนักงานใหม่และพนักงานเก่าแทบไม่มี ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้พนักงานเก่ารู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม

ความไม่สอดคล้องระหว่างเงินเดือนฐานและค่าคอมมิชชัน — ฝ่ายขายที่ได้รับค่าคอมมิชชันสูงแต่ไม่มีกรอบที่ชัดเจนอาจทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำด้านรายได้รวมระหว่างตำแหน่งงานในระดับเดียวกัน

ต้นทุนค่าตอบแทนที่ขาดการวางแผน — องค์กรที่ปรับเงินเดือนโดยไม่มีกรอบอ้างอิงมักพบว่าต้นทุนค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นทุกปีโดยไม่สัมพันธ์กับผลงานองค์กร

จะจัดกลุ่มงานในธุรกิจประกันภัยอย่างไร

การจัดกลุ่มงานที่เหมาะสมคือพื้นฐานของโครงสร้างที่ดี โดยทั่วไปธุรกิจประกันภัยควรแบ่งออกเป็นอย่างน้อย 4 กลุ่มหลัก

กลุ่มที่ 1 — รับประกันภัยและคณิตศาสตร์ประกันภัย ตำแหน่งในกลุ่มนี้ต้องการความเชี่ยวชาญสูง หายากในตลาด และมักมีการรับรองวิชาชีพสากล ช่วงเงินเดือนจึงต้องสะท้อนมูลค่าตลาดที่แตกต่างจากตำแหน่งทั่วไป

กลุ่มที่ 2 — สินไหมทดแทนและพิจารณาความเสียหาย กลุ่มนี้เน้นทักษะเชิงเทคนิคเฉพาะสาขา เช่น ยานยนต์ สุขภาพ หรือทรัพย์สิน การจัดระดับงานในกลุ่มนี้ควรสะท้อนความซับซ้อนของสายประกันที่รับผิดชอบ

กลุ่มที่ 3 — ขายและพัฒนาช่องทาง กลุ่มนี้มีรูปแบบค่าตอบแทนที่แตกต่าง เนื่องจากผลงานวัดได้ชัดเจนกว่า โครงสร้างจึงมักใช้เงินเดือนฐานที่ต่ำกว่า ประกอบกับแผนค่าตอบแทนจูงใจที่ออกแบบแยกต่างหาก

กลุ่มที่ 4 — สนับสนุนองค์กร ได้แก่ บัญชีการเงิน กฎหมายและกำกับดูแล เทคโนโลยีสารสนเทศ และทรัพยากรบุคคล กลุ่มนี้สามารถอ้างอิงโครงสร้างตลาดกว้างกว่าได้ แต่ต้องออกแบบให้สอดคล้องกับระดับงานในกลุ่มอื่น

ขั้นตอนการออกแบบโครงสร้างเงินเดือนประกันภัยทำอย่างไร

การออกแบบโครงสร้างที่ใช้ได้จริงประกอบด้วย 6 ขั้นตอนหลัก ดังนี้

ขั้นที่ 1 — จัดกลุ่มงานตามลักษณะธุรกิจประกันภัย แบ่งกลุ่มงานออกเป็นอย่างน้อย 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มรับประกันภัยและคณิตศาสตร์ประกันภัย กลุ่มสินไหมทดแทน กลุ่มขายและพัฒนาช่องทาง และกลุ่มสนับสนุน เนื่องจากแต่ละกลุ่มมีโครงสร้างตลาดค่าตอบแทนต่างกัน การรวมกลุ่มจะทำให้กำหนดช่วงเงินเดือนที่สะท้อนมูลค่างานได้ไม่ตรง

ขั้นที่ 2 — ประเมินค่างานด้วยเกณฑ์ที่วัดได้ ใช้ระบบประเมินค่างานที่วัดจากปัจจัยเช่น ความรู้และทักษะที่ต้องการ ระดับการตัดสินใจ ผลกระทบต่อธุรกิจ และระดับความรับผิดชอบ ผลการประเมินจะให้คะแนนแต่ละตำแหน่ง ซึ่งนำไปใช้จัดระดับงานได้อย่างเป็นระบบ ขั้นตอนนี้ป้องกันการตัดสินใจที่ขึ้นอยู่กับอำนาจต่อรองรายบุคคล

ขั้นที่ 3 — กำหนดช่วงเงินเดือนแต่ละระดับ สำหรับแต่ละระดับงาน กำหนดจุดต่ำสุด จุดกลาง และจุดสูงสุด โดย range spread ควรอยู่ที่ 40-60% ตัวอย่างสมมติเพื่ออธิบายกลไก ไม่ใช่ค่าแนะนำ: ถ้าจุดต่ำสุด = 30,000 บาท และ range spread = 50% จะได้จุดสูงสุด = 45,000 บาท และจุดกลาง = 37,500 บาท การกำหนดจุดกลางควรอ้างอิงข้อมูลตลาดหรือข้อมูลภายในที่มีอยู่

ขั้นที่ 4 — ออกแบบแผนค่าตอบแทนจูงใจแยกจากเงินเดือนฐาน สำหรับตำแหน่งที่มีผลงานวัดได้ชัด เช่น ฝ่ายขาย ให้ออกแบบแผนค่าตอบแทนจูงใจแยกต่างหาก โดยกำหนดเป้าหมายที่วัดได้และวิธีคำนวณที่โปร่งใส แผนนี้ต้องสอดคล้องกับโครงสร้างเงินเดือนฐาน เพื่อไม่ให้ต้นทุนรวมเกินกรอบ

ขั้นที่ 5 — ตรวจสอบความสอดคล้องของเงินเดือนปัจจุบัน เปรียบเทียบเงินเดือนปัจจุบันของพนักงานแต่ละคนกับช่วงที่กำหนดใหม่ โดยคำนวณอัตราส่วนเงินเดือนต่อจุดกลาง (เงินเดือนจริงหารด้วยจุดกลาง คูณ 100) เพื่อระบุพนักงานที่อยู่นอกช่วงและวางแผนการปรับในรอบถัดไป

ขั้นที่ 6 — สื่อสารและติดตามผลหลังนำไปใช้ จัดทำแนวทางสื่อสารกับผู้จัดการและพนักงาน ตั้งรอบทบทวนประจำปีเพื่ออัปเดตช่วงเงินเดือนให้สอดคล้องกับตลาด และติดตามตัวชี้วัดด้านค่าตอบแทน เช่น อัตราการรักษาพนักงานและสัดส่วนพนักงานที่อยู่นอกช่วง

Pay Band และ Range Spread ควรกว้างแค่ไหน

range spread (ส่วนต่างระหว่างจุดสูงสุดและต่ำสุดหารด้วยจุดต่ำสุด) ที่ 40-60% เป็นหลักการทั่วไปที่ใช้ได้กับงานส่วนใหญ่ในธุรกิจประกันภัย แต่มีข้อพิจารณาเพิ่มเติม ดังนี้

กลุ่มงานที่ต้องการความเชี่ยวชาญสูงและมีการรับรองวิชาชีพหลายระดับ เช่น คณิตศาสตร์ประกันภัย อาจใช้ช่วงที่กว้างกว่าเพื่อรองรับความแตกต่างด้านประสบการณ์และคุณสมบัติ ในขณะที่งานที่มีขอบเขตชัดเจนกว่า เช่น พนักงานบันทึกข้อมูล ใช้ช่วงแคบกว่าได้

band overlap หรือการซ้อนทับของช่วงเงินเดือนระหว่างระดับงานที่ต่างกัน ควรอยู่ที่ 40-60% เช่นกัน เพื่อให้พนักงานอาวุโสในระดับล่างยังได้รับค่าตอบแทนที่สูงกว่าพนักงานใหม่ในระดับถัดไป ซึ่งช่วยรักษาแรงจูงใจในการพัฒนาตนเองต่อเนื่อง

หากต้องการทำความเข้าใจหลักการออกแบบช่วงเงินเดือนเพิ่มเติม สามารถอ่านได้ที่ การออกแบบ Pay Band และ อัตราส่วนเงินเดือนต่อจุดกลาง

ข้อควรระวังด้านกฎหมายแรงงานที่เกี่ยวข้อง

การออกแบบโครงสร้างเงินเดือนต้องคำนึงถึงกรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และฉบับแก้ไข ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์เรื่องการปรับลดค่าจ้างและการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการจ้างงาน

สิ่งที่ต้องระวังเป็นพิเศษในธุรกิจประกันภัยคือการปรับโครงสร้างที่ส่งผลให้เงินเดือนฐานของพนักงานที่ในปัจจุบันอยู่สูงกว่าช่วงใหม่ถูกปรับลดลง ซึ่งหลักการทั่วไปตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานคือการปรับลดค่าจ้างโดยไม่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้างมีข้อจำกัดทางกฎหมาย แนะนำให้ตรวจสอบกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน หรือที่ปรึกษากฎหมายก่อนดำเนินการในกรณีจริง

สำหรับพนักงานที่เงินเดือนปัจจุบันสูงกว่าจุดสูงสุดของช่วงใหม่ หลักการที่นิยมใช้คือ “red-circle” คือคงเงินเดือนไว้ในระดับเดิมและชะลอการปรับขึ้นจนกว่าช่วงเงินเดือนจะขยับตามตลาดมาทัน

จะเชื่อมโครงสร้างเงินเดือนกับการประเมินผลงานอย่างไร

โครงสร้างเงินเดือนที่ดีต้องสอดคล้องกับระบบบริหารผลการปฏิบัติงาน หลักการพื้นฐานคือการปรับเงินเดือนประจำปีควรพิจารณา 2 มิติประกอบกัน ได้แก่ ตำแหน่งในช่วงเงินเดือน (อัตราส่วนเงินเดือนต่อจุดกลาง) และผลการปฏิบัติงาน

พนักงานที่อยู่ต่ำกว่าจุดกลางและมีผลงานดีควรได้รับการปรับขึ้นในสัดส่วนที่สูงกว่าพนักงานที่อยู่ใกล้จุดสูงสุดและมีผลงานในระดับเดียวกัน แนวทางนี้ช่วยให้การปรับเงินเดือนมีเหตุผลที่อธิบายได้ และควบคุมต้นทุนค่าตอบแทนรวมไม่ให้เพิ่มขึ้นโดยไม่มีกรอบ

สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาเพิ่มเติมเรื่องระบบบริหารผลงานที่สอดคล้องกับโครงสร้างเงินเดือน อ่านได้ที่ โครงสร้างเงินเดือน 101


หากองค์กรของท่านอยู่ในธุรกิจประกันภัยและต้องการออกแบบหรือทบทวนโครงสร้างเงินเดือนให้สอดคล้องกับลักษณะงานและตลาดแรงงาน Triple I HR Consulting พร้อมให้คำปรึกษาตั้งแต่การจัดกลุ่มงาน การประเมินค่างาน ไปจนถึงการกำหนดช่วงเงินเดือนที่ใช้ได้จริง สามารถนัดคุยฟรีกับที่ปรึกษาเพื่อประเมินความต้องการขององค์กรได้เลย

คำถามที่พบบ่อย

โครงสร้างเงินเดือนธุรกิจประกันภัยต่างจากอุตสาหกรรมอื่นอย่างไร

ธุรกิจประกันภัยมีตำแหน่งงานที่หลากหลายมากกว่าค่าเฉลี่ย ทั้งฝ่ายรับประกันภัย สินไหมทดแทน คณิตศาสตร์ประกันภัย และฝ่ายขาย แต่ละกลุ่มมีโครงสร้างค่าตอบแทนที่แตกต่างกันชัดเจน การออกแบบโครงสร้างจึงต้องแยกกลุ่มงานให้ละเอียดกว่าธุรกิจทั่วไป

ตำแหน่งนักคณิตศาสตร์ประกันภัย (Actuary) ควรอยู่ในกลุ่มงานใด

ตำแหน่งที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะทางสูงและหายากในตลาดแรงงาน มักถูกจัดเป็น Technical Specialist Track แยกออกจาก Management Track เพื่อให้กำหนดช่วงเงินเดือนสะท้อนมูลค่าตลาดได้อย่างเหมาะสม

ควรรวมค่าคอมมิชชันของฝ่ายขายไว้ในโครงสร้างเงินเดือนหรือไม่

ค่าคอมมิชชันมักออกแบบแยกเป็นแผนค่าตอบแทนจูงใจ (Incentive Plan) ต่างหากจากโครงสร้างเงินเดือน แต่ต้องออกแบบให้สอดคล้องกันเพื่อควบคุมต้นทุนค่าตอบแทนรวม และป้องกันการเกิด Pay Compression

Pay Band กว้างแค่ไหนถึงเหมาะสมสำหรับธุรกิจประกันภัย

หลักการทั่วไปคือ range spread (ความต่างระหว่างค่าสูงสุดและต่ำสุดหารด้วยค่าต่ำสุด) ควรอยู่ที่ 40-60% โดยกลุ่มงานที่ต้องการความเชี่ยวชาญสูงอาจใช้ช่วงที่กว้างกว่า เพื่อรองรับความแตกต่างด้านประสบการณ์และผลการรับรองวิชาชีพ

ใช้เวลานานแค่ไหนในการออกแบบโครงสร้างเงินเดือนให้ครบ

ระยะเวลาขึ้นอยู่กับขนาดองค์กรและความพร้อมของข้อมูล โดยทั่วไปองค์กรขนาดกลาง 300-500 คนใช้เวลาประมาณ 3-6 เดือน นับจากการประเมินค่างาน (Job Evaluation) ไปจนถึงได้โครงสร้างที่พร้อมนำไปใช้จริง


ธงชัย ธรรมสาลี

ธงชัย ธรรมสาลี

ที่ปรึกษา · Triple I HR Consulting

ประสบการณ์มากกว่า 10 ปีด้านการบริหารธุรกิจ เชี่ยวชาญการนำแนวคิด Lean Startup มาปรับใช้กับองค์กร ร่วมออกแบบและพัฒนาหลักสูตรอบรมสำหรับ HR และที่ปรึกษา ครอบคลุม Smart KPIs, Smart JDs, Strategic HR และ Business Consulting

อยากปรึกษาเรื่องนี้เพิ่มเติม?

นัดคุย 30 นาทีฟรี ไม่มีการขายในรอบแรก แค่เล่าให้เราฟัง

นัดคุยฟรี