การหา Passive Candidate: กลยุทธ์ดึงคนเก่งที่ไม่ได้หางาน
การหา passive candidate คือกระบวนการที่ฝ่ายสรรหาออกไปค้นหาและติดต่อบุคคลที่มีทักษะตรงตามความต้องการ แต่ไม่ได้กำลังหางานอยู่ในขณะนั้น วิธีนี้ต้องใช้ทั้งการวางแผนโปรไฟล์ผู้สมัคร การเลือกช่องทาง และการสื่อสารที่ให้คุณค่ากับผู้รับสาร ไม่ใช่เพียงแจ้งว่าองค์กรมีตำแหน่งว่างอยู่
ในตลาดแรงงานที่คนเก่งส่วนใหญ่ไม่ได้สมัครงานเองโดยอัตโนมัติ องค์กรที่รอรับใบสมัครเพียงอย่างเดียวมักเสียเปรียบในการแข่งขัน การพัฒนาทักษะสรรหาเชิงรุกจึงกลายเป็นความสามารถที่จำเป็นของทีม HR และ HRBP โดยเฉพาะในตำแหน่งที่หายากหรือต้องการทักษะเฉพาะทาง
Passive Candidate คืออะไร และต่างจาก Active Candidate อย่างไร
passive candidate หมายถึงบุคคลที่มีงานประจำหรืองานหลักอยู่แล้ว และในปัจจุบันยังไม่ได้ค้นหางานใหม่อย่างจริงจัง แต่หากได้รับข้อเสนอที่น่าสนใจหรือตรงกับเป้าหมายในอาชีพของตน ก็พร้อมที่จะรับฟังและพิจารณา
ต่างจาก active candidate ที่กำลังสมัครงาน ส่งเรซูเม่ หรือลงทะเบียนในเว็บไซต์หางาน passive candidate มักไม่ปรากฏในรายชื่อผู้สมัครทั่วไป การเข้าถึงกลุ่มนี้จึงต้องอาศัยความพยายามและกลยุทธ์ที่แตกต่างออกไปอย่างมีนัยสำคัญ
กลุ่ม passive candidate มีลักษณะหลายแบบ บางคนพอใจกับงานปัจจุบันแต่เปิดรับถ้าข้อเสนอดีมาก บางคนกำลังรอจังหวะที่ใช่ในการก้าวไปขั้นต่อไปในอาชีพ และบางคนยังไม่ได้คิดจะเปลี่ยนงาน แต่จะพิจารณาถ้ามีคนนำเสนอโอกาสที่น่าสนใจ ทีมสรรหาต้องเข้าใจความแตกต่างนี้เพื่อปรับการสื่อสารให้เหมาะสมกับแต่ละคน
ทำไมองค์กรจึงควรลงทุนกับการหา Passive Candidate
คนที่มีผลงานโดดเด่นมักอยู่กับองค์กรเดิมนาน ทำให้ไม่ค่อยปรากฏในตลาดงานในฐานะผู้สมัครที่กำลังหางาน หากองค์กรมุ่งเน้นแค่กลุ่มที่ active อยู่ ก็จะเข้าถึงได้เพียงส่วนหนึ่งของตลาดแรงงาน และในบางสาขา เช่น วิศวกรรม การเงินระดับสูง หรือผู้บริหาร กลุ่ม passive อาจมีสัดส่วนที่ใหญ่กว่ากลุ่ม active หลายเท่า
นอกจากนี้ passive candidate ที่ตัดสินใจย้ายงานเพราะได้รับข้อเสนอที่ดีมักมีความมั่นคงในงานใหม่มากกว่า เพราะเปลี่ยนงานด้วยเหตุผลที่ชัดเจน ไม่ใช่เพราะถูกไล่ออกหรือหนีปัญหาจากที่เดิม ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการออกจากงานในระยะสั้นได้อีกระดับหนึ่ง
การลงทุนกับการสรรหาเชิงรุกยังช่วยสร้างฐานข้อมูลผู้มีความสามารถขององค์กร ทำให้เมื่อมีตำแหน่งเปิดใหม่ในอนาคต ทีมสรรหาไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์ทุกครั้ง แต่สามารถดึงรายชื่อจากคลังผู้มีศักยภาพที่สร้างไว้แล้วมาพิจารณาได้ทันที
จะเริ่มต้นกำหนดโปรไฟล์ผู้สมัครอย่างไรให้แม่นยำ
โปรไฟล์ที่ดีต้องไปไกลกว่ารายการทักษะในใบกำหนดลักษณะงานทั่วไป และควรพัฒนาร่วมกันระหว่างทีมสรรหากับผู้จัดการที่รับตำแหน่งนั้นโดยตรง สิ่งที่ต้องระบุให้ชัดเจน ได้แก่
ทักษะและความสามารถ แบ่งให้ชัดระหว่างสิ่งที่จำเป็นต้องมีตั้งแต่วันแรก กับสิ่งที่สอนได้หรือพัฒนาได้ในงาน การระบุให้ชัดช่วยไม่ให้ตัดผู้สมัครที่มีศักยภาพสูงออกไปเพราะขาดทักษะที่ไม่ใช่ core
ประสบการณ์ที่บ่งชี้ความสำเร็จ แทนที่จะระบุแค่จำนวนปีประสบการณ์ ให้ระบุว่าผู้ที่เหมาะสมควรเคยทำงานลักษณะใด และมีผลลัพธ์แบบไหนมาแล้ว เช่น เคยนำทีมข้ามสายงาน เคยบริหารโครงการที่มีความไม่แน่นอนสูง หรือเคยสร้างระบบใหม่ตั้งแต่ต้น
บริบทองค์กรที่เหมาะสม คนที่เคยทำงานในองค์กรขนาดใหญ่ที่มีระบบครบถ้วน อาจปรับตัวได้ยากกว่าในองค์กรเล็กที่ต้องสร้างระบบเอง และในทางกลับกัน การเข้าใจบริบทนี้ช่วยหาคนที่เหมาะสมจริง ไม่ใช่แค่ทักษะครบบนกระดาษ
แรงจูงใจที่สอดคล้อง คนแต่ละคนมีแรงจูงใจต่างกัน บางคนต้องการความก้าวหน้าในอาชีพ บางคนต้องการโครงการที่ท้าทาย บางคนให้ความสำคัญกับความสมดุลระหว่างชีวิตกับงาน การเข้าใจว่าตำแหน่งนี้ตอบสนองแรงจูงใจแบบไหนได้ดี ช่วยให้เลือกกลุ่มเป้าหมายในการค้นหาได้ถูกต้องขึ้น
ใน Smart JD ที่ Triple I พัฒนาขึ้น กระบวนการออกแบบ JD จะช่วยให้ทีมสรรหาระบุโปรไฟล์ได้ชัดและตรงความเป็นจริงของตำแหน่ง ซึ่งเป็นฐานที่สำคัญก่อนเริ่มค้นหา passive candidate
ช่องทางและเครื่องมือในการหา Passive Candidate มีอะไรบ้าง
ช่องทางในการเข้าถึง passive candidate มีหลายรูปแบบ และประสิทธิภาพของแต่ละช่องทางขึ้นอยู่กับประเภทตำแหน่งและอุตสาหกรรม
LinkedIn และเครือข่ายมืออาชีพออนไลน์ เหมาะกับตำแหน่งมืออาชีพ ผู้บริหาร และงานที่ต้องการทักษะกว้างหลายด้าน สามารถใช้ฟิลเตอร์ขั้นสูงเพื่อค้นหาตามอุตสาหกรรม ขนาดองค์กรปัจจุบัน ระดับตำแหน่ง และระยะเวลาที่อยู่กับนายจ้างเดิมได้ การค้นหาแบบ Boolean search ที่รวมคำหลายคำช่วยให้กรองได้แม่นยำขึ้น
การแนะนำจากพนักงาน พนักงานในองค์กรมักรู้จักคนที่มีคุณภาพในวงการเดียวกัน การสร้างโปรแกรมแนะนำที่มีระบบชัดเจนและจูงใจพนักงานให้มีส่วนร่วมมักให้คุณภาพผู้สมัครสูงและค่าใช้จ่ายต่อการจ้างงานต่ำกว่าช่องทางอื่น เนื่องจากพนักงานมักแนะนำคนที่ตนเองมั่นใจในคุณภาพการทำงาน
ชุมชนวิชาชีพเฉพาะทาง เช่น สมาคมวิชาชีพ กลุ่มนักบัญชี ฟอรัมออนไลน์สายเทคนิค หรืองานสัมมนาในอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นที่รวมตัวของผู้เชี่ยวชาญที่ไม่ได้ใช้ LinkedIn เป็นหลัก การมีตัวตนในชุมชนเหล่านี้ทำให้องค์กรเป็นที่รู้จักในวงการ ซึ่งช่วยเพิ่มอัตราการตอบรับเมื่อติดต่อ
ฐานข้อมูลผู้สมัครเดิมใน ATS (ระบบติดตามผู้สมัคร) ผู้สมัครเก่าที่ผ่านกระบวนการแต่ไม่ได้รับตำแหน่งในครั้งก่อน มักเป็นกลุ่มที่มีคุณภาพสูงและรู้จักองค์กรอยู่แล้ว การกลับมาดูฐานข้อมูลนี้ก่อนเปิดรับสมัครใหม่ทุกครั้งจึงเป็นแนวปฏิบัติที่คุ้มค่า
การสร้างชื่อเสียงในฐานะนายจ้างที่ดึงดูด แม้จะไม่ใช่การค้นหาเชิงรุกโดยตรง แต่การที่องค์กรมีชื่อเสียงในฐานะนายจ้างที่ดีช่วยลดแรงต้านในการติดต่อ passive candidate ได้อย่างมีนัยสำคัญ คนที่เคยได้ยินชื่อองค์กรในแง่บวกจะตอบรับและรับฟังด้วยความสนใจมากกว่า
จะเขียนข้อความติดต่อครั้งแรกอย่างไรให้ได้รับการตอบกลับ
ข้อความแรกถึง passive candidate เป็นจุดที่กำหนดว่าการสนทนาจะเกิดขึ้นหรือไม่ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือการส่งเทมเพลตทั่วไปที่ชัดเจนว่าใช้กับทุกคน ซึ่งทำให้ passive candidate ที่ไม่ได้หางานอยู่ไม่รู้สึกว่าข้อเสนอนี้มีความหมายสำหรับตนโดยเฉพาะ
ข้อความที่มีประสิทธิภาพควรมีองค์ประกอบดังนี้
เหตุผลเฉพาะเจาะจงว่าทำไมถึงติดต่อคนนั้น ระบุให้ชัดว่าสังเกตเห็นอะไรในโปรไฟล์ของเขาที่โดดเด่น เช่น ประสบการณ์ในโครงการเฉพาะ ทักษะที่ไม่ค่อยพบในตลาด หรือเส้นทางอาชีพที่น่าสนใจ การแสดงให้เห็นว่าได้ศึกษาข้อมูลของเขามาจริงสร้างความแตกต่างอย่างมาก
คุณค่าของโอกาสในมุมของเขา แทนที่จะบอกว่าองค์กรต้องการคนอย่างไร ให้พูดถึงว่าตำแหน่งนี้เปิดโอกาสอะไรให้เขาได้ เช่น โอกาสนำทีมขยาย ความท้าทายในโครงการระยะยาว หรือความก้าวหน้าในสายอาชีพที่ชัดเจน
คำถามเปิดที่ไม่กดดัน ปิดด้วยการขอนัดคุยสั้น ๆ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ไม่ใช่การขอให้ตัดสินใจทันที เช่น “หากสะดวก ขอนัดคุยสั้น ๆ 15-20 นาทีเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลได้ไหม” การลดแรงกดดันในการตัดสินใจช่วยเพิ่มอัตราการตอบกลับได้มาก
ความยาวที่เหมาะสม ข้อความที่สั้นและตรงประเด็น 3-4 ย่อหน้า มักได้รับการตอบรับดีกว่าข้อความยาวที่แนบรายละเอียดงานทั้งหมด passive candidate ที่ยุ่งอยู่กับงานปัจจุบันไม่มีเวลาอ่านข้อความยาว และอาจตัดสินใจไม่ตอบกลับแม้จะสนใจก็ตาม
สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ ข้อความเทมเพลตที่ชัดเจนว่าส่งหามวล การไม่ระบุเหตุผลที่ติดต่อคนนั้นโดยเฉพาะ การเร่งรัดให้ตัดสินใจทันที และการนำเสนอในแง่มุมที่เป็นประโยชน์ต่อองค์กรเพียงฝ่ายเดียว
จะบริหารคลังผู้มีศักยภาพจากกลุ่ม Passive Candidate อย่างไร
การหา passive candidate ไม่ใช่การค้นหาแบบครั้งเดียวจบ แต่เป็นกระบวนการสร้างและบริหารคลังผู้มีศักยภาพระยะยาว ไม่ใช่ทุกคนที่ตอบรับในทันที ส่วนหนึ่งอาจสนใจแต่ยังไม่พร้อม ส่วนอื่นอาจยังไม่ตอบกลับแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ
การบริหารคลังนี้ต้องทำสิ่งต่อไปนี้อย่างเป็นระบบ
บันทึกข้อมูลและสถานะให้ครบถ้วน บันทึกรายชื่อและข้อมูลการติดต่อทุกคนในระบบที่ทีมเข้าถึงได้ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็น ATS หรือสเปรดชีตที่ออกแบบมาสำหรับงานนี้โดยเฉพาะ ระบุสถานะการติดต่อ ความสนใจโดยประมาณ และจังหวะที่เหมาะสมในการติดตามผลแต่ละคน
ติดตามผลอย่างมีคุณค่า ไม่ใช่แค่แจ้งงานว่าง การส่งข้อความติดตามทุกครั้งโดยแนบแค่ประกาศงานทำให้ความสัมพันธ์ไม่พัฒนา แต่ถ้าแชร์บทความที่เกี่ยวข้องกับสายงานของเขา แจ้งข่าวองค์กรที่น่าสนใจ หรือเชิญเข้าร่วมกิจกรรมวิชาชีพ จะช่วยสร้างความไว้วางใจและทำให้ชื่อองค์กรอยู่ในใจของเขาอย่างต่อเนื่อง
กลับมาติดต่อใหม่เมื่อจังหวะเหมาะ บางคนที่ปฏิเสธในครั้งแรกอาจมีสถานการณ์เปลี่ยนไปในอีก 6-12 เดือนต่อมา การมีคลังผู้มีศักยภาพที่เป็นระบบทำให้ทีมสรรหาสามารถกลับมาติดต่อในเวลาที่เหมาะสมได้ แทนที่จะพลาดโอกาสเพราะไม่ได้บันทึกข้อมูลไว้
เชื่อมโยงคลังผู้มีศักยภาพกับการออกแบบ JD ที่ดี การที่ Smart JD ช่วยองค์กรสื่อสารตำแหน่งได้ชัดและน่าสนใจ ทำให้เมื่อกลับไปติดต่อคน เนื้อหาที่นำเสนอตำแหน่งเป็นมืออาชีพและตรงกับความต้องการของผู้รับสาร ไม่ใช่แค่รายการความต้องการขององค์กร
วัดผลกลยุทธ์การหา Passive Candidate อย่างไร
การประเมินผลอย่างสม่ำเสมอช่วยให้องค์กรจัดสรรทรัพยากรได้ถูกต้องและปรับกลยุทธ์ให้ดีขึ้นในแต่ละรอบ ตัวชี้วัดที่ควรติดตาม ได้แก่
อัตราการตอบกลับข้อความแรก บอกคุณภาพของข้อความและความแม่นยำในการเลือกกลุ่มเป้าหมาย ถ้าอัตรานี้ต่ำมาก ควรทบทวนทั้งโปรไฟล์ที่กำหนดและเนื้อหาในข้อความ
อัตราการเข้าสู่กระบวนการสัมภาษณ์ วัดว่าช่องทางที่ใช้นำมาซึ่งคนที่ตรงความต้องการจริงหรือเป็นเพียงคนที่ตอบรับด้วยความสุภาพแต่ไม่ได้ตรงกับตำแหน่ง
อัตราการรับงาน บอกว่าข้อเสนอและกระบวนการสัมภาษณ์สอดคล้องกับความคาดหวังของกลุ่ม passive candidate หรือไม่ ถ้าอัตรานี้ต่ำ อาจต้องทบทวนเงื่อนไขการจ้างและกระบวนการนำเสนอข้อเสนอ
ระยะเวลาดำรงตำแหน่งในช่วง 1-2 ปีแรก เพื่อประเมินคุณภาพการจับคู่ระหว่างผู้สมัครกับตำแหน่งในระยะยาว ซึ่งเป็นผลลัพธ์สุดท้ายที่สำคัญที่สุดของกระบวนการสรรหา
การวัดผลแต่ละช่องทางแยกกันช่วยให้เห็นว่า LinkedIn ให้ผลดีกว่าการแนะนำจากพนักงานในกรณีใด หรือในทางกลับกัน เพื่อจัดสรรเวลาและทรัพยากรให้เหมาะสมกับแต่ละประเภทตำแหน่ง นอกจากนี้ยังควรเปรียบเทียบกับข้อมูล โครงสร้างเงินเดือน ขององค์กรด้วยว่าข้อเสนอที่แข่งขันได้หรือไม่ เพราะ passive candidate มักมีมาตรฐานการเปรียบเทียบสูงกว่าผู้ที่กำลังหางานอยู่
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการหา Passive Candidate
การทำความเข้าใจข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นบ่อยช่วยให้ทีมสรรหาหลีกเลี่ยงได้ตั้งแต่ต้น
การไม่แยกความแตกต่างระหว่าง passive กับ active การส่งข้อความในลักษณะเดียวกับการประกาศงานทั่วไปให้ passive candidate มักไม่ได้ผล เพราะกลุ่มนี้ไม่ได้อยู่ในโหมดค้นหางาน การสื่อสารต้องปรับให้เน้นโอกาสและคุณค่า ไม่ใช่เน้นความต้องการของผู้จ้าง
การค้นหาเชิงรุกโดยไม่มีโปรไฟล์ที่ชัด ทีมสรรหาบางส่วนเริ่มค้นหาทันทีโดยไม่ได้ระบุโปรไฟล์ให้ชัดก่อน ทำให้เสียเวลาติดต่อคนที่ไม่เหมาะสม และอาจสร้างภาพลักษณ์ที่ไม่ดีให้กับองค์กรในกลุ่มวิชาชีพ
การไม่ติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ การติดต่อครั้งเดียวแล้วไม่มีการติดตามต่อทำให้คลังผู้มีศักยภาพไม่มีประโยชน์ ส่วนการติดตามบ่อยเกินไปโดยไม่ให้คุณค่าก็สร้างความรำคาญ สมดุลที่ดีคือการติดต่อในจังหวะที่มีเหตุผล เช่น เมื่อมีตำแหน่งใหม่ที่เหมาะกว่า หรือเมื่อมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสายงานของเขา
การมองข้ามคุณภาพของ JD passive candidate ที่สนใจจะเริ่มประเมินองค์กรจาก JD หรือข้อมูลที่ได้รับหลังการติดต่อครั้งแรก หาก JD เขียนไม่ดีหรือไม่ตรงกับสิ่งที่พูดคุยกัน ความสนใจที่มีอยู่ก็อาจหายไปได้
สำหรับองค์กรที่ต้องการพัฒนากระบวนการสรรหาให้เป็นระบบมากขึ้น ตั้งแต่การออกแบบ JD ที่ดึงดูดผู้สมัครคุณภาพ ไปจนถึงการวางคลังผู้มีศักยภาพที่ต่อเนื่อง Triple I พร้อมให้คำปรึกษาฟรี นัดคุยฟรีได้ที่ Smart JD
คำถามที่พบบ่อย
passive candidate คืออะไร
passive candidate คือบุคคลที่มีงานทำอยู่แล้วและไม่ได้กำลังหางานอย่างจริงจัง แต่อาจเปิดรับโอกาสใหม่หากข้อเสนอตรงกับความต้องการของตน ต่างจาก active candidate ที่กำลังสมัครงานอยู่ในปัจจุบัน
ทำไมองค์กรต้องหา passive candidate
คนเก่งในตลาดส่วนใหญ่ไม่ได้หางานอยู่ การมุ่งเน้นแค่ผู้สมัครที่ active จะตัดโอกาสเข้าถึงคนที่มีผลงานดีและอยู่กับองค์กรเดิมมานาน การขยายช่องทางไปหา passive candidate จึงเพิ่มคุณภาพกลุ่มผู้สมัครและลดแรงกดดันในการสรรหา
ช่องทางไหนดีที่สุดในการหา passive candidate
ไม่มีช่องทางเดียวที่ดีที่สุด แต่การผสมระหว่าง LinkedIn การแนะนำจากพนักงาน และการสร้างเครือข่ายในวงการอาชีพเฉพาะทาง มักให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการใช้ช่องทางใดช่องทางหนึ่ง
ข้อความทักครั้งแรกควรเขียนอย่างไรให้ passive candidate ตอบกลับ
ควรสั้น กระชับ และระบุเหตุผลชัดว่าทำไมถึงติดต่อคนนั้นโดยเฉพาะ แสดงให้เห็นว่าได้ศึกษาประวัติของเขา พูดถึงสิ่งที่โอกาสนี้เปิดให้เขา ไม่ใช่แค่ความต้องการขององค์กร และหลีกเลี่ยงการแปะ JD ทั้งหมดไปในข้อความแรก
passive candidate sourcing ต่างจากการโฆษณาหางานอย่างไร
การโฆษณาหางานรอให้ผู้สมัครมาหาองค์กร ส่วน passive candidate sourcing คือการที่องค์กรออกไปค้นหาและติดต่อผู้ที่มีศักยภาพก่อน ต้องใช้ความพยายามและทักษะการสื่อสารมากกว่า แต่เข้าถึงกลุ่มที่กว้างและมีคุณภาพกว่า
บทความที่เกี่ยวข้อง
เผยแพร่โดย
Triple I HR Consultingทีมที่ปรึกษาด้านโครงสร้างเงินเดือน ระบบประเมินผลงาน และ Job Description