ข้ามไปยังเนื้อหา
Triple I HR
← กลับไปบทความทั้งหมด

ขั้นตอนปลดพนักงานตามกฎหมายแรงงานไทย ทำอย่างไรให้ถูกต้อง

การปลดลดพนักงานตามกฎหมายต้องดำเนินการเป็นขั้นตอน ครอบคลุมทั้งการแจ้งล่วงหน้า การคำนวณค่าชดเชยตามอายุงาน การจัดทำเอกสาร และการสื่อสารที่ตรงไปตรงมา องค์กรที่ข้ามขั้นตอนเหล่านี้มีความเสี่ยงถูกร้องเรียนหรือถูกฟ้องร้องในภายหลัง แม้จะมีเหตุผลทางธุรกิจที่ชัดเจนก็ตาม

กระบวนการนี้ไม่ได้ซับซ้อนหากเริ่มต้นด้วยการวางแผนที่ดี พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และฉบับแก้ไข รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องวางกรอบที่ชัดเจนไว้ ปัญหาส่วนใหญ่ที่นำไปสู่ข้อพิพาทเกิดจากการละเลยขั้นตอนเอกสาร ไม่ใช่ความตั้งใจ

การปลดพนักงานกับการเลิกจ้างต่างกันอย่างไร

ในทางกฎหมาย “การเลิกจ้าง” ครอบคลุมกรณีที่นายจ้างฝ่ายเดียวสิ้นสุดสัญญาจ้างงาน ไม่ว่าจะเกิดจากพฤติกรรมของพนักงานหรือเหตุผลทางธุรกิจขององค์กร การ “ปลดลดพนักงาน” หรือการลดขนาดองค์กรจัดอยู่ในหมวดเดียวกัน และนายจ้างยังคงมีภาระผูกพันในการจ่ายค่าชดเชยและปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด

ข้อแตกต่างที่สำคัญคือ กรณีปลดลดเพราะเหตุทางธุรกิจ นายจ้าง “ไม่สามารถ” อ้างเหตุเพื่องดจ่ายค่าชดเชยได้ เว้นแต่จะมีเหตุที่กฎหมายบัญญัติโดยตรง เช่น การทุจริตหรือละทิ้งหน้าที่

กฎหมายกำหนดค่าชดเชยอย่างไร

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานกำหนดอัตราค่าชดเชยขั้นต่ำตามอายุงาน โดยใช้ฐานค่าจ้างอัตราสุดท้าย กรอบทั่วไปที่กฎหมายกำหนดมีลักษณะดังนี้

  • อายุงาน 120 วัน แต่ไม่ถึง 1 ปี: ค่าชดเชยไม่น้อยกว่า 30 วัน
  • อายุงาน 1 ปี แต่ไม่ถึง 3 ปี: ค่าชดเชยไม่น้อยกว่า 90 วัน
  • อายุงาน 3 ปี แต่ไม่ถึง 6 ปี: ค่าชดเชยไม่น้อยกว่า 180 วัน
  • อายุงาน 6 ปี แต่ไม่ถึง 10 ปี: ค่าชดเชยไม่น้อยกว่า 240 วัน
  • อายุงาน 10 ปี แต่ไม่ถึง 20 ปี: ค่าชดเชยไม่น้อยกว่า 300 วัน
  • อายุงาน 20 ปีขึ้นไป: ค่าชดเชยไม่น้อยกว่า 400 วัน

นอกจากค่าชดเชยแล้ว ยังต้องพิจารณาค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า (หากไม่ได้แจ้งล่วงหน้า) และค่าจ้างวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ยังค้างอยู่ ตัวเลขที่แน่นอนควรตรวจสอบกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เนื่องจากกฎหมายอาจมีการแก้ไขเพิ่มเติม

การแจ้งล่วงหน้าต้องทำอย่างไร

กฎหมายกำหนดให้แจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 1 รอบการจ่ายค่าจ้าง หรือนายจ้างอาจเลือกจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแทนก็ได้ อย่างไรก็ตาม ควรตรวจสอบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและสัญญาจ้างรายบุคคลว่ากำหนดระยะเวลาที่นานกว่านี้หรือไม่

การแจ้งที่ดีต้องเป็นลายลักษณ์อักษร ระบุวันที่มีผล เหตุผลของการเลิกจ้าง และสิทธิที่พนักงานจะได้รับ การแจ้งด้วยวาจาเพียงอย่างเดียวหรือผ่านช่องทางที่ไม่เป็นทางการอาจสร้างปัญหาหากมีข้อพิพาทในภายหลัง

เอกสารที่ต้องเตรียมมีอะไรบ้าง

ชุดเอกสารที่ควรจัดทำให้ครบก่อนและระหว่างกระบวนการประกอบด้วย

ก่อนดำเนินการ:

  • บันทึกการประชุมฝ่ายบริหารที่อนุมัติการปรับโครงสร้าง
  • แผนผังโครงสร้างองค์กรใหม่ที่แสดงตำแหน่งที่ถูกยุบ
  • รายงานการประเมินตำแหน่งที่ได้รับผลกระทบ

ระหว่างและหลังแจ้ง:

  • หนังสือแจ้งเลิกจ้างพร้อมใบรับลงนาม
  • ใบคำนวณค่าชดเชยและรายการสิทธิประโยชน์
  • ใบรับเงินค่าชดเชยที่ลงนามแล้ว
  • หนังสือรับรองการทำงาน

เอกสารเหล่านี้คือหลักฐานที่ช่วยปกป้ององค์กรหากมีการร้องเรียนต่อพนักงานตรวจแรงงานหรือฟ้องต่อศาลแรงงานในภายหลัง

การสื่อสารกับทีมที่เหลืออยู่ควรทำอย่างไร

หนึ่งในขั้นตอนที่มักถูกละเลยคือการสื่อสารกับพนักงานที่ยังอยู่กับองค์กร ความไม่ชัดเจนในช่วงนี้มักนำไปสู่การลาออกของคนที่องค์กรต้องการเก็บรักษาไว้

แนวทางที่ได้ผลคือ แจ้งให้ชัดเจนว่ากระบวนการเสร็จสิ้นแล้ว ไม่มีการปรับโครงสร้างเพิ่มเติม อธิบายทิศทางองค์กรข้างหน้า และเปิดโอกาสให้ซักถาม การสื่อสารที่ดีไม่ได้หมายถึงการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของผู้ที่ถูกปลด แต่หมายถึงการให้ภาพที่ชัดเจนเพียงพอแก่ทีมที่เหลือ

หากองค์กรกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านและต้องการทบทวนโครงสร้างองค์กรควบคู่ไปด้วย บทความเรื่องโครงสร้างเงินเดือนอาจช่วยให้เห็นภาพรวมของการวางระบบค่าตอบแทนหลังการปรับโครงสร้าง

ค่าชดเชยพิเศษในกรณีปรับโครงสร้างองค์กร

นอกจากค่าชดเชยตามอายุงานที่กฎหมายกำหนดขั้นต่ำ กรณีที่นายจ้างย้ายสถานประกอบการหรือเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่มีผลกระทบต่อพนักงาน กฎหมายอาจกำหนดสิทธิค่าชดเชยพิเศษแก่พนักงานที่ได้รับผลกระทบเพิ่มเติม

องค์กรที่มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือสัญญาจ้างที่ให้สิทธิสูงกว่ากฎหมาย เช่น กำหนดค่าชดเชยหลายเดือนเพิ่มเติม ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ด้วย ไม่อาจลดลงมาเหลือเพียงขั้นต่ำตามกฎหมาย

ดังนั้นก่อนกำหนดตัวเลขค่าชดเชยใด ๆ ให้ตรวจสอบทั้งสามแหล่ง ได้แก่ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน และสัญญาจ้างรายบุคคล แล้วใช้ตัวเลขที่สูงที่สุดเป็นฐาน

ความผิดพลาดที่พบบ่อยและวิธีหลีกเลี่ยง

จากประสบการณ์การให้คำปรึกษา ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในกระบวนการปลดลดพนักงานมีดังนี้

คำนวณค่าชดเชยผิด — มักเกิดจากใช้ฐานเงินเดือนไม่ครบ เช่น ไม่นับค่าครองชีพหรือค่าตำแหน่งที่จ่ายสม่ำเสมอ ซึ่งอาจนับเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างตามกฎหมาย นอกจากนี้ยังต้องรวมค่าล่วงเวลาค้างจ่ายและวันหยุดพักผ่อนที่ยังไม่ได้ใช้

ไม่มีเอกสารบันทึกเหตุผล — หากคดีขึ้นสู่ศาลแรงงาน ภาระการพิสูจน์ว่าการเลิกจ้างมีเหตุอันสมควรตกอยู่ที่นายจ้าง เอกสารที่บันทึกล่วงหน้าจึงมีความสำคัญมาก ยิ่งไปกว่านั้น หากการปรับโครงสร้างได้รับการอนุมัติในที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร ควรมีบันทึกการประชุมที่แสดงถึงเหตุผลทางธุรกิจและตำแหน่งที่ได้รับผลกระทบ

เลือกปลดพนักงานโดยไม่มีเกณฑ์ที่ชัดเจน — หากตำแหน่งที่ถูกยุบมีผู้ดำรงตำแหน่งหลายคน ควรมีเกณฑ์การคัดเลือกที่โปร่งใสและบันทึกไว้ ไม่ว่าจะเป็นเกณฑ์ด้านทักษะ ผลการปฏิบัติงาน หรือความจำเป็นต่อทิศทางองค์กรใหม่

แจ้งพร้อมกันทั้งแผนกโดยไม่มีการพูดคุยรายบุคคล — นอกจากจะสร้างบรรยากาศที่ไม่ดีแล้ว ยังเพิ่มความเสี่ยงที่พนักงานจะรู้สึกว่าตนได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม การสื่อสารรายบุคคลก่อนเป็นแนวปฏิบัติที่เหมาะสมกว่าเสมอ

ชำระค่าชดเชยล่าช้า — กฎหมายกำหนดระยะเวลาที่ต้องชำระค่าชดเชย การชำระช้าอาจทำให้นายจ้างต้องจ่ายดอกเบี้ยหรือเงินเพิ่มตามที่กฎหมายกำหนด

สำหรับการออกแบบโครงสร้างค่าตอบแทนใหม่หลังการปรับขนาดองค์กร สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความเปรียบเทียบ KPI และ OKRเพื่อเชื่อมการวัดผลงานกับระบบค่าตอบแทนที่ปรับใหม่


หากองค์กรของคุณกำลังวางแผนปรับขนาดหรือโครงสร้างทีม ทีมที่ปรึกษาของ Triple I พร้อมช่วยออกแบบกระบวนการให้เป็นไปตามกฎหมาย ควบคู่กับการวางโครงสร้างองค์กรและระบบค่าตอบแทนใหม่ที่สอดคล้องกับทิศทางธุรกิจ นัดคุยฟรีกับ Triple I ได้ที่นี่

คำถามที่พบบ่อย

การปลดพนักงานต้องจ่ายค่าชดเชยเท่าไร

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน กำหนดค่าชดเชยตามอายุงาน ตั้งแต่ 30 วัน (อายุงาน 120 วัน–1 ปี) ไปจนถึง 400 วัน (อายุงาน 20 ปีขึ้นไป) โดยคิดจากค่าจ้างอัตราสุดท้าย ตัวเลขที่แน่นอนให้ตรวจสอบกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

ต้องแจ้งล่วงหน้าก่อนปลดพนักงานนานแค่ไหน

กฎหมายกำหนดให้แจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 1 รอบการจ่ายค่าจ้าง หรือจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ทั้งนี้สัญญาจ้างหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอาจกำหนดระยะเวลาที่สูงกว่านี้

หากลดพนักงานเพราะปรับโครงสร้างองค์กร ต้องทำอะไรบ้าง

ต้องวิเคราะห์ตำแหน่งที่ได้รับผลกระทบให้ชัดเจน บันทึกเหตุผลทางธุรกิจ ดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย จ่ายค่าชดเชยตามสิทธิ และจัดทำเอกสารให้ครบถ้วนเพื่อป้องกันการร้องเรียนในภายหลัง

กรณีไหนที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย

กรณีเลิกจ้างโดยมีเหตุตามที่กฎหมายระบุ เช่น พนักงานทุจริต ละทิ้งหน้าที่ ฝ่าฝืนข้อบังคับฯ โดยได้รับการตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว หรือกระทำความผิดทางอาญาต่อนายจ้าง แต่ทุกกรณีต้องมีหลักฐานและเอกสารรองรับ

พนักงานฟ้องร้องหลังถูกปลดได้ไหม

ได้ พนักงานมีสิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานหรือฟ้องศาลแรงงาน หากเห็นว่าการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมหรือไม่ได้รับสิทธิตามกฎหมาย นายจ้างจึงควรดำเนินการให้ถูกต้องและมีเอกสารครบตั้งแต่ต้น


Triple I HR Consulting

เผยแพร่โดย

Triple I HR Consulting

ทีมที่ปรึกษาด้านโครงสร้างเงินเดือน ระบบประเมินผลงาน และ Job Description

อยากปรึกษาเรื่องนี้เพิ่มเติม?

นัดคุย 30 นาทีฟรี ไม่มีการขายในรอบแรก แค่เล่าให้เราฟัง

นัดคุยฟรี