การให้น้ำหนัก KPI แต่ละตัว ทำอย่างไรให้สมเหตุสมผล
เมื่อ KPI ของตำแหน่งหนึ่งมีหลายตัว คำถามที่ตามมาเสมอคือจะให้น้ำหนักแต่ละตัวเท่าไร และหลายองค์กรแก้ปัญหานี้ด้วยการหารเฉลี่ย เช่น มี 5 ตัว ก็ให้ตัวละ 20 เปอร์เซ็นต์ แต่วิธีนี้ไม่ได้สะท้อนว่า KPI แต่ละตัวสำคัญต่อตำแหน่งงานนั้นเท่ากันจริงหรือไม่
ทำไมน้ำหนัก KPI จึงสำคัญ
น้ำหนักบอกพนักงานและผู้บริหารว่าองค์กรให้ความสำคัญกับด้านใดมากกว่ากัน เมื่อพนักงานเห็นว่า KPI ตัวใดมีน้ำหนักสูงกว่า พวกเขาจะโฟกัสพลังงานและเวลาให้สอดคล้อง หากน้ำหนักไม่สะท้อนความสำคัญจริง พนักงานอาจทุ่มเทกับสิ่งที่ไม่ใช่หัวใจของตำแหน่ง
ในทางกลับกัน ระบบที่ให้น้ำหนักเท่ากันทุกตัวส่งสัญญาณโดยปริยายว่าทุก KPI สำคัญพอ ๆ กัน ซึ่งมักไม่ตรงกับความเป็นจริงของแต่ละตำแหน่ง
หลักการพื้นฐานในการกำหนดน้ำหนัก
การกำหนดน้ำหนัก KPI มีหลักการพื้นฐานที่ช่วยให้ตัดสินใจได้ชัดขึ้น:
- น้ำหนักรวมต้องเท่ากับ 100 เปอร์เซ็นต์: ไม่ว่าจะมี KPI กี่ตัว น้ำหนักรวมต้องครบ
- KPI ที่เชื่อมกับเป้าหมายองค์กรโดยตรงมักควรได้น้ำหนักสูงกว่า: หากมี KPI ที่ผลลัพธ์ส่งผลต่อทิศทางธุรกิจมากกว่าตัวอื่น น้ำหนักควรสะท้อนสิ่งนั้น
- KPI ที่วัดงานหลักของตำแหน่งควรได้น้ำหนักสูงกว่างานสนับสนุน: ตำแหน่งขายควรให้น้ำหนักกับผลลัพธ์การขายมากกว่ากิจกรรมบริหารจัดการ
- ไม่แนะนำให้ให้น้ำหนักต่ำกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ต่อตัว (เป็นแนวทางของ Triple I ไม่ใช่เกณฑ์สากล): หาก KPI ตัวใดสำคัญน้อยจนได้แค่ 3-4 เปอร์เซ็นต์ ควรพิจารณาว่าจำเป็นต้องมีในระบบหรือไม่
วิธีตั้งน้ำหนักที่อิงงานจริง
แนวทางหนึ่งที่ช่วยให้น้ำหนักสะท้อนงานจริงคือเริ่มจากระดับพื้นที่ผลลัพธ์หลัก (KRA) ก่อน
ขั้นที่ 1: กำหนดน้ำหนักให้แต่ละ KRA ก่อน โดยพิจารณาว่าพื้นที่ความรับผิดชอบใดสำคัญต่อตำแหน่งนั้นมากที่สุด น้ำหนักรวมของ KRA ทั้งหมดต้องเท่ากับ 100
ขั้นที่ 2: ในแต่ละ KRA ที่มี KPI หลายตัว ให้กำหนดน้ำหนักให้แต่ละ KPI ในสัดส่วนของ KRA นั้น ผลรวมน้ำหนักของ KPI ใน KRA หนึ่งต้องเท่ากับน้ำหนักของ KRA นั้น
น้ำหนักของแต่ละ KPI จึงมาจากความสำคัญของงานจริง
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการกำหนดน้ำหนัก
การให้น้ำหนักเท่ากันทุกตัว: เป็นวิธีที่ทำเร็วที่สุด แต่มักไม่สะท้อนงานจริง ตำแหน่งที่มี KPI ด้านผลลัพธ์ธุรกิจและด้านการรายงานสถิติในน้ำหนักเท่ากัน อาจส่งสัญญาณที่ผิดให้พนักงาน
การให้น้ำหนักตาม KPI ที่วัดง่าย: บางครั้ง KPI ที่วัดได้ชัดเจนที่สุดได้น้ำหนักสูง ทั้งที่ไม่ได้สำคัญที่สุด ซึ่งทำให้ KPI ที่สำคัญกว่าแต่วัดยากกว่าถูกประเมินต่ำกว่าที่ควร
การเปลี่ยนน้ำหนักทุกปีโดยไม่มีเหตุผลชัดเจน: หากองค์กรเปลี่ยนน้ำหนักบ่อยโดยไม่อธิบายที่มา พนักงานอาจสูญเสียความไว้วางใจในระบบ
วิธีตรวจสอบน้ำหนักที่กำหนดไว้
ก่อนประกาศ KPI ให้พนักงานรับทราบ ลองตรวจด้วยคำถามเหล่านี้:
- ถ้าพนักงานทำได้ดีเฉพาะ KPI ที่น้ำหนักสูง แต่ทำ KPI น้ำหนักต่ำได้ไม่ดี ผลลัพธ์รวมสะท้อนสิ่งที่ต้องการหรือไม่
- ถ้าสลับน้ำหนักระหว่าง KPI สองตัว ผลสุดท้ายจะเปลี่ยนมากน้อยแค่ไหน และการเปลี่ยนนั้นสมเหตุสมผลหรือไม่
- ผู้บริหารและพนักงานอธิบายได้ว่าทำไม KPI แต่ละตัวถึงได้น้ำหนักเท่านั้น
หากตอบไม่ได้ อาจถึงเวลากลับมาทบทวนน้ำหนักก่อนที่จะนำไปใช้จริง ดูแนวทางการออกแบบ KPI ในระดับองค์กรเพิ่มเติมได้ที่ KPI กับ OKR ต่างกันยังไง และเลือกใช้อะไรดี
สรุป
การให้น้ำหนัก KPI ที่ดีต้องอิงจากความสำคัญของงานจริงของตำแหน่ง การเริ่มจากระดับ KRA และกระจายน้ำหนักลงมาจะทำให้โครงสร้างน้ำหนักสมเหตุสมผลและอธิบายได้ การตรวจสอบก่อนประกาศช่วยให้น้ำหนัก KPI ส่งสัญญาณที่ถูกต้องให้พนักงาน
หากองค์กรของคุณต้องการวางโครงสร้าง KPI พร้อมน้ำหนักที่สมดุลสำหรับทุกตำแหน่ง ดูแนวทางได้ที่ระบบประเมินผลงานเชิงกลยุทธ์ (SPMS) ทักมาคุยกันได้ครับ ยินดีให้คำปรึกษาเบื้องต้นโดยไม่มีค่าใช้จ่าย
คำถามที่พบบ่อย
ทำไมไม่ควรให้น้ำหนัก KPI เท่ากันทุกตัว
การให้น้ำหนักเท่ากันทุกตัวไม่ได้สะท้อนว่า KPI แต่ละตัวสำคัญต่อตำแหน่งงานเท่ากันจริง พนักงานอาจโฟกัสพลังงานกับสิ่งที่ไม่ใช่หัวใจของงานได้
วิธีกำหนดน้ำหนัก KPI ที่อิงงานจริงทำอย่างไร
เริ่มจากกำหนดน้ำหนักให้แต่ละพื้นที่ผลลัพธ์หลัก (KRA) ก่อน โดยพิจารณาว่าพื้นที่ความรับผิดชอบใดสำคัญที่สุด จากนั้นจึงกระจายน้ำหนักลงไปในแต่ละ KPI ของ KRA นั้น วิธีนี้ทำให้น้ำหนักไหลมาจากความสำคัญของงานจริง ไม่ใช่หารเฉลี่ยจากจำนวน KPI
น้ำหนัก KPI ต่ำสุดที่เหมาะสมควรเป็นเท่าไร
ในแนวทางของ Triple I เราไม่แนะนำให้ให้น้ำหนักต่ำกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ต่อตัว หาก KPI ตัวใดสำคัญน้อยจนได้แค่ 3-4 เปอร์เซ็นต์ ควรพิจารณาว่าจำเป็นต้องมีในระบบหรือไม่
บทความที่เกี่ยวข้อง
เผยแพร่โดย
Triple I HR Consultingทีมที่ปรึกษาด้านโครงสร้างเงินเดือน ระบบประเมินผลงาน และ Job Description