ข้ามไปยังเนื้อหา
Triple I HR
← กลับไปบทความทั้งหมด

KPI ฝ่ายคลังสินค้าและโลจิสติกส์ ตั้งอย่างไรให้วัดได้จริง

ฝ่ายคลังสินค้าและโลจิสติกส์เป็นฝ่ายที่กระทบกับลูกค้าโดยตรง ทั้งในเรื่องความรวดเร็วในการส่งมอบ ความถูกต้องของสินค้า และต้นทุนที่รั่วไหลได้ในทุกจุด แต่หลายองค์กรยังตั้ง KPI ของฝ่ายนี้แบบกว้าง ๆ จนพนักงานไม่แน่ใจว่าจะโฟกัสที่อะไรก่อน

บทความนี้รวบรวมตัวอย่าง KPI ของฝ่ายคลังสินค้าและโลจิสติกส์ พร้อมอธิบายว่าแต่ละตัวเชื่อมกับเป้าหมายใด และปรับให้เหมาะกับบริบทขององค์กรอย่างไร

ทำไม KPI ฝ่ายนี้จึงต้องออกแบบให้ดี

งานคลังสินค้าและโลจิสติกส์มีจุดวัดที่ดูเผินว่าวัดง่าย เช่น จำนวนออร์เดอร์ที่จัดส่ง หรือเวลาในการรับสินค้า แต่ตัวชี้วัดเหล่านี้ถ้าตั้งโดดเดี่ยวโดยไม่เชื่อมกับเป้าหมายของฝ่ายหรือองค์กร ก็จะวัดเพียงปริมาณ ไม่ได้วัดคุณภาพของการส่งมอบจริง

หลักการที่ควรตั้งต้นคือ KPI แต่ละตัวของฝ่ายคลังสินค้าควรตอบได้ว่าเชื่อมกับเป้าหมายใดของฝ่ายหรือองค์กร เช่น ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจลูกค้า หรือปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน

ตัวอย่าง KPI ฝ่ายคลังสินค้าและโลจิสติกส์

ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นหลักการเชิงภาพ ไม่ใช่มาตรฐานตายตัว ตัวเลขเป้าหมายต้องกำหนดให้เหมาะกับขนาดและบริบทขององค์กร

  1. อัตราการจัดส่งตรงเวลา (On-Time Delivery Rate): วัดสัดส่วนของออร์เดอร์ที่ส่งถึงลูกค้าภายในกำหนดเวลาที่ตกลงกัน เชื่อมโดยตรงกับความพึงพอใจของลูกค้าและภาพลักษณ์ขององค์กร ตัวชี้วัดนี้ควรมาพร้อมกับการแยกสาเหตุความล่าช้า เช่น ปัญหาภายในหรือปัจจัยจากภายนอก

  2. อัตราความถูกต้องของการจัดออร์เดอร์ (Order Accuracy Rate): วัดว่าออร์เดอร์ที่ส่งออกไปถูกต้องครบถ้วนกี่เปอร์เซ็นต์ ข้อผิดพลาดในจุดนี้ส่งผลต่อต้นทุนการคืนสินค้าและความเชื่อมั่นของลูกค้า KPI นี้สัมพันธ์กับคุณภาพของกระบวนการหยิบสินค้าและการตรวจสอบก่อนส่ง

  3. อัตราการหมุนเวียนสินค้าคงคลัง (Inventory Turnover Rate): วัดว่าสินค้าในคลังถูกใช้หรือขายออกเร็วเพียงใดเทียบกับปริมาณที่เก็บ เชื่อมกับต้นทุนการถือครองสินค้าและประสิทธิภาพการจัดการคลัง การตั้งค่าเป้าหมายสำหรับตัวนี้ต้องพิจารณาลักษณะสินค้าและฤดูกาลด้วย

  4. ความแม่นยำของสินค้าคงคลัง (Inventory Accuracy): วัดว่าข้อมูลสต็อกในระบบตรงกับของจริงในคลังมากน้อยเพียงใด ความคลาดเคลื่อนในจุดนี้อาจนำไปสู่การสั่งซื้อเกินหรือสินค้าขาด ซึ่งส่งผลทั้งต่อต้นทุนและความสามารถในการตอบสนองลูกค้า

  5. ต้นทุนโลจิสติกส์ต่อออร์เดอร์ (Logistics Cost per Order): วัดต้นทุนเฉลี่ยในการจัดส่งแต่ละออร์เดอร์ เชื่อมกับเป้าหมายด้านประสิทธิภาพต้นทุน ตัวชี้วัดนี้ควรดูควบคู่กับตัวชี้วัดคุณภาพ เพราะการลดต้นทุนโดยไม่ดูระดับบริการอาจส่งผลกระทบต่อลูกค้าได้

  6. เวลาในการรับและตรวจสอบสินค้า (Receiving Lead Time): วัดระยะเวลาตั้งแต่รับสินค้าเข้าจนถึงพร้อมจัดเก็บหรือนำไปใช้ เชื่อมกับความรวดเร็วของห่วงโซ่อุปทานภายใน ความล่าช้าในจุดนี้อาจส่งผลต่อสายการผลิตหรือความพร้อมจำหน่าย

  7. อัตราสินค้าเสียหายหรือสูญหายในคลัง (Damage / Loss Rate): วัดสัดส่วนของสินค้าที่เสียหายหรือสูญหายระหว่างจัดเก็บหรือขนส่ง เชื่อมกับทั้งต้นทุนและมาตรฐานการดูแลรักษา KPI นี้บางครั้งต้องแยกระหว่างความรับผิดชอบภายในคลังกับระหว่างการขนส่ง

  8. อัตราการปฏิบัติตามแผนการจัดส่ง (Dispatch Plan Adherence): วัดว่าแผนการจัดส่งที่วางไว้ถูกปฏิบัติตามได้กี่เปอร์เซ็นต์ เชื่อมกับความสามารถในการบริหารจัดการเชิงรุกของทีม

หลักการปรับ KPI ให้เหมาะกับองค์กร

ก่อนนำตัวชี้วัดใดไปใช้จริง ควรตั้งคำถามสามข้อ:

  1. ตัวชี้วัดนี้พนักงานหรือทีมมีอิทธิพลต่อผลลัพธ์ได้จริงหรือไม่ หรือขึ้นกับปัจจัยภายนอกมากกว่า
  2. ข้อมูลที่ใช้วัดเก็บได้อย่างสม่ำเสมอและเชื่อถือได้หรือไม่
  3. ถ้าผลออกมาดีหรือไม่ดี ทีมรู้ว่าจะทำอะไรต่อไหม

หากตอบไม่ได้ข้อใดข้อหนึ่ง ควรปรับ KPI ก่อนนำไปใช้จริง นอกจากนี้ จำนวน KPI ต่อคนหรือต่อทีมควรจำกัดให้พอเหมาะ เพื่อให้มีโฟกัสในงานที่สำคัญจริง สามารถอ่านเปรียบเทียบแนวคิดการตั้งเป้าหมายแบบอื่นเพิ่มเติมได้ที่ KPI กับ OKR ต่างกันยังไง เลือกแบบไหนดีสำหรับองค์กรคุณ

สรุป

KPI ฝ่ายคลังสินค้าและโลจิสติกส์ที่ดีต้องวัดทั้งคุณภาพการส่งมอบ ต้นทุน และความถูกต้องของข้อมูล นอกเหนือจากปริมาณงาน ควรเลือกตัวชี้วัดที่เชื่อมกับเป้าหมายฝ่ายและองค์กรได้อย่างชัดเจน และไม่ควรตั้งเพียงเพราะวัดง่าย

หากองค์กรของคุณกำลังออกแบบหรือทบทวน KPI ของฝ่ายคลังสินค้าและต้องการกรอบที่เชื่อมจากเป้าหมายองค์กรลงถึงระดับทีม ดูแนวทางได้ที่ระบบประเมินผลงานเชิงกลยุทธ์ (SPMS) ทักมาคุยกันได้ครับ ยินดีให้คำปรึกษาเบื้องต้นโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

คำถามที่พบบ่อย

KPI ฝ่ายคลังสินค้าควรวัดตัวชี้วัดใดบ้าง

ตัวชี้วัดหลักที่ควรพิจารณา ได้แก่ อัตราการจัดส่งตรงเวลา ความถูกต้องของการจัดออร์เดอร์ ความแม่นยำของสินค้าคงคลัง ต้นทุนโลจิสติกส์ต่อออร์เดอร์ และอัตราสินค้าเสียหายหรือสูญหาย โดยแต่ละตัวควรเชื่อมกับเป้าหมายของฝ่ายหรือองค์กรอย่างชัดเจน

วิธีตรวจสอบว่า KPI ที่ตั้งไว้เหมาะสมกับองค์กรหรือไม่

ควรตั้งคำถามสามข้อ คือ พนักงานมีอิทธิพลต่อผลลัพธ์ได้จริงหรือไม่ ข้อมูลที่ใช้วัดเก็บได้สม่ำเสมอและเชื่อถือได้หรือไม่ และถ้าผลออกมาดีหรือไม่ดีทีมรู้ว่าจะทำอะไรต่อหรือไม่ หากตอบไม่ได้ข้อใดข้อหนึ่งควรปรับ KPI ก่อนนำไปใช้จริง

อัตราการหมุนเวียนสินค้าคงคลังเกี่ยวข้องกับต้นทุนอย่างไร

อัตราการหมุนเวียนสินค้าคงคลังวัดว่าสินค้าถูกใช้หรือขายออกเร็วเพียงใดเทียบกับปริมาณที่เก็บ ซึ่งเชื่อมโดยตรงกับต้นทุนการถือครองสินค้าและประสิทธิภาพการจัดการคลัง การตั้งค่าเป้าหมายต้องพิจารณาลักษณะสินค้าและฤดูกาลด้วย


Triple I HR Consulting

เผยแพร่โดย

Triple I HR Consulting

ทีมที่ปรึกษาด้านโครงสร้างเงินเดือน ระบบประเมินผลงาน และ Job Description

อยากปรึกษาเรื่องนี้เพิ่มเติม?

นัดคุย 30 นาทีฟรี ไม่มีการขายในรอบแรก แค่เล่าให้เราฟัง

นัดคุยฟรี