ข้ามไปยังเนื้อหา
Triple I HR
← กลับไปบทความทั้งหมด

KPI กับ KRA ต่างกันอย่างไร และใช้ร่วมกันอย่างไร

ในการออกแบบระบบประเมินผล คำสองคำที่มักใช้สลับกันโดยไม่ได้ตั้งใจคือ KPI และ KRA ทั้งที่สองคำนี้มีบทบาทต่างกัน และการสับสนระหว่างกันทำให้การออกแบบตัวชี้วัดขาดโครงสร้างที่ควรมี

บทความนี้อธิบายความหมายของแต่ละคำ บทบาทในระบบประเมินผล และวิธีนำทั้งสองมาใช้ร่วมกัน

KRA คืออะไร

KRA ย่อมาจาก Key Result Area หมายถึงพื้นที่ผลลัพธ์หลักของตำแหน่งงาน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือขอบเขตความรับผิดชอบหลักที่ตำแหน่งนั้นต้องส่งมอบให้องค์กร

KRA ไม่ใช่ตัวเลขหรือเป้าหมาย แต่เป็นหมวดหมู่ที่บอกว่าตำแหน่งนี้รับผิดชอบเรื่องอะไร ตัวอย่างเชิงหลักการ: ตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายขายอาจมี KRA ในหมวดการพัฒนาลูกค้าใหม่ การรักษาฐานลูกค้าเดิม และการพัฒนาทีมงาน สามหมวดนี้คือพื้นที่ที่ตำแหน่งนั้นต้องรับผิดชอบผล

KPI คืออะไร และสัมพันธ์กับ KRA อย่างไร

KPI ย่อมาจาก Key Performance Indicator หมายถึงตัวชี้วัดที่ใช้วัดว่าแต่ละ KRA ทำได้ดีแค่ไหน KPI จึงอยู่ภายใต้ KRA เสมอ ไม่ใช่อยู่ในระดับเดียวกัน

ความสัมพันธ์ระหว่างสองสิ่งนี้คือ KRA บอกว่า “รับผิดชอบอะไร” ส่วน KPI บอกว่า “วัดว่าทำได้ดีแค่ไหนด้วยอะไร”

ตัวอย่างเชิงหลักการ: KRA ว่าด้วยการพัฒนาลูกค้าใหม่อาจมี KPI ที่ดูจำนวนลูกค้าใหม่ในไตรมาส หรืออัตราการเปลี่ยนจากผู้สนใจเป็นลูกค้า ตัวเลขเหล่านี้เป็นแนวทางเชิงหลักการ ไม่ใช่ตัวเลขเป้าจริง

ทำไมต้องแยก KRA กับ KPI ออกจากกัน

การออกแบบระบบโดยแยก KRA และ KPI ออกจากกันให้ประโยชน์หลักสองข้อ

ข้อแรกคือโครงสร้างที่ชัดเจน เมื่อมี KRA เป็นหมวดก่อน KPI ที่สร้างขึ้นจะครอบคลุมความรับผิดชอบหลักทุกด้านของตำแหน่ง และไม่กระจุกตัวอยู่แค่บางด้านที่วัดง่าย ปัญหาที่พบบ่อยในระบบที่ไม่มี KRA คือ KPI ส่วนใหญ่วัดเฉพาะสิ่งที่ผลิตหรือขาย แต่ไม่มีตัวชี้วัดด้านการพัฒนาทีมหรือคุณภาพกระบวนการ

ข้อที่สองคือน้ำหนักที่สมดุล KRA ช่วยให้กำหนดน้ำหนักในระดับหมวดก่อน แล้วจึงกระจาย KPI ในแต่ละหมวด แทนที่จะให้น้ำหนักแก่ KPI ทีละตัวโดยตรงซึ่งมักทำให้น้ำหนักรวมไม่สะท้อนความสำคัญของแต่ละด้านงาน

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการออกแบบ KRA และ KPI

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือการสับสนระหว่าง KRA กับ KPI แล้วใส่ทั้งสองอย่างในแถวเดียวกัน เช่น เขียน “KPI: ดูแลลูกค้าให้ดี” ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็น KRA ไม่ใช่ KPI เพราะยังไม่มีตัววัดที่ชัดเจน

ข้อผิดพลาดอีกข้อคือสร้าง KRA ที่ทับซ้อนกัน เช่น มีทั้ง “ยอดขาย” และ “รายได้” เป็น KRA แยกกัน ทั้งที่ทั้งสองครอบคลุมพื้นที่เดียวกัน ความทับซ้อนนี้ทำให้น้ำหนักบิดเบือน และพนักงานอาจโฟกัสผิดจุด

กี่ KRA ต่อตำแหน่งถึงเหมาะสม

ไม่มีตัวเลขมาตรฐานที่ใช้ได้กับทุกตำแหน่ง แต่หลักการที่พบบ่อยคือ KRA ต่อตำแหน่งควรครอบคลุมพื้นที่หลักโดยไม่ทับซ้อน และมีจำนวนพอที่จะให้น้ำหนักรวมกันได้อย่างสมดุล

ตำแหน่งที่มีขอบเขตงานกว้างอาจต้องการ KRA มากกว่าตำแหน่งที่เน้นงานเฉพาะทาง สิ่งสำคัญคือ KRA แต่ละตัวต้องเป็นพื้นที่ที่ตำแหน่งนั้นมีอิทธิพลต่อผลได้จริง ไม่ใช่แค่เขียนให้ครบ

อ่านแนวทางการเปรียบเทียบกรอบประเมินผลประเภทอื่นได้ที่ KPI กับ OKR ต่างกันยังไง และเลือกใช้อะไรดี

สรุป

KRA คือพื้นที่ความรับผิดชอบหลัก ส่วน KPI คือตัวชี้วัดที่ใช้วัดว่าแต่ละพื้นที่นั้นทำได้ดีแค่ไหน ทั้งสองทำงานร่วมกันในระดับที่ต่างกัน ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน การแยกโครงสร้างให้ชัดตั้งแต่ต้นช่วยให้ระบบ KPI ครอบคลุมงานจริงของแต่ละตำแหน่ง และน้ำหนักสะท้อนความสำคัญของแต่ละด้านได้ดีขึ้น

หากองค์กรของคุณกำลังวางโครงสร้าง KRA และ KPI ให้แต่ละตำแหน่งอย่างเป็นระบบ ดูแนวทางได้ที่ระบบประเมินผลงานเชิงกลยุทธ์ (SPMS) ทักมาคุยกันได้ครับ ยินดีให้คำปรึกษาเบื้องต้นโดยไม่มีค่าใช้จ่าย


อยากปรึกษาเรื่องนี้เพิ่มเติม?

นัดคุย 30 นาทีฟรี ไม่มีการขายในรอบแรก แค่เล่าให้เราฟัง

นัดคุยฟรี