ข้ามไปยังเนื้อหา
Triple I HR
← กลับไปบทความทั้งหมด

KPI ฝ่ายจัดซื้อ ตั้งอย่างไรให้สะท้อนคุณค่าจริงของงาน

งานจัดซื้อถือเป็นฝ่ายที่ส่งผลต่อต้นทุนขององค์กรโดยตรง แต่หากตั้ง KPI ของฝ่ายนี้โดยวัดเพียงจำนวนการสั่งซื้อหรือการลดราคา ก็อาจมองข้ามมิติสำคัญอย่างคุณภาพซัพพลายเออร์และการบริหารความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน

บทความนี้รวบรวมตัวอย่าง KPI ฝ่ายจัดซื้อที่ครอบคลุมมิติสำคัญ พร้อมอธิบายว่าแต่ละตัวเชื่อมกับเป้าหมายใดและควรปรับให้เหมาะกับบริบทขององค์กรอย่างไร

ทำไม KPI จัดซื้อต้องมองมากกว่าแค่ต้นทุน

งานจัดซื้อที่มีประสิทธิภาพต้องสร้างสมดุลระหว่างต้นทุน คุณภาพ และความน่าเชื่อถือของห่วงโซ่อุปทาน ฝ่ายจัดซื้อที่ลดต้นทุนระยะสั้นด้วยการเลือกซัพพลายเออร์ที่มีคุณภาพต่ำอาจสร้างต้นทุนซ่อนเร้นในด้านอื่น

KPI ของฝ่ายจัดซื้อที่ดีจึงควรสะท้อนมิติหลักของงานให้ครบ ได้แก่ ต้นทุน คุณภาพ เวลา และการบริหารความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์

ตัวอย่าง KPI ฝ่ายจัดซื้อ

ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นหลักการเชิงภาพสำหรับการออกแบบ ตัวเลขเป้าหมายต้องกำหนดให้เหมาะกับขนาดและบริบทขององค์กรของแต่ละแห่ง

  1. ประหยัดต้นทุนจากการจัดซื้อ (Procurement Cost Savings): วัดส่วนต่างระหว่างราคาที่ซื้อได้จริงกับราคาอ้างอิง (เช่น ราคาตลาด หรือราคาเดิมที่เคยซื้อ) เชื่อมกับเป้าหมายด้านประสิทธิภาพต้นทุนขององค์กร ควรระวังไม่ให้วัดตัวนี้โดดเดี่ยว เพราะการลดราคาอย่างเดียวอาจกระทบคุณภาพ

  2. อัตราการส่งมอบตรงเวลาของซัพพลายเออร์ (Supplier On-Time Delivery Rate): วัดสัดส่วนที่ซัพพลายเออร์ส่งสินค้าหรือบริการตามกำหนดที่ตกลง เชื่อมกับความต่อเนื่องของการผลิตและการให้บริการลูกค้า KPI นี้สะท้อนทั้งคุณภาพซัพพลายเออร์และทักษะการบริหารสัญญาของทีม

  3. อัตราการปฏิเสธสินค้าจากซัพพลายเออร์ (Supplier Rejection Rate): วัดสัดส่วนของสินค้าหรือวัตถุดิบที่ได้รับแล้วไม่ผ่านการตรวจรับ เชื่อมกับคุณภาพในกระบวนการผลิตและต้นทุนการส่งคืน ตัวชี้วัดนี้บอกทั้งเรื่องการคัดเลือกซัพพลายเออร์และมาตรฐานการตรวจรับสินค้า

  4. ระยะเวลาวงจรการจัดซื้อ (Purchase Order Cycle Time): วัดระยะเวลาเฉลี่ยตั้งแต่รับคำขอจัดซื้อจนถึงออกใบสั่งซื้อ เชื่อมกับความรวดเร็วในการสนับสนุนฝ่ายอื่น ๆ ในองค์กร การลดเวลาในจุดนี้ช่วยให้ฝ่ายที่ต้องการวัตถุดิบหรือบริการสามารถวางแผนงานได้ดีขึ้น

  5. ความหลากหลายของฐานซัพพลายเออร์ (Supplier Base Diversification): วัดสัดส่วนการพึ่งพาซัพพลายเออร์รายใหญ่ที่สุด เชื่อมกับการบริหารความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน การพึ่งพาซัพพลายเออร์รายเดียวมากเกินไปอาจสร้างความเปราะบางเมื่อเกิดปัญหาที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

  6. คะแนนประเมินซัพพลายเออร์ (Supplier Performance Score): วัดผลการประเมินซัพพลายเออร์อย่างสม่ำเสมอตามเกณฑ์ที่กำหนด เช่น คุณภาพ ตรงเวลา และการสื่อสาร เชื่อมกับการพัฒนาและบริหารความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์กับซัพพลายเออร์

  7. อัตราการใช้สัญญาจัดซื้อ (Contract Compliance Rate): วัดสัดส่วนการซื้อที่ดำเนินการผ่านสัญญาที่มีอยู่แทนการซื้อนอกสัญญา เชื่อมกับการควบคุมต้นทุนและความโปร่งใสในกระบวนการจัดซื้อ

  8. ต้นทุนการดำเนินงานด้านจัดซื้อ (Procurement Operating Cost): วัดต้นทุนในการดำเนินงานของฝ่ายจัดซื้อเองเทียบกับปริมาณงานหรือมูลค่าการจัดซื้อ เชื่อมกับประสิทธิภาพการดำเนินงานของฝ่าย ควรดูควบคู่กับตัวชี้วัดคุณภาพเสมอ

วิธีปรับ KPI ให้เหมาะกับองค์กร

KPI จัดซื้อที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับลักษณะธุรกิจและห่วงโซ่อุปทานขององค์กร ตัวอย่างเช่น องค์กรที่พึ่งพาวัตถุดิบเฉพาะทางอาจให้น้ำหนักกับ KPI ด้านความเสี่ยงซัพพลายเออร์มากกว่าต้นทุน ขณะที่องค์กรที่มีปริมาณการจัดซื้อสูงอาจโฟกัสที่ประสิทธิภาพกระบวนการ

สิ่งสำคัญคือตรวจสอบว่าพนักงานในฝ่ายจัดซื้อมีอิทธิพลต่อผลของตัวชี้วัดนั้นจริงหรือไม่ บางตัวเลขในงานจัดซื้ออาจขึ้นกับปัจจัยตลาดหรือซัพพลายเออร์มากกว่าการตัดสินใจของทีม อ่านเพิ่มเติมเรื่องหลักการออกแบบตัวชี้วัดได้ที่ KPI กับ OKR ต่างกันยังไง เลือกแบบไหนดีสำหรับองค์กรคุณ

สรุป

KPI ฝ่ายจัดซื้อที่ออกแบบดีจะครอบคลุมทั้งมิติต้นทุน คุณภาพ เวลา และการบริหารความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์ การเชื่อมตัวชี้วัดเหล่านี้กับเป้าหมายฝ่ายและองค์กรจะทำให้ KPI มีความหมายและนำไปสู่การปรับปรุงจริง

หากองค์กรกำลังทบทวนระบบ KPI ของฝ่ายจัดซื้อและต้องการกรอบที่เชื่อมกับกลยุทธ์องค์กรได้อย่างชัดเจน ดูแนวทางได้ที่ระบบประเมินผลงานเชิงกลยุทธ์ (SPMS) ทักมาคุยกันได้ครับ ยินดีให้คำปรึกษาเบื้องต้นโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

คำถามที่พบบ่อย

ฝ่ายจัดซื้อควรวัด KPI ด้านใดบ้าง

ควรครอบคลุม 4 มิติหลัก ได้แก่ ต้นทุน คุณภาพซัพพลายเออร์ เวลา และการบริหารความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์ ตัวอย่างเช่น อัตราการส่งมอบตรงเวลา อัตราการปฏิเสธสินค้า และระยะเวลาวงจรการจัดซื้อ

ทำไมวัด KPI จัดซื้อแค่การลดต้นทุนอย่างเดียวไม่พอ

การลดราคาอย่างเดียวอาจกระทบคุณภาพซัพพลายเออร์และสร้างต้นทุนซ่อนเร้นในด้านอื่น เช่น ต้นทุนการส่งคืนสินค้าหรือความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน KPI ที่ดีจึงต้องสะท้อนทั้งต้นทุนและคุณภาพควบคู่กัน

จะปรับ KPI จัดซื้อให้เหมาะกับองค์กรได้อย่างไร

ควรพิจารณาลักษณะธุรกิจและห่วงโซ่อุปทานขององค์กร รวมถึงตรวจสอบว่าพนักงานมีอิทธิพลต่อผลของตัวชี้วัดนั้นจริงหรือไม่ เพราะบางตัวเลขอาจขึ้นกับปัจจัยตลาดหรือซัพพลายเออร์มากกว่าการตัดสินใจของทีม


Triple I HR Consulting

เผยแพร่โดย

Triple I HR Consulting

ทีมที่ปรึกษาด้านโครงสร้างเงินเดือน ระบบประเมินผลงาน และ Job Description

อยากปรึกษาเรื่องนี้เพิ่มเติม?

นัดคุย 30 นาทีฟรี ไม่มีการขายในรอบแรก แค่เล่าให้เราฟัง

นัดคุยฟรี