ข้ามไปยังเนื้อหา
Triple I HR
← กลับไปบทความทั้งหมด

KPI ฝ่ายการตลาด ตัวชี้วัดสำคัญและวิธีเลือกให้เหมาะกับเป้าหมาย

ฝ่ายการตลาดมักเป็นฝ่ายที่ตั้ง KPI ยากที่สุดในองค์กร เพราะผลงานการตลาดไม่ได้แสดงผลทันทีเหมือนยอดขาย และหลายผลลัพธ์มีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้หลายองค์กรเลือกวัดเฉพาะสิ่งที่วัดง่าย เช่น จำนวนโพสต์หรือยอดผู้ติดตาม แทนที่จะวัดสิ่งที่สำคัญต่อเป้าหมายธุรกิจจริง

บทความนี้รวบรวมตัวอย่าง KPI ฝ่ายการตลาดที่สะท้อนหลักการที่ดี พร้อมอธิบายว่าแต่ละตัวเชื่อมกับเป้าหมายอะไร และควรปรับใช้อย่างไรตามบริบทขององค์กร

หลักการพื้นฐานก่อนตั้ง KPI ฝ่ายการตลาด

ก่อนเลือก KPI ควรถามตัวเองก่อนว่า ฝ่ายการตลาดขององค์กรนี้มีบทบาทหลักอะไร ซึ่งอาจต่างกันระหว่างองค์กร บางองค์กรต้องการให้การตลาดสร้าง lead ให้ทีมขาย บางองค์กรต้องการสร้าง brand awareness บางองค์กรต้องการรักษาลูกค้าเดิม

คำตอบของคำถามนี้จะกำหนดว่า KPI ชุดใดเหมาะกับองค์กรนั้น การนำ KPI ของบริษัทอื่นมาใช้โดยไม่พิจารณาบทบาทของฝ่ายการตลาดตัวเอง มักทำให้วัดสิ่งที่ไม่ตรงกับเป้าหมาย

ตัวอย่าง KPI ฝ่ายการตลาด

ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นเชิงหลักการเพื่ออธิบายว่า KPI แต่ละตัวเชื่อมกับเป้าหมายอะไร ตัวเลขเป้าหมายจริงต้องกำหนดตามบริบทขององค์กร

1. จำนวน qualified lead ที่ส่งให้ทีมขาย เชื่อมกับเป้าหมาย: การสนับสนุนการเติบโตรายได้ผ่านการหาลูกค้าใหม่ KPI นี้วัดว่าการตลาดส่ง lead ที่มีคุณภาพให้ทีมขายจริงหรือไม่ ไม่ใช่แค่จำนวน lead รวม เพราะ lead ที่ไม่มีคุณภาพสร้างภาระให้ทีมขายโดยไม่เพิ่มรายได้

2. อัตราการแปลง lead เป็นลูกค้า (conversion rate) เชื่อมกับเป้าหมาย: ประสิทธิภาพของ funnel การตลาดโดยรวม ตัวชี้วัดนี้บอกว่ากระบวนการตลาดตั้งแต่ต้นจนจบมีประสิทธิภาพเพียงใด การที่ conversion rate ต่ำอาจบ่งชี้ว่า lead ไม่ตรงกลุ่ม หรือ content ไม่ตอบโจทย์ที่ถูกจุด

3. ต้นทุนต่อ lead (cost per lead) เชื่อมกับเป้าหมาย: ประสิทธิภาพของงบประมาณการตลาด ตัวชี้วัดนี้ช่วยให้เปรียบเทียบประสิทธิภาพของช่องทางต่าง ๆ ได้ องค์กรที่ลงทุนหลายช่องทางควรรู้ว่าช่องทางใดให้ lead ในต้นทุนที่คุ้มค่ากว่า

4. อัตราการเปิดอีเมลและ click-through rate (สำหรับการตลาดผ่านอีเมล) เชื่อมกับเป้าหมาย: ประสิทธิภาพของการสื่อสารกับฐานลูกค้าและ prospect ตัวชี้วัดนี้สะท้อนว่า content ที่ส่งออกตรงกับความสนใจของผู้รับหรือไม่ อัตราที่ต่ำบ่งชี้ถึงความจำเป็นต้องปรับ messaging หรือการแบ่งกลุ่มผู้รับ

5. การเติบโตของ organic traffic เชื่อมกับเป้าหมาย: การสร้าง brand visibility ในระยะยาวผ่าน SEO และ content ตัวชี้วัดนี้บอกว่าการลงทุนด้าน content และ SEO ให้ผลหรือไม่ การเติบโตของ organic traffic ช้ากว่าผลของโฆษณา แต่มีความยั่งยืนกว่าเมื่อหยุดใช้งบ

6. ความพึงพอใจของกลุ่มเป้าหมายต่อ brand เชื่อมกับเป้าหมาย: การสร้างและรักษาคุณค่าของ brand ในระยะยาว ตัวชี้วัดนี้วัดได้จากการสำรวจหรือการติดตาม sentiment บนช่องทางต่าง ๆ สำหรับองค์กรที่มีแบรนด์เป็นสินทรัพย์หลัก มิตินี้สำคัญไม่แพ้ตัวเลขรายได้

7. อัตราการรักษาลูกค้าเดิม (customer retention rate) เชื่อมกับเป้าหมาย: การตลาดเพื่อรักษาฐานรายได้ที่มีอยู่ สำหรับองค์กรที่ให้ฝ่ายการตลาดดูแล lifecycle ของลูกค้าด้วย ตัวชี้วัดนี้บอกว่าการสื่อสารและ engagement ช่วยให้ลูกค้าอยู่กับองค์กรหรือไม่

8. ระยะเวลาเฉลี่ยของวงจรการซื้อ (sales cycle length) เชื่อมกับเป้าหมาย: ประสิทธิภาพของ nurturing และการให้ข้อมูลแก่ prospect ในตลาด B2B หรือสินค้ามูลค่าสูง การตลาดมีบทบาทในการให้ข้อมูลและสร้างความเชื่อมั่นก่อนการตัดสินใจซื้อ KPI นี้บอกว่ากระบวนการนั้นช่วยร่นระยะเวลาได้หรือไม่

วิธีปรับ KPI เหล่านี้ให้เหมาะกับองค์กร

ตัวอย่างข้างต้นไม่ใช่รายการที่ต้องใช้ทั้งหมด แนวทางในการเลือกและปรับ ได้แก่:

  1. เลือกเฉพาะ KPI ที่สะท้อนบทบาทหลักของฝ่ายการตลาดในองค์กรนั้น
  2. ตรวจสอบว่ามีข้อมูลพร้อมสนับสนุนการวัดแต่ละตัวหรือไม่ KPI ที่วัดไม่ได้ด้วยข้อมูลที่มีอยู่ไม่ควรนำมาใช้
  3. กำหนดเป้าหมายจากข้อมูลฐาน (baseline) ขององค์กรเอง ไม่ใช่จากตัวเลขอุตสาหกรรมที่ไม่ทราบบริบท
  4. ทบทวน KPI รายไตรมาสว่ายังสะท้อนทิศทางองค์กรในช่วงนั้นหรือไม่

สำหรับหลักการออกแบบ KPI ในภาพรวมและการเปรียบเทียบกับกรอบอื่น อ่านเพิ่มได้ที่ KPI กับ OKR ต่างกันอย่างไร

สรุป

KPI ฝ่ายการตลาดที่ดีไม่ใช่การรวบรวมตัวเลขให้มากที่สุด แต่คือการเลือกตัวชี้วัดที่บอกได้ว่าการตลาดสร้างคุณค่าต่อเป้าหมายธุรกิจได้จริงหรือไม่ การเริ่มจากคำถามว่าฝ่ายการตลาดต้องส่งมอบอะไรให้องค์กรจะช่วยให้เลือก KPI ได้ตรงกว่าการเลือกจากรายการสำเร็จรูป

หากองค์กรของคุณกำลังออกแบบ KPI สำหรับฝ่ายการตลาดหรือทบทวนระบบประเมินผลรายฝ่าย ดูแนวทางได้ที่ระบบประเมินผลงานเชิงกลยุทธ์ (SPMS) ทักมาคุยกันได้ครับ ยินดีให้คำปรึกษาเบื้องต้นโดยไม่มีค่าใช้จ่าย


อยากปรึกษาเรื่องนี้เพิ่มเติม?

นัดคุย 30 นาทีฟรี ไม่มีการขายในรอบแรก แค่เล่าให้เราฟัง

นัดคุยฟรี