การจัดการความรู้ในองค์กร ทำอย่างไรให้ได้ผลจริงในทุกขนาด
การจัดการความรู้ในองค์กร คือการสร้างระบบให้ความรู้สำคัญไม่ได้อยู่กับคนคนเดียว แต่กระจายสู่ทีมและองค์กรอย่างมีโครงสร้าง โดยครอบคลุมทั้งการระบุ รวบรวม จัดเก็บ ถ่ายทอด และนำความรู้กลับมาใช้ประโยชน์อย่างต่อเนื่อง องค์กรที่ทำได้ดีจะลดการพึ่งพาบุคคล เร่งการเติบโตของพนักงานใหม่ และรักษาศักยภาพการแข่งขันได้แม้มีการเปลี่ยนแปลงทีม
ในยุคที่พนักงานเปลี่ยนงานบ่อยขึ้น ความรู้เฉพาะทางที่สะสมมาหลายปีอาจออกไปพร้อมกับใบลาออกใบเดียว องค์กรที่ยังพึ่งความทรงจำส่วนตัวของพนักงานแต่ละคนเป็นหลัก มักพบว่าตัวเองต้องเริ่มต้นใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในงานที่ควรจะชำนาญแล้ว
การจัดการความรู้ในองค์กรคืออะไร
การจัดการความรู้ (Knowledge Management) คือกระบวนการจัดการสินทรัพย์ทางปัญญาขององค์กรอย่างเป็นระบบ นักวิชาการด้านการจัดการความรู้แบ่งความรู้ออกเป็นสองประเภทหลัก ได้แก่
ความรู้แบบชัดแจ้ง คือความรู้ที่เขียนเป็นเอกสาร คู่มือ ขั้นตอน หรือสูตรได้โดยตรง เช่น วิธีใช้ระบบ HRIS ขั้นตอนการสรรหาพนักงาน หรือนโยบายสวัสดิการ
ความรู้แบบฝังลึก คือความรู้ที่อยู่ในประสบการณ์และการตัดสินใจของคน บอกเล่าได้ยาก เช่น การอ่านสถานการณ์ว่าเมื่อใดควรเจรจาและเมื่อใดควรยืนหยัด หรือวิธีรับมือกับลูกค้ารายสำคัญที่มีบุคลิกเฉพาะ
ระบบการจัดการความรู้ที่สมบูรณ์ต้องครอบคลุมทั้งสองประเภท และออกแบบให้ความรู้ทั้งสองรูปแบบไหลเวียนได้จริงในองค์กร
ทำไมการจัดการความรู้จึงเป็นเรื่องเร่งด่วนสำหรับองค์กรไทย
ปัจจัยหลายอย่างทำให้การจัดการความรู้มีความสำคัญมากขึ้นในบริบทปัจจุบัน ได้แก่ อัตราการหมุนเวียนของพนักงานที่สูงขึ้นในหลายอุตสาหกรรม การเติบโตอย่างรวดเร็วที่ต้องการให้พนักงานใหม่พร้อมทำงานได้เร็ว และโครงสร้างองค์กรที่แบนราบมากขึ้นซึ่งลดบทบาทของผู้บังคับบัญชาในฐานะตัวกลางถ่ายทอดความรู้
ความเสี่ยงที่พบบ่อยคือ ความรู้สำคัญกระจุกอยู่กับพนักงานเพียงไม่กี่คน เมื่อคนเหล่านั้นออกไป โครงการหยุดชะงัก ลูกค้าได้รับบริการที่ไม่ต่อเนื่อง หรือทีมต้องค้นพบสิ่งที่เคยรู้อยู่แล้วใหม่อีกครั้ง
จะเริ่มต้นวางระบบการจัดการความรู้อย่างไร
การสร้างระบบจัดการความรู้ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการซื้อซอฟต์แวร์ราคาแพง แนวทางที่ใช้ได้จริงประกอบด้วยห้าขั้นตอน ดังนี้
ขั้นที่ 1 ระบุและจำแนกความรู้สำคัญขององค์กร
เริ่มจากการทำแผนที่ความรู้ โดยถามว่าความรู้ใดบ้างที่ขาดไม่ได้สำหรับการดำเนินงาน และความรู้ชุดนั้นกระจุกอยู่กับใคร จัดลำดับความเสี่ยงตามโอกาสที่คนนั้นจะออกและผลกระทบหากเกิดขึ้น
ขั้นที่ 2 รวบรวมและจัดเก็บความรู้ให้เข้าถึงได้
นำความรู้แบบชัดแจ้งมาจัดทำเป็นเอกสาร SOP (ขั้นตอนการปฏิบัติงานมาตรฐาน) คู่มือ หรือสื่อที่เหมาะสม จัดเก็บในที่เดียวที่ทีมเข้าถึงได้จริง ส่วนความรู้แบบฝังลึกให้ดึงออกมาผ่านการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญภายใน หรือการจัดทำบันทึกกรณีศึกษาหลังโครงการสำคัญ
ขั้นที่ 3 สร้างกระบวนการถ่ายทอดความรู้อย่างเป็นระบบ
เลือกช่องทางที่เหมาะกับบริบท เช่น โปรแกรมพี่เลี้ยง (mentoring) ที่จับคู่ผู้มีประสบการณ์กับพนักงานใหม่ การสับเปลี่ยนงานข้ามหน่วย กลุ่มแลกเปลี่ยนความรู้ (Communities of Practice) หรือการทบทวนหลังปฏิบัติงาน (after-action review)
ขั้นที่ 4 เชื่อมการจัดการความรู้เข้ากับระบบพัฒนาคน
กำหนดให้การถ่ายทอดความรู้เป็นส่วนหนึ่งของตัวชี้วัดสำหรับระดับอาวุโส และเชื่อมโยงกับระบบการประเมินผลการปฏิบัติงานเพื่อให้การแบ่งปันความรู้มีคุณค่าในสายตาของพนักงาน
ขั้นที่ 5 วัดผลและปรับปรุงระบบอย่างต่อเนื่อง
กำหนดตัวชี้วัดที่จับต้องได้ เช่น เวลาเฉลี่ยที่พนักงานใหม่ใช้เพื่อทำงานได้อิสระ หรืออัตราความสำเร็จของโครงการที่ใช้ความรู้ที่ถ่ายทอดมา ทบทวนทุกไตรมาสเพื่อปรับกระบวนการที่ไม่ได้ผล
วัฒนธรรมองค์กรมีผลต่อการจัดการความรู้อย่างไร
ระบบและเครื่องมือดีเพียงใดก็ไร้ประโยชน์ หากพนักงานไม่ยอมแบ่งปันความรู้ ปัจจัยทางวัฒนธรรมที่มักเป็นอุปสรรค ได้แก่ ความกลัวว่าการแชร์ความรู้จะลดคุณค่าของตัวเอง การแข่งขันภายในที่ไม่ส่งเสริมการร่วมมือ และการขาดเวลาและพื้นที่ที่องค์กรจัดให้สำหรับการถ่ายทอดความรู้
แนวทางสร้างวัฒนธรรมที่ส่งเสริมการจัดการความรู้ประกอบด้วย การให้ผู้บริหารเป็นตัวอย่างในการแบ่งปัน การยกย่องและตอบแทนพฤติกรรมการถ่ายทอดความรู้อย่างชัดเจน และการออกแบบระบบงานให้มีเวลาสำหรับกิจกรรมเหล่านี้จริง ไม่ใช่เพิ่มเข้าไปในงานที่แน่นอยู่แล้ว
HR จะเชื่อมการจัดการความรู้เข้ากับระบบ SPMS ได้อย่างไร
ระบบการประเมินผลการปฏิบัติงาน (SPMS) เป็นหนึ่งในจุดเชื่อมที่สำคัญที่สุด เนื่องจากเป็นกลไกที่ทำให้การจัดการความรู้มีน้ำหนักและวัดได้จริง แนวทางที่ใช้ได้จริง ได้แก่
การกำหนดตัวชี้วัดด้านการถ่ายทอดความรู้สำหรับตำแหน่งอาวุโส เช่น จำนวนพนักงานที่ได้รับการเป็นพี่เลี้ยงและผลลัพธ์ที่วัดได้ หรือการจัดทำเอกสาร SOP ใหม่ต่อรอบ
การบรรจุ “การพัฒนาความรู้” เป็นสมรรถนะ (competency) หนึ่งในกรอบการประเมิน เพื่อให้ทั้งพนักงานและผู้บังคับบัญชาเห็นตรงกันว่านี่คือพฤติกรรมที่คาดหวัง
การใช้ข้อมูลจากระบบประเมินเพื่อระบุตำแหน่งที่มีความเสี่ยงด้านการกระจุกความรู้ และวางแผนสับเปลี่ยนงานหรือจัดโปรแกรมพี่เลี้ยงเชิงรุก
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการออกแบบตัวชี้วัดได้ที่บทความ KPI กับ OKR ต่างกันอย่างไร
เครื่องมือและเทคโนโลยีสนับสนุนการจัดการความรู้
ไม่มีเครื่องมือใดที่ “ถูก” หรือ “ผิด” การเลือกขึ้นอยู่กับขนาดองค์กร พฤติกรรมการทำงานของทีม และงบประมาณ ตัวอย่างเครื่องมือที่ใช้กันในองค์กรไทย ได้แก่
ระบบจัดเก็บเอกสารที่ทุกคนเข้าถึงได้ ซึ่งอาจเป็นโฟลเดอร์ที่มีโครงสร้างชัดเจนหรือคลังความรู้ออนไลน์ภายในองค์กร
ระบบ HRIS ที่บันทึกโปรไฟล์ทักษะ ประวัติโครงการ และแผนพัฒนา ซึ่งทำให้ HR และผู้จัดการเห็นภาพรวมของความรู้ในทีมได้
ระบบ LMS (Learning Management System หรือ ระบบจัดการการเรียนรู้) สำหรับจัดการสื่อการเรียนรู้และติดตามผลการพัฒนา
สิ่งสำคัญกว่าการเลือกเครื่องมือคือการกำหนดโครงสร้างของข้อมูลและกระบวนการใช้งานให้ชัดเจนก่อน มิฉะนั้นเครื่องมือดีแค่ไหนก็จะกลายเป็นคลังข้อมูลที่ไม่มีใครกลับมาค้น
วัดผลระบบการจัดการความรู้อย่างไร
ตัวชี้วัดที่ใช้ประเมินระบบจัดการความรู้แบ่งได้เป็นสองระดับ
ตัวชี้วัดกระบวนการ (ตัวอย่างสมมติเพื่ออธิบายกลไก ไม่ใช่ค่าแนะนำ) ได้แก่ จำนวน SOP ที่ถูกปรับปรุงต่อไตรมาส สัดส่วนตำแหน่งสำคัญที่มีแผนสืบทอด และจำนวนคู่พี่เลี้ยงที่ดำเนินอยู่
ตัวชี้วัดผลลัพธ์ ได้แก่ เวลาเฉลี่ยที่พนักงานใหม่ใช้เพื่อทำงานอิสระได้ อัตราความผิดพลาดที่เกิดจากการขาดข้อมูล และผลคะแนนการสำรวจพนักงานในหัวข้อการเข้าถึงข้อมูลและการสนับสนุนจากองค์กร
ดูแนวทางการออกแบบโครงสร้างค่าตอบแทนที่เชื่อมกับการพัฒนาคนได้ที่บทความ โครงสร้างเงินเดือนคืออะไร
การจัดการความรู้ในองค์กรที่ได้ผลจริงต้องออกแบบให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบงาน ไม่ใช่กิจกรรมเสริม Triple I HR Consulting ช่วยองค์กรออกแบบระบบประเมินผลและพัฒนาคนที่เชื่อมโยงการจัดการความรู้เข้ากับเป้าหมายธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม หากต้องการพูดคุยเกี่ยวกับแนวทางที่เหมาะกับองค์กรของคุณ ติดต่อนัดคุยฟรีได้เลย
คำถามที่พบบ่อย
การจัดการความรู้ในองค์กรคืออะไร
การจัดการความรู้ในองค์กร คือกระบวนการระบุ รวบรวม จัดเก็บ และถ่ายทอดความรู้ที่สำคัญในองค์กรอย่างเป็นระบบ ทั้งความรู้ที่เขียนบันทึกได้ชัดเจน และความรู้ที่อยู่ในประสบการณ์และทักษะของพนักงาน เพื่อให้องค์กรไม่สูญเสียความสามารถเมื่อคนออกไป
ทำไมองค์กรถึงต้องลงทุนกับการจัดการความรู้
เมื่อพนักงานที่มีประสบการณ์ลาออกหรือเกษียณ ความรู้เฉพาะทางมักหายไปด้วย ส่งผลให้คนใหม่ต้องเรียนรู้ซ้ำ เกิดความผิดพลาด และองค์กรเสียเวลาและต้นทุน การจัดการความรู้ที่ดีช่วยลดความเสี่ยงนี้และเพิ่มศักยภาพในการขยายตัว
ความแตกต่างระหว่างความรู้แบบชัดแจ้งและความรู้แบบฝังลึกคืออะไร
ความรู้แบบชัดแจ้ง คือความรู้ที่บันทึกเป็นเอกสาร คู่มือ หรือขั้นตอนได้โดยตรง ส่วนความรู้แบบฝังลึก คือความรู้ที่อยู่ในประสบการณ์และการตัดสินใจของคน ยากต่อการอธิบายเป็นขั้นตอน เช่น การอ่านลูกค้า หรือการแก้ปัญหาในสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคย
องค์กรขนาดเล็กจำเป็นต้องมีระบบจัดการความรู้หรือไม่
จำเป็น แม้ว่าองค์กรขนาดเล็กจะไม่ต้องการระบบซับซ้อน แต่การที่พนักงาน 2-3 คนถือความรู้สำคัญไว้คนเดียวโดยไม่มีการถ่ายทอด คือความเสี่ยงที่ชัดเจน แม้แค่ FAQ เอกสาร และการ mentoring อย่างตั้งใจก็ถือเป็นการจัดการความรู้แล้ว
HR มีบทบาทอย่างไรในการจัดการความรู้
HR มีบทบาทในการออกแบบกระบวนการถ่ายทอดความรู้ผ่านโครงสร้างการพัฒนาคน เช่น mentoring, โปรแกรมสับเปลี่ยนงาน, การออกแบบระบบประเมินที่บันทึกพฤติกรรมและทักษะ รวมถึงสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งเสริมการแบ่งปัน
บทความที่เกี่ยวข้อง
เผยแพร่โดย
Triple I HR Consultingทีมที่ปรึกษาด้านโครงสร้างเงินเดือน ระบบประเมินผลงาน และ Job Description