Job Architecture (โครงสร้างสายงานและระดับงาน) และการจัดระดับงาน: คู่มือวางโครงสร้างงาน
Job Architecture และการจัดระดับงาน คือการวางโครงสร้างให้ทุกตำแหน่งในองค์กรถูกจัดกลุ่มเป็นสายงานและระดับงานอย่างเป็นระบบ โดยใช้การประเมินค่างานเป็นฐาน เพื่อให้ชื่อตำแหน่ง เส้นทางก้าวหน้า และกระบอกเงินเดือนสอดคล้องกันทั้งองค์กร ไม่ใช่ตั้งขึ้นตามความรู้สึกของแต่ละแผนก
Job Architecture คืออะไร
Job Architecture คือพิมพ์เขียวที่อธิบายว่าแต่ละงานในองค์กรอยู่ตรงไหนของภาพรวม ประกอบด้วยสามชั้นที่ทำงานร่วมกัน
- สายงาน (job family): การจัดกลุ่มงานที่ใช้ทักษะใกล้เคียงกัน เช่น สายการเงิน สายขาย สายปฏิบัติการ
- ระดับงาน (job level): ลำดับชั้นของความรับผิดชอบ ตั้งแต่ระดับปฏิบัติการ ผู้ชำนาญการ หัวหน้างาน ไปจนถึงผู้บริหาร
- ชื่อตำแหน่งมาตรฐาน (job title): ชื่อที่กำหนดไว้กลางเพื่อไม่ให้แต่ละแผนกตั้งชื่อซ้ำซ้อนหรือสับสน
เมื่อรวมสามชั้นนี้เข้าด้วยกัน องค์กรจะมีตารางที่บอกได้ว่า “เจ้าหน้าที่บัญชีอาวุโส” อยู่สายการเงิน ระดับผู้ชำนาญการ และเทียบเท่ากับ “วิศวกรอาวุโส” ในสายปฏิบัติการที่อยู่ระดับเดียวกัน ความเทียบเท่านี้สำคัญ เพราะทำให้ค่าตอบแทนและโอกาสก้าวหน้าของคนที่ทำงานยากพอ ๆ กันสอดคล้องกัน
การจัดระดับงานทำอย่างไร
การจัดระดับงาน (job leveling) คือการประเมินว่าแต่ละตำแหน่งควรอยู่ระดับใด โดยพิจารณาที่ “ค่างาน” ไม่ใช่ “ค่าคน” ที่นั่งอยู่ในตำแหน่งนั้น การจัดระดับมองว่างานนั้นต้องการความรู้ การแก้ปัญหา และความรับผิดชอบมากแค่ไหน โดยไม่เกี่ยวกับว่าคนปัจจุบันเก่งหรืออายุงานมากเพียงใด
วิธีประเมินค่างานมีหลายแบบ ตัวอย่างเช่น วิธีให้คะแนนตามปัจจัย (Point Factor Method) ที่ให้คะแนนแต่ละงานตามปัจจัยที่กำหนด เช่น ความรู้ที่ต้องใช้ ความซับซ้อนของการตัดสินใจ และผลกระทบต่อองค์กร แล้วนำคะแนนรวมมาจัดเข้าระดับ วิธีนี้ให้เหตุผลที่อธิบายได้และทวนสอบได้ ซึ่งมีประโยชน์เวลาต้องตอบคำถามว่าทำไมตำแหน่งหนึ่งจึงอยู่สูงกว่าอีกตำแหน่ง
ขั้นตอนพื้นฐานมีลักษณะดังนี้
- รวบรวมและทบทวนคำอธิบายงาน (job description) ให้สะท้อนงานจริง ไม่ใช่งานที่เขียนไว้นานแล้ว
- กำหนดปัจจัยและน้ำหนักที่จะใช้ประเมิน ให้สอดคล้องกับลักษณะธุรกิจ
- ประเมินค่างานแต่ละตำแหน่งด้วยปัจจัยชุดเดียวกันทั้งองค์กร เพื่อให้เทียบกันได้
- จัดกลุ่มงานที่ได้คะแนนใกล้เคียงกันเข้าระดับเดียวกัน
- ทบทวนผลร่วมกับผู้บริหารสายงานเพื่อตรวจสอบความสมเหตุสมผล
ทำไมต้องมี Job Architecture ก่อนทำกระบอกเงินเดือน
กระบอกเงินเดือนผูกกับระดับงานเป็นหลัก ถ้ายังไม่มีโครงสร้างระดับงานที่ชัดเจน การกำหนดกระบอกเงินเดือนก็เหมือนการตั้งราคาโดยไม่มีฐานอ้างอิง สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหา “เงินเดือนตัน” หรือความเหลื่อมล้ำที่อธิบายไม่ได้ อาจเกี่ยวข้องกับการที่องค์กรกำหนดเงินเดือนรายตำแหน่งโดยไม่มีโครงสร้างระดับงานรองรับ
ลองนึกภาพองค์กรสมมติที่มีตำแหน่ง “ผู้จัดการ” อยู่หลายสิบตำแหน่งในชื่อเดียวกัน แต่ค่างานจริงต่างกันมาก บางคนดูแลทีม 30 คนและงบประมาณก้อนใหญ่ บางคนดูแลงานเฉพาะด้านโดยไม่มีลูกน้อง เมื่อทุกคนถูกเรียกว่า “ผู้จัดการ” เหมือนกัน การจ่ายค่าตอบแทนที่เป็นธรรมจึงทำได้ยาก และอาจส่งผลต่อความรู้สึกเป็นธรรมในองค์กร Job Architecture ช่วยแก้จุดนี้ด้วยการแยกคนที่ชื่อเดียวกันออกตามค่างานจริง
เมื่อมีโครงสร้างระดับงานแล้ว การออกแบบกระบอกเงินเดือนและการเชื่อมโยงกับระบบประเมินผลจะตั้งอยู่บนฐานเดียวกัน องค์กรที่วางระบบบริหารผลงานควบคู่ไปด้วยจะได้ภาพที่เชื่อมต่อ ตั้งแต่ระดับงาน ค่าตอบแทน ไปจนถึงเป้าหมายและการพัฒนา ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่องค์กรอาจพิจารณาวาง ระบบบริหารผลงาน (SPMS) ไปพร้อมกับการจัดระดับงาน
ค่างานกับค่าคน: เส้นแบ่งที่ต้องแยกให้ออก
ความเข้าใจผิดอย่างหนึ่งคือการนำผลงานหรือความสามารถของพนักงานคนปัจจุบันมาปนกับการจัดระดับงาน หลักการคือระดับงานสะท้อน “งาน” ส่วนผลงานของ “คน” ไปสะท้อนที่การขึ้นเงินเดือนหรือโบนัสภายในกระบอกของระดับนั้น การแยกสองสิ่งนี้ออกจากกันทำให้เวลาคนเก่งย้ายออกหรือมีคนใหม่เข้ามา ระดับของตำแหน่งยังคงเดิม ไม่ต้องรื้อโครงสร้างใหม่ทุกครั้ง
เรื่องนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการวัดผลงาน เพราะตัวชี้วัดที่ใช้กับแต่ละระดับควรต่างกันตามความรับผิดชอบ ถ้าสนใจว่าจะออกแบบตัวชี้วัดให้เหมาะกับแต่ละระดับงานอย่างไร อ่านเพิ่มได้ที่ KPI กับ OKR ต่างกันอย่างไร
บทบาทของตัวกลางที่เป็นกลาง
จุดที่การจัดระดับงานอาจสะดุด คือเมื่อแต่ละสายงานต่างมองว่างานของตนสำคัญที่สุด หนึ่งในปัจจัยที่อาจเกี่ยวข้องคือการที่ผู้ตัดสินใจมีส่วนได้ส่วนเสียกับผลโดยตรง การมีตัวกลางที่เป็นกลางเข้ามาช่วยวางปัจจัยประเมินและทวนสอบผล จึงช่วยให้บทสนทนาอยู่บนเกณฑ์เดียวกัน ไม่ใช่การต่อรองอำนาจระหว่างแผนก
งานนี้ไม่จำเป็นต้องยกให้คนนอกทำแทน HR ถ้าทำเองในองค์กรได้ก็ดี แต่ถ้าต้องการมุมมองที่เป็นกลางในจังหวะที่หลายฝ่ายมีความเห็นต่าง ตัวกลางช่วยให้ทีม HR มีพื้นที่ทำงานเชิงกลยุทธ์ ขณะที่กระบวนการประเมินยังโปร่งใสและอธิบายได้
Job Architecture เชื่อมโยงการจ้าง การจ่าย และการเติบโตของคนเข้าด้วยกัน จึงควรกลับมาทบทวนเป็นระยะ ลองถามตัวเองว่า ถ้าวันนี้มีคนถามว่า “ทำไมตำแหน่งนี้ถึงอยู่ระดับนี้” องค์กรของคุณตอบได้ด้วยเหตุผลที่อธิบายได้ หรือยังตอบได้แค่ว่า “เป็นแบบนี้มานานแล้ว”
คำถามที่พบบ่อย
Job Architecture กับการจัดระดับงาน ต่างกันอย่างไร
Job Architecture คือโครงสร้างภาพรวมที่จัดกลุ่มงานทั้งองค์กรเป็นสายงาน (job family) ระดับงาน (level) และชื่อตำแหน่งมาตรฐาน ส่วนการจัดระดับงานคือกระบวนการประเมินค่างานเพื่อจัดแต่ละตำแหน่งเข้าระดับที่เหมาะสม การจัดระดับงานจึงเป็นส่วนหนึ่งของการสร้าง Job Architecture
ต้องทำ Job Architecture ก่อนหรือหลังออกแบบกระบอกเงินเดือน
ควรทำก่อน เพราะกระบอกเงินเดือน (salary band) ผูกกับระดับงานเป็นหลัก ถ้ายังไม่มีโครงสร้างระดับงานที่ชัดเจน การกำหนดกระบอกเงินเดือนจะขาดฐานอ้างอิง และอาจเกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างตำแหน่งที่ค่างานใกล้เคียงกัน
องค์กรขนาดเล็กจำเป็นต้องมี Job Architecture หรือไม่
แม้องค์กรเล็กจะมีตำแหน่งไม่มาก แต่การวางสายงานและระดับงานไว้ตั้งแต่ต้นช่วยให้เติบโตได้เป็นระบบ ลดการตั้งชื่อตำแหน่งตามใจ และทำให้เส้นทางความก้าวหน้าชัดเจนตั้งแต่ยังเล็ก
ใช้วิธีอะไรในการจัดระดับงาน
วิธีประเมินค่างานมีหลายแบบ เช่น วิธีให้คะแนนตามปัจจัย (Point Factor Method) ที่ให้คะแนนตามปัจจัยของงาน การจัดอันดับเปรียบเทียบ (ranking) และการจัดเข้าระดับที่กำหนดไว้ล่วงหน้า (job classification) แต่ละวิธีเหมาะกับขนาดและความซับซ้อนขององค์กรต่างกัน
บทความที่เกี่ยวข้อง
เผยแพร่โดย
Triple I HR Consultingทีมที่ปรึกษาด้านโครงสร้างเงินเดือน ระบบประเมินผลงาน และ Job Description