การจับคู่ตำแหน่งในการสำรวจค่าจ้าง ทำอย่างไรให้แม่นยำ
การจับคู่ตำแหน่งในการสำรวจค่าจ้าง คือการเทียบตำแหน่งในองค์กรของเรากับตำแหน่งมาตรฐานในรายงานผลสำรวจค่าจ้าง โดยพิจารณาจากเนื้องานและขอบเขตความรับผิดชอบจริง ไม่ใช่จากชื่อตำแหน่ง เพื่อให้แน่ใจว่าตัวเลขเงินเดือนที่นำมาเทียบมาจากงานที่เทียบเคียงกันได้จริง
จุดนี้คือหัวใจของการใช้ข้อมูลตลาด เพราะถ้าจับคู่ผิด ตัวเลขที่ได้ก็คลาดเคลื่อนตั้งแต่ต้นทาง ไม่ว่ารายงานนั้นจะแพงหรือน่าเชื่อถือเพียงใด คำถามที่ควรถามจึงไม่ใช่ตำแหน่งนี้เงินเดือนเท่าไร แต่เป็นตำแหน่งในรายงานที่เรากำลังเทียบ ทำงานเหมือนตำแหน่งของเราจริงหรือไม่
ทำไมการจับคู่ด้วยชื่อตำแหน่งอย่างเดียวจึงพลาดได้
ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดในการจับคู่ตำแหน่งคือการเทียบด้วยชื่อตำแหน่ง สาเหตุหนึ่งคือชื่อตำแหน่งเป็นสิ่งที่เห็นง่ายและอยู่ในตารางรายงานอย่างชัดเจน แต่ชื่อเดียวกันในแต่ละองค์กรอาจหมายถึงงานคนละระดับ
ลองนึกภาพตำแหน่งที่ชื่อ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด สมมติว่าในองค์กรหนึ่งดูแลทีม 15 คนและมีอำนาจตัดสินงบประมาณก้อนใหญ่ ขณะที่อีกองค์กรหนึ่งเป็นตำแหน่งที่ทำงานคนเดียวและรายงานตรงต่อกรรมการผู้จัดการ ทั้งสองตำแหน่งมีชื่อเหมือนกันแต่ค่างาน (job value) ต่างกันมาก ถ้าเราเทียบเงินเดือนด้วยชื่อตำแหน่งล้วน ตัวเลขที่ได้ก็จะรวมงานสองระดับเข้าด้วยกัน
นี่คือเหตุผลที่การจับคู่ที่ดีต้องเริ่มจากเนื้องาน ไม่ใช่ป้ายชื่อ การแยกแยะระหว่างค่างานกับชื่อตำแหน่งจึงเป็นทักษะพื้นฐานของคนที่ทำงานกับข้อมูลผลสำรวจค่าจ้าง
จับคู่ตำแหน่งด้วยเนื้องานอย่างไรให้แม่นยำ
การจับคู่ที่เชื่อถือได้อาศัยการอ่านเนื้องานทั้งสองฝั่ง คือฝั่งตำแหน่งของเราและฝั่งตำแหน่งมาตรฐานในรายงาน แล้วเทียบกันทีละด้าน ปัจจัยที่ควรดูประกอบกัน:
- ขอบเขตความรับผิดชอบ ดูว่าตำแหน่งครอบคลุมหน้าที่อะไรบ้าง และรับผิดชอบผลลัพธ์ระดับใด
- ระดับการตัดสินใจ ดูว่าตำแหน่งตัดสินใจเองได้แค่ไหน หรือเป็นการทำตามกรอบที่กำหนดไว้
- ผลกระทบต่อธุรกิจ ดูว่างานนี้กระทบต่อรายได้ ต้นทุน หรือความเสี่ยงขององค์กรในระดับใด
- ระดับการรายงาน ดูว่าตำแหน่งรายงานต่อใครและมีใครรายงานต่อตำแหน่งนี้บ้าง
- คุณสมบัติและความเชี่ยวชาญที่งานต้องการจริง ไม่ใช่คุณสมบัติของคนที่นั่งอยู่ในตำแหน่งนั้น
หลักสำคัญข้อหนึ่งคือการแยก ค่างาน ออกจาก ค่าคน ให้ชัด เรากำลังจับคู่ตัวงาน ไม่ได้จับคู่ตัวบุคคล ตัวอย่างเช่น หากมีพนักงานอาวุโสที่ทำงานในตำแหน่งระดับต้น เราต้องจับคู่ตามระดับของงาน ไม่ใช่ตามประสบการณ์ของคนคนนั้น มิฉะนั้นตัวเลขที่ได้จะสะท้อนตัวบุคคลมากกว่าตลาดของตำแหน่ง
หากองค์กรเคยผ่านกระบวนการประเมินค่างานมาแล้ว ข้อมูลนั้นจะช่วยให้การจับคู่ง่ายขึ้นมาก เพราะมีระดับงานที่นิยามไว้ชัดเจนเป็นจุดอ้างอิง หากยังไม่เคยทำ การออกแบบโครงสร้างเงินเดือนที่เริ่มจากการประเมินค่างานอย่างเป็นระบบจะช่วยให้การเทียบตลาดในรอบถัด ๆ ไปมีฐานที่มั่นคงขึ้น
ระดับความตรงของการจับคู่ และวิธีบันทึก
ในทางปฏิบัติ การจับคู่ไม่ได้มีแค่ตรงหรือไม่ตรง แต่มีระดับความตรงที่ควรบันทึกไว้ เพื่อให้รู้ว่าตัวเลขแต่ละตัวเชื่อถือได้แค่ไหน แนวทางที่ใช้กันคือแบ่งเป็นสามระดับ:
- จับคู่ตรง เนื้องานและระดับใกล้เคียงกันชัดเจน ตัวเลขที่ได้น่าเชื่อถือสูง
- จับคู่ใกล้เคียง เนื้องานคล้ายแต่มีบางด้านต่าง ใช้ได้แต่ควรระวังในการตีความ
- จับคู่แบบประมาณค่า ไม่มีตำแหน่งที่ตรง ต้องใช้ตำแหน่งที่อยู่เหนือและใต้ระดับงานของเรามาประกอบ แล้วประมาณค่าในช่วงระหว่างนั้น
การบันทึกเหตุผลของการจับคู่ไว้เป็นสิ่งที่มักถูกมองข้าม แต่มีคุณค่ามากในระยะยาว เมื่อถึงรอบทบทวนถัดไป บันทึกนี้จะช่วยให้ทีมเข้าใจว่าทำไมรอบก่อนจึงจับคู่แบบนั้น และตรวจสอบย้อนกลับได้หากตัวเลขดูผิดปกติ
การจับคู่ที่เพี้ยนส่งผลต่อโครงสร้างเงินเดือนอย่างไร
เมื่อการจับคู่คลาดเคลื่อน ผลกระทบจะไม่หยุดอยู่แค่ตัวเลขของตำแหน่งเดียว แต่อาจส่งต่อไปยังการตั้งกระบอกเงินเดือนหรือ pay bandทั้งโครงสร้าง สาเหตุหนึ่งคือเรามักใช้ตำแหน่งหลักหลายตำแหน่งเป็นจุดยึดในการวางช่วงเงินเดือน ถ้าจุดยึดเหล่านั้นเพี้ยน เส้นที่ลากผ่านก็เพี้ยนตาม
ตัวอย่างสมมติเพื่อให้เห็นภาพ หากเราจับคู่ตำแหน่งระดับกลางไปเทียบกับตำแหน่งที่จริง ๆ แล้วสูงกว่าหนึ่งระดับ ตัวเลขตลาดที่ได้จะสูงเกินจริง และอาจทำให้เราตั้งช่วงเงินเดือนของตำแหน่งนั้นสูงกว่าที่ควร ซึ่งเสี่ยงต่อปัญหาความเป็นธรรมภายในเมื่อเทียบกับตำแหน่งข้างเคียง หรือในทางกลับกัน หากจับคู่ต่ำเกินไป ก็อาจทำให้ช่วงเงินเดือนแคบจนพนักงานชนเพดานเร็วและเกิดภาวะเงินเดือนตันก่อนเวลาอันควร
ด้วยเหตุนี้ การลงแรงกับการจับคู่ให้ดีตั้งแต่ต้น จึงคุ้มค่ากว่าการรีบใช้ตัวเลขจากรายงานทันทีโดยไม่ตรวจสอบว่าเนื้องานตรงกันจริงหรือไม่
บทบาทของตัวกลางที่เป็นกลางในการจับคู่ตำแหน่ง
การจับคู่ตำแหน่งเป็นงานที่ต้องใช้วิจารณญาณ และบางครั้งการมีมุมมองจากภายนอกก็ช่วยให้ตัดสินได้ตรงขึ้น เพราะคนในองค์กรอาจคุ้นเคยกับชื่อตำแหน่งและโครงสร้างเดิมจนมองข้ามความต่างของเนื้องาน
นี่คือจุดที่ตัวกลางที่เป็นกลางเข้ามาเสริมการทำงานของ HR ได้ ไม่ใช่มาแทนทีม HR แต่มาช่วยตั้งคำถามที่ตรงประเด็นและช่วยอ่านคำนิยามงานในรายงานอย่างเป็นระบบ ทีม HR เข้าใจองค์กรดีที่สุด ส่วนตัวกลางช่วยให้การตีความข้อมูลตลาดมีกรอบที่สม่ำเสมอและตรวจสอบย้อนกลับได้ ถ้าทีมทำเองได้ก็เป็นเรื่องดี และถ้าต้องการมือช่วยในจุดที่ต้องใช้ความเป็นกลาง ก็มีคนยืนอยู่ตรงนี้ได้
หากอยากเข้าใจภาพรวมว่าการจับคู่ตำแหน่งและข้อมูลตลาดประกอบกันเป็นโครงสร้างเงินเดือนได้อย่างไร การเริ่มจากพื้นฐานเหล่านี้จะช่วยให้เห็นว่าทุกขั้นเชื่อมโยงกัน
สุดท้ายแล้ว คำถามที่อยากชวนคิดต่อคือ ตำแหน่งหลักในองค์กรของคุณ ถูกจับคู่กับตลาดด้วยเนื้องานจริง หรือด้วยชื่อตำแหน่งที่คุ้นเคยกันแน่
คำถามที่พบบ่อย
การจับคู่ตำแหน่งในการสำรวจค่าจ้างคืออะไร
คือการเทียบตำแหน่งในองค์กรของเรากับตำแหน่งมาตรฐานในรายงานผลสำรวจค่าจ้าง โดยดูที่เนื้องานและขอบเขตความรับผิดชอบจริง ไม่ใช่ดูแค่ชื่อตำแหน่ง เพื่อให้ตัวเลขเงินเดือนที่นำมาเทียบมาจากงานที่เทียบเคียงกันได้จริง
ทำไมจับคู่ตำแหน่งด้วยชื่อตำแหน่งอย่างเดียวจึงไม่พอ
เพราะชื่อตำแหน่งเดียวกันในแต่ละองค์กรอาจมีขอบเขตงานต่างกันมาก ตำแหน่งที่ชื่อเหมือนกันอาจต่างกันทั้งระดับความรับผิดชอบและผลกระทบต่อธุรกิจ การเทียบด้วยชื่ออย่างเดียวจึงเสี่ยงต่อการได้ตัวเลขที่ไม่ตรงกับงานจริง
ถ้าตำแหน่งของเราไม่ตรงกับตำแหน่งใดในรายงานเลยควรทำอย่างไร
ใช้วิธีจับคู่แบบประมาณค่า โดยหาตำแหน่งที่ใกล้เคียงที่สุดสองตำแหน่งที่อยู่เหนือและใต้ระดับงานของเรา แล้วเทียบเคียงในช่วงระหว่างนั้น พร้อมบันทึกไว้เสมอว่าเป็นการประมาณค่าและมีข้อจำกัดอะไร
ควรจับคู่ตำแหน่งให้ได้กี่เปอร์เซ็นต์ของตำแหน่งทั้งหมด
ไม่มีตัวเลขตายตัว แต่โดยทั่วไปการจับคู่ตำแหน่งหลัก (benchmark jobs) ที่ครอบคลุมหลายระดับและหลายสายงานให้ได้ดีกว่า จะให้ภาพโครงสร้างที่ใช้อ้างอิงได้ดีกว่าการพยายามจับคู่ทุกตำแหน่งแต่จับได้ไม่แม่น