ข้ามไปยังเนื้อหา
Triple I HR
← กลับไปบทความทั้งหมด

HR ที่เจ้าของกิจการควรรู้ ก่อนธุรกิจโตเกินตัว

HR ที่เจ้าของกิจการควรรู้ ไม่ได้หมายถึงการต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านบุคคล แต่หมายถึงการเข้าใจหลักการพื้นฐานสามด้าน คือการได้คนที่ใช่ (recruit) การดูแลให้อยู่และทำงานได้ดี (retain) และการพัฒนาให้เติบโต (reward และ develop) เพื่อตัดสินใจเรื่องคนได้อย่างมีกรอบ ไม่ใช่ตามความรู้สึกเป็นรายครั้ง

บทความนี้จะพาไปดูว่าเรื่อง HR ด้านใดบ้างที่เจ้าของกิจการควรเข้าใจ ตั้งแต่การจ้างงาน ค่าตอบแทน การประเมินผล ไปจนถึงข้อกฎหมายแรงงานพื้นฐาน และสัญญาณที่บอกว่าถึงเวลาเริ่มวางระบบอย่างเป็นทางการ


ทำไมเจ้าของกิจการต้องเข้าใจ HR ด้วยตัวเอง

ในช่วงเริ่มต้นธุรกิจ เจ้าของกิจการมักทำหน้าที่ตัดสินใจเรื่องคนเกือบทั้งหมดด้วยตัวเอง ตั้งแต่เลือกคนเข้าทำงาน กำหนดเงินเดือน มอบหมายงาน ไปจนถึงตัดสินใจขึ้นเงินเดือนหรือให้ออก ในขนาดเล็กการตัดสินใจแบบนี้ยังพอจัดการได้ เพราะเจ้าของรู้จักพนักงานทุกคนเป็นรายบุคคล

ปัญหามักเริ่มปรากฏเมื่อองค์กรโตขึ้น หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้การบริหารคนเริ่มสะดุดคือการที่ทุกอย่างยังอยู่ในหัวของเจ้าของ ไม่ได้ถูกแปลงเป็นกรอบหรือระบบที่คนอื่นเข้าใจและทำตามได้ เมื่อพนักงานเพิ่มขึ้น เจ้าของเริ่มจำรายละเอียดไม่ไหว และการตัดสินใจที่เคยทำตามความรู้สึกเริ่มขัดแย้งกันเอง

เจ้าของกิจการจึงไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญ HR แต่ควรเข้าใจหลักการพอที่จะรู้ว่าควรวางกรอบเรื่องใดก่อน และควรขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญเมื่อใด การเข้าใจพื้นฐานนี้ช่วยให้เจ้าของสื่อสารกับทีมและที่ปรึกษาได้ตรงจุด แทนที่จะปล่อยให้ปัญหาคนสะสมจนแก้ยาก


HR ที่เจ้าของกิจการควรรู้ มีกี่ด้านหลัก

ในทางปฏิบัติ เรื่อง HR ที่เจ้าของกิจการควรเข้าใจสามารถจัดกลุ่มได้เป็นด้านหลัก ดังนี้

ด้านที่ 1 — การได้คนที่ใช่ (Recruit) ครอบคลุมตั้งแต่การกำหนดว่าตำแหน่งที่ต้องการต้องทำงานอะไร มีคุณสมบัติแบบใด การเขียนคำบรรยายลักษณะงาน (JD) ที่ชัดเจน ไปจนถึงการสัมภาษณ์ที่มีเกณฑ์ ไม่ใช่ตัดสินจากความประทับใจอย่างเดียว

ด้านที่ 2 — ค่าตอบแทนและการรักษาคน (Retain และ Reward) ครอบคลุมการกำหนดเงินเดือนเริ่มต้นที่มีหลักเกณฑ์ โครงสร้างค่าตอบแทนที่เป็นธรรมภายใน และการดูแลสวัสดิการพื้นฐานตามกฎหมาย เพื่อให้พนักงานรู้สึกว่าได้รับการปฏิบัติอย่างมีเหตุผล

ด้านที่ 3 — การประเมินและพัฒนา (Develop) ครอบคลุมการตั้งเป้าหมายงานที่ชัดเจน การประเมินผลที่มีเกณฑ์ตกลงกันล่วงหน้า และการวางแผนพัฒนาพนักงานให้เติบโตไปกับองค์กร

ด้านที่ 4 — ข้อกฎหมายและหน้าที่นายจ้าง ครอบคลุมหน้าที่ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ประกันสังคม และการดูแลข้อมูลส่วนบุคคลของพนักงานตาม PDPA

สามด้านแรกมักถูกเรียกรวมในกรอบที่จดจำง่ายว่า Recruit, Retain และ Reward ซึ่งเป็นแนวคิดที่บริการ 3R Framework ของ Triple I ใช้เป็นโครงในการช่วยองค์กรวางระบบคนตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง


เรื่องค่าตอบแทนอะไรที่เจ้าของกิจการมักวางผิดตั้งแต่แรก

หนึ่งในเรื่องที่เจ้าของกิจการมักจัดการแบบรายกรณีจนเกิดปัญหาภายหลังคือการกำหนดเงินเดือน ในช่วงแรกการต่อรองเงินเดือนกับผู้สมัครแต่ละคนแยกกันอาจดูยืดหยุ่นและสะดวก แต่เมื่อพนักงานเพิ่มขึ้น ความแตกต่างที่เกิดจากการต่อรองเริ่มสะสมเป็นความไม่เป็นธรรมที่อธิบายได้ยาก

ตัวอย่างเช่น สมมติว่ามีพนักงานสองคนทำงานในตำแหน่งเดียวกัน แต่คนที่เข้ามาทีหลังต่อรองเก่งกว่าจึงได้เงินเดือนสูงกว่าคนที่อยู่มาก่อน เมื่อเรื่องนี้รั่วไหล อาจกลายเป็นความไม่พอใจที่ลุกลามได้ ปัจจัยที่อาจเกี่ยวข้องไม่ได้มีเพียงตัวเลขเงินเดือน แต่รวมถึงการขาดกรอบที่อธิบายได้ว่าทำไมแต่ละตำแหน่งจึงได้รับค่าตอบแทนเท่านี้

การมีโครงสร้างเงินเดือน (salary structure) ช่วยแก้ปัญหานี้ด้วยการกำหนดช่วงเงินเดือน (band) สำหรับแต่ละระดับงาน โดยทั่วไปแต่ละช่วงจะมีค่าต่ำสุด (Min) ค่ากลาง (Midpoint) และค่าสูงสุด (Max) ระยะห่างระหว่าง Min ถึง Max หรือที่เรียกว่า range spread มักอยู่ที่ประมาณ 40-60% สำหรับงานระดับวิชาชีพถึงบริหาร ทำให้เจ้าของมีกรอบในการตอบว่าตำแหน่งหนึ่งควรจ่ายในช่วงใด แทนที่จะต่อรองใหม่ทุกครั้ง บทความ Salary Structure 101 อธิบายแนวคิดพื้นฐานนี้เพิ่มเติม

สิ่งที่ควรเน้นคือความเป็นธรรมภายใน (internal equity) ตำแหน่งที่มีค่างานใกล้เคียงกันควรอยู่ในกรอบเดียวกัน มากกว่าการไล่ตามตัวเลขตลาดเป็นหลัก เพราะตำแหน่งชื่อเดียวกันในแต่ละองค์กรอาจมีขอบเขตงานต่างกันมาก


เจ้าของกิจการควรประเมินผลพนักงานอย่างไรให้เป็นธรรม

อีกเรื่องที่เจ้าของกิจการมักเลื่อนไว้คือการประเมินผลงาน เพราะในช่วงแรกเจ้าของเห็นงานของทุกคนอยู่แล้ว จึงรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องมีระบบ แต่เมื่อทีมโตขึ้น เจ้าของไม่สามารถสังเกตงานของทุกคนได้ตลอด การมีเกณฑ์ประเมินที่ตกลงกันล่วงหน้าจึงช่วยให้การประเมินอธิบายได้และเป็นธรรมขึ้น

หลักการพื้นฐานที่เจ้าของควรเข้าใจคือการแยกระหว่างการวัด “ผลลัพธ์ของงาน” กับการวัด “พฤติกรรมการทำงาน” ผลลัพธ์มักวัดผ่านตัวชี้วัด เช่น KPI หรือเป้าหมายที่ตกลงกันไว้ ส่วนพฤติกรรมมักวัดผ่านสมรรถนะหลักขององค์กร เช่น การทำงานเป็นทีมหรือความรับผิดชอบ การให้น้ำหนักทั้งสองส่วนช่วยให้พนักงานเข้าใจว่าองค์กรให้คุณค่ากับอะไร

สิ่งสำคัญคือเกณฑ์ต้องถูกสื่อสารตั้งแต่ต้นรอบ ไม่ใช่นำมาบอกตอนปลายรอบ เพราะการประเมินที่ดีคือเครื่องมือช่วยให้พนักงานรู้ว่าต้องโฟกัสอะไร ไม่ใช่เพียงการตัดสินย้อนหลัง สำหรับเจ้าของที่ต้องการเข้าใจความต่างของเครื่องมือตั้งเป้าหมาย บทความ KPI กับ OKR ต่างกันอย่างไร อธิบายไว้ชัดเจน


ข้อกฎหมายแรงงานพื้นฐานที่เจ้าของกิจการต้องไม่พลาด

นอกจากเรื่องระบบภายใน เจ้าของกิจการยังมีหน้าที่ตามกฎหมายในฐานะนายจ้างที่ควรเข้าใจตั้งแต่เริ่มจ้างพนักงานคนแรก แม้รายละเอียดและเกณฑ์เฉพาะควรตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่กรอบที่ควรรู้มีดังนี้

ด้านค่าจ้าง นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างไม่ต่ำกว่าอัตราค่าแรงขั้นต่ำตามที่ประกาศในแต่ละพื้นที่ และต้องจ่ายตรงตามกำหนด การตรวจสอบอัตราล่าสุดควรอ้างอิงประกาศจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

ด้านประกันสังคม นายจ้างมีหน้าที่ขึ้นทะเบียนลูกจ้างกับสำนักงานประกันสังคมและนำส่งเงินสมทบตามที่กำหนด ซึ่งเป็นทั้งหน้าที่ตามกฎหมายและสวัสดิการพื้นฐานที่พนักงานคาดหวัง

ด้านเอกสารและข้อบังคับ เมื่อมีลูกจ้างถึงจำนวนที่กฎหมายกำหนด นายจ้างมีหน้าที่จัดทำข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน การมีเอกสารพื้นฐาน เช่น สัญญาจ้างและ JD ที่ชัดเจน ยังช่วยลดความเข้าใจผิดเมื่อเกิดข้อพิพาท

ด้านข้อมูลส่วนบุคคล การเก็บข้อมูลพนักงาน เช่น ประวัติ เงินเดือน และเอกสารส่วนตัว อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) เจ้าของกิจการจึงควรเก็บและใช้ข้อมูลเท่าที่จำเป็นและมีการดูแลที่เหมาะสม


เมื่อไรที่เจ้าของกิจการควรเริ่มวางระบบ HR อย่างเป็นทางการ

คำถามที่เจ้าของกิจการถามบ่อยคือควรเริ่มวางระบบ HR เมื่อใด ไม่มีตัวเลขตายตัว แต่มีสัญญาณบางอย่างที่บอกว่าถึงเวลาแล้ว

สัญญาณแรกคือเจ้าของเริ่มจำรายละเอียดของพนักงานแต่ละคนไม่ไหว และต้องใช้เวลากับงานคนมากจนกระทบงานหลักของธุรกิจ

สัญญาณที่สองคือเริ่มมีคำถามเรื่องความเป็นธรรมที่ตอบยาก เช่น ทำไมคนนี้ได้เงินเดือนเท่านี้ หรือทำไมคนนั้นได้เลื่อนตำแหน่งก่อน เมื่อคำตอบเริ่มขึ้นกับความรู้สึกมากกว่ากรอบที่อธิบายได้ นั่นคือสัญญาณว่าควรวางหลักเกณฑ์

สัญญาณที่สามคือเริ่มมีหัวหน้างานระดับกลางที่ต้องตัดสินใจเรื่องคนแทนเจ้าของ หากไม่มีกรอบร่วม การตัดสินใจของหัวหน้าแต่ละคนอาจไม่สอดคล้องกัน

เมื่อเห็นสัญญาณเหล่านี้ เจ้าของไม่จำเป็นต้องวางระบบครบทุกด้านพร้อมกัน แต่สามารถเริ่มจากด้านที่เป็นปัญหามากที่สุดก่อน เช่น เริ่มจาก JD และโครงสร้างค่าตอบแทนหากปัญหาหลักคือความไม่เป็นธรรมเรื่องเงินเดือน แล้วค่อยขยายไปสู่ระบบประเมินและพัฒนาในภายหลัง


สรุป: HR ที่เจ้าของกิจการควรรู้ ช่วยให้ธุรกิจโตได้อย่างมั่นคง

HR ที่เจ้าของกิจการควรรู้ไม่ใช่ความรู้เชิงเทคนิคที่ต้องเชี่ยวชาญทุกด้าน แต่คือการเข้าใจหลักการพื้นฐานสามด้าน คือการได้คนที่ใช่ การดูแลรักษาด้วยค่าตอบแทนที่เป็นธรรม และการประเมินพัฒนาที่อธิบายได้ พร้อมกับหน้าที่ตามกฎหมายในฐานะนายจ้าง การเข้าใจกรอบเหล่านี้ช่วยให้เจ้าของตัดสินใจเรื่องคนได้อย่างมีหลักเกณฑ์ ไม่ใช่ตามความรู้สึกเป็นรายครั้ง

เจ้าของกิจการที่ยังไม่มีระบบสามารถเริ่มจากด้านที่เป็นปัญหามากที่สุดก่อน แล้วค่อย ๆ ขยายให้ครบตามความพร้อมขององค์กร

หากต้องการคำแนะนำในการวางระบบบริหารคนตั้งแต่การสรรหา การรักษา จนถึงการพัฒนา ทีมที่ปรึกษา Triple I พร้อมช่วยออกแบบให้เหมาะกับขนาดและจังหวะการเติบโตของธุรกิจ นัดคุยฟรีได้ที่นี่

คำถามที่พบบ่อย

เจ้าของกิจการ SME จำเป็นต้องมีฝ่าย HR ตั้งแต่เริ่มไหม

ไม่จำเป็นต้องมีฝ่าย HR เต็มรูปแบบตั้งแต่เริ่ม แต่เจ้าของกิจการควรเข้าใจหลักการ HR พื้นฐานด้วยตัวเองตั้งแต่แรก เพราะในช่วงแรกเจ้าของมักทำหน้าที่ตัดสินใจเรื่องคนเองทั้งหมด เมื่อพนักงานเริ่มมากขึ้นประมาณ 20-30 คน จึงค่อยพิจารณามอบหมายให้มีผู้รับผิดชอบงานบุคคลโดยเฉพาะ หรือใช้ที่ปรึกษาภายนอกช่วยวางระบบ

เรื่อง HR อะไรที่เจ้าของกิจการมักมองข้ามจนเกิดปัญหาภายหลัง

เรื่องที่มักถูกมองข้ามคือการไม่มีโครงสร้างค่าตอบแทนที่ชัดเจน ไม่มีคำบรรยายลักษณะงาน (JD) เป็นลายลักษณ์อักษร และไม่มีเกณฑ์ประเมินผลที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้า เมื่อไม่มีกรอบเหล่านี้ การตัดสินใจเรื่องคนจึงขึ้นกับความรู้สึกเป็นรายกรณี ซึ่งอาจกลายเป็นความไม่พอใจสะสมเมื่อองค์กรเริ่มโต

เจ้าของกิจการควรเริ่มวางระบบ HR เมื่อพนักงานกี่คน

ไม่มีตัวเลขตายตัว แต่แนวปฏิบัติที่พบบ่อยคือเมื่อพนักงานเริ่มเกิน 20-30 คน เจ้าของมักเริ่มจำรายละเอียดของแต่ละคนไม่ไหว และการตัดสินใจแบบรายกรณีเริ่มขัดแย้งกันเอง จุดนี้คือสัญญาณที่ควรเริ่มวางระบบพื้นฐาน เช่น JD โครงสร้างเงินเดือน และเกณฑ์ประเมินผล ก่อนที่ปัญหาจะสะสม

ข้อกฎหมายแรงงานพื้นฐานที่เจ้าของกิจการต้องรู้มีอะไรบ้าง

เจ้าของกิจการควรเข้าใจหน้าที่นายจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เช่น การจ่ายค่าจ้างไม่ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำ การขึ้นทะเบียนประกันสังคมให้ลูกจ้าง การจัดทำข้อบังคับการทำงานเมื่อมีลูกจ้างถึงเกณฑ์ที่กำหนด และหน้าที่ตาม PDPA เรื่องการเก็บข้อมูลพนักงาน รายละเอียดและเกณฑ์เฉพาะควรตรวจสอบกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานและสำนักงานประกันสังคมโดยตรง

เจ้าของกิจการควรจ้าง HR เอง หรือใช้ที่ปรึกษาภายนอก

ขึ้นอยู่กับขนาดและความซับซ้อนขององค์กร องค์กรขนาดเล็กที่ต้องการวางระบบเป็นครั้งคราว เช่น ออกแบบโครงสร้างเงินเดือนหรือระบบประเมินผล มักเหมาะกับการใช้ที่ปรึกษาภายนอกเฉพาะโครงการ ส่วนองค์กรที่มีงานบุคคลประจำต่อเนื่อง เช่น สรรหา จ่ายเงินเดือน ดูแลสวัสดิการ จึงค่อยพิจารณาจ้างผู้รับผิดชอบงาน HR ภายใน


อยากปรึกษาเรื่องนี้เพิ่มเติม?

นัดคุย 30 นาทีฟรี ไม่มีการขายในรอบแรก แค่เล่าให้เราฟัง

นัดคุยฟรี