ทำงาน HR ซ้ำ ๆ ให้เป็นอัตโนมัติ: เริ่มอย่างไร
การทำงาน HR ซ้ำ ๆ ให้เป็นอัตโนมัติ คือการให้ระบบหรือเครื่องมือรับช่วงงานที่มีขั้นตอนตายตัวและทำซ้ำบ่อย เช่น การคำนวณวันลา การแจ้งเตือนรอบประเมิน หรือการรวบรวมคะแนน เพื่อให้ทีม HR มีเวลาไปทำงานที่ต้องใช้วิจารณญาณและสร้างคุณค่าสูงกว่า โดยเริ่มจากระบุงาน จัดลำดับ แล้วค่อยเลือกเครื่องมือ
บทความนี้จะพาไปดูวิธีทำงาน HR ซ้ำ ๆ ให้เป็นอัตโนมัติแบบทีละขั้น ตั้งแต่การมองหางานที่เหมาะ การจัดลำดับความสำคัญ การออกแบบขั้นตอนใหม่ การเลือกเครื่องมือ ไปจนถึงการวัดผล พร้อมแนวทางปรับใช้สำหรับองค์กร SME ไทยที่มีทรัพยากรจำกัด
ทำไม HR ควรทำงานซ้ำ ๆ ให้เป็นอัตโนมัติ
งานในแผนก HR จำนวนไม่น้อยเป็นงานที่ทำซ้ำตามรอบ มีขั้นตอนคล้ายเดิมทุกครั้ง และใช้กฎเกณฑ์ที่ค่อนข้างตายตัว เช่น การคำนวณวันลาคงเหลือ การจัดเก็บเอกสารพนักงานใหม่ การส่งแบบฟอร์มประเมินตามรอบ หรือการรวบรวมคะแนนจากหัวหน้างานหลายคน
เมื่องานเหล่านี้ทำด้วยมือทั้งหมด เวลาส่วนใหญ่ของทีม HR จะถูกใช้ไปกับงานธุรการ แทนที่จะได้ไปทำงานที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญ เช่น การวางแผนกำลังคน การพัฒนาคน หรือการให้คำปรึกษาแก่หัวหน้างาน หนึ่งในปัจจัยที่อาจทำให้ทีม HR รู้สึกว่างานล้นมือ คือสัดส่วนงานธุรการที่สูงเกินไปเมื่อเทียบกับงานเชิงกลยุทธ์
ประโยชน์ที่องค์กรมักได้จากการทำงาน HR อัตโนมัติอย่างเป็นระบบ ได้แก่
- ลดเวลาที่ใช้กับงานซ้ำ ทำให้ทีมมีเวลาไปทำงานที่สร้างคุณค่าสูงกว่า
- ลดความผิดพลาดจากการกรอกข้อมูลหรือคำนวณด้วยมือ
- ทำให้ข้อมูลรวมศูนย์ ค้นหาและตรวจสอบย้อนหลังได้ง่าย
- สร้างความสม่ำเสมอของกระบวนการ พนักงานทุกคนได้รับการปฏิบัติตามขั้นตอนเดียวกัน
งาน HR แบบไหนที่ควรทำให้เป็นอัตโนมัติก่อน
ไม่ใช่ทุกงานที่เหมาะกับการทำให้เป็นอัตโนมัติเท่ากัน วิธีที่ช่วยให้ตัดสินใจได้คือการพิจารณาสองมิติ
มิติแรกคือความถี่ งานที่ทำบ่อยและซ้ำเป็นรอบ เช่น การคำนวณวันลาทุกเดือน หรือการแจ้งเตือนรอบประเมินทุกไตรมาส จะคืนเวลาให้ทีมได้มากกว่างานที่ทำปีละครั้ง
มิติที่สองคือความชัดเจนของกฎเกณฑ์ งานที่มีเงื่อนไขตายตัวและมีคำตอบที่ถูกต้องเพียงแบบเดียว เช่น การคำนวณตามสูตร เหมาะกับการทำเป็นอัตโนมัติมากกว่างานที่ต้องใช้วิจารณญาณหรือการตีความเป็นกรณี
ตัวอย่างกลุ่มงานที่มักเหมาะกับการทำเป็นอัตโนมัติก่อน เช่น การจัดการวันลาและการลงเวลา การส่งเอกสารและขั้นตอนต้อนรับพนักงานใหม่ การแจ้งเตือนและรวบรวมข้อมูลในรอบประเมินผลงาน และการสร้างรายงานพื้นฐานที่ดึงจากข้อมูลเดิม
ส่วนงานที่ต้องใช้ความรู้สึกและความสัมพันธ์เป็นหลัก เช่น การพูดคุยเรื่องผลงานเชิงพัฒนา หรือการดูแลพนักงานที่กำลังลาออก ยังคงต้องการคนเป็นหลัก แม้ว่าระบบจะช่วยจัดเตรียมข้อมูลประกอบการตัดสินใจได้
ทำงาน HR ซ้ำ ๆ ให้เป็นอัตโนมัติมีขั้นตอนอย่างไร
กระบวนการทำงาน HR ให้เป็นอัตโนมัติที่นำไปใช้ได้จริงประกอบด้วย 5 ขั้นตอนหลัก
ขั้นที่ 1 — ระบุงานที่ทำซ้ำและจดบันทึกขั้นตอน
เริ่มจากการทำรายการงานที่ทีม HR ทำซ้ำในแต่ละสัปดาห์และเดือน จากนั้นบันทึกขั้นตอนของแต่ละงานว่ามีกี่ขั้น ใช้ข้อมูลจากแหล่งใด และส่งต่อให้ใคร การมองเห็นขั้นตอนทั้งหมดช่วยให้ระบุได้ว่างานใดมีรูปแบบตายตัวพอที่จะทำให้เป็นอัตโนมัติ และงานใดยังต้องอาศัยคน
ขั้นที่ 2 — จัดลำดับความสำคัญ
นำงานที่บันทึกไว้มาประเมินด้วยเกณฑ์ความถี่และความซับซ้อน งานที่ทำบ่อยและมีกฎเกณฑ์ชัดเจนควรเป็นเป้าหมายแรก เพราะตั้งระบบได้ง่ายและเห็นผลเร็ว การเริ่มจากงานที่เห็นผลเร็วยังช่วยสร้างความมั่นใจให้ทีมก่อนขยายไปยังงานที่ซับซ้อนกว่า
ขั้นที่ 3 — ออกแบบขั้นตอนงานใหม่ก่อนเลือกเครื่องมือ
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือการนำขั้นตอนเดิมทั้งหมดไปทำให้เป็นอัตโนมัติโดยไม่ทบทวนก่อน ซึ่งเท่ากับขยายความสิ้นเปลืองให้เร็วขึ้น ควรทบทวนว่ามีขั้นตอนใดที่ตัดทอนหรือรวมได้ แล้วเขียนผังขั้นตอนใหม่ที่กระชับ ระบุชัดว่าจุดใดให้ระบบทำและจุดใดยังต้องการคนตัดสินใจ
ขั้นที่ 4 — เลือกและตั้งค่าเครื่องมือ
เลือกเครื่องมือตามขนาดและความพร้อมขององค์กร สำหรับองค์กรที่เพิ่งเริ่ม สเปรดชีตที่ตั้งสูตรและฟอร์มออนไลน์ที่รวบรวมข้อมูลเข้าตารางโดยตรงก็เพียงพอ ส่วนองค์กรที่พร้อมกว่าอาจใช้ระบบ HRIS หรือโมดูลประเมินผลที่อยู่ในระบบประเมินผลงานอย่าง SPMS ในขั้นนี้ต้องคำนึงถึงการกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลตามแนวทางพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และทดสอบกับข้อมูลตัวอย่างก่อนใช้งานจริง
ขั้นที่ 5 — วัดผลและขยายผลทีละขั้น
เก็บข้อมูลก่อนและหลังนำระบบมาใช้ เช่น เวลาที่ใช้ต่อรอบงานและจำนวนข้อผิดพลาด เพื่อตรวจสอบว่าระบบช่วยได้จริงเพียงใด รวบรวมเสียงสะท้อนจากผู้ใช้งาน ปรับขั้นตอนที่ยังติดขัด แล้วค่อยขยายไปยังงานถัดไปเป็นลำดับ การทำทีละขั้นช่วยลดความเสี่ยงและทำให้ทีมปรับตัวได้ทัน
การประเมินผลงานเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของ HR อัตโนมัติได้อย่างไร
หนึ่งในกระบวนการที่ทำซ้ำตามรอบและมีขั้นตอนชัดเจนคือการประเมินผลงาน ซึ่งมักมีงานธุรการแฝงอยู่จำนวนมาก เช่น การแจ้งเตือนให้หัวหน้างานเข้าระบบ การรวบรวมแบบฟอร์มจากหลายฝ่าย การคำนวณคะแนนถ่วงน้ำหนัก และการจัดทำรายงานสรุป
เมื่อขั้นตอนเหล่านี้ทำด้วยมือผ่านไฟล์หลายเวอร์ชัน มักเกิดความล่าช้าและความคลาดเคลื่อนของข้อมูล ระบบประเมินผลงานที่ออกแบบมาดีจะช่วยจัดการการแจ้งเตือน การรวบรวมข้อมูล และการคำนวณคะแนนให้เป็นอัตโนมัติ ทำให้ทีม HR และหัวหน้างานได้ใช้เวลาไปกับการสนทนาเรื่องผลงานจริงมากขึ้น
บริการ SPMS ของ Triple I ช่วยวางระบบบริหารผลงานที่ลดงานธุรการในรอบประเมิน ตั้งแต่การกำหนดตัวชี้วัด การรวบรวมคะแนน ไปจนถึงการสรุปผล หากองค์กรกำลังเลือกระหว่างการตั้งตัวชี้วัดแบบ KPI หรือ OKR สามารถอ่านเปรียบเทียบได้ที่บทความ KPI vs OKR ต่างกันอย่างไร เพื่อออกแบบตัวชี้วัดให้เหมาะกับองค์กรก่อนวางระบบอัตโนมัติ
ข้อควรระวังในการทำงาน HR ให้เป็นอัตโนมัติ
ทำให้ขั้นตอนที่ไม่จำเป็นกลายเป็นอัตโนมัติ อย่างที่กล่าวไปข้างต้น การเร่งทำให้เป็นอัตโนมัติโดยไม่ทบทวนขั้นตอนก่อน คือการทำให้งานที่ควรถูกตัดทิ้งทำงานเร็วขึ้นเท่านั้น ควรออกแบบขั้นตอนใหม่ก่อนเสมอ
มองข้ามเรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ระบบ HR จัดการข้อมูลพนักงานจำนวนมาก จึงต้องคำนึงถึงแนวทางตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) เช่น การกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงตามบทบาท และการเก็บข้อมูลเท่าที่จำเป็น
ละเลยการสื่อสารกับผู้ใช้งาน หากนำระบบมาใช้โดยไม่อธิบายเหตุผลและวิธีใช้ให้หัวหน้างานและพนักงานเข้าใจ ปัจจัยนี้อาจทำให้คนไม่ยอมใช้ระบบและกลับไปทำด้วยมือเหมือนเดิม
หวังพึ่งระบบมากเกินไป งานที่ต้องใช้วิจารณญาณและความสัมพันธ์ยังคงต้องการคน ระบบที่ดีคือเครื่องมือที่ช่วยจัดเตรียมข้อมูลและลดงานธุรการ ไม่ใช่สิ่งทดแทนการตัดสินใจของคน
แนวทางปรับใช้สำหรับองค์กร SME ไทย
สำหรับองค์กรขนาดกลางและเล็กที่มีทรัพยากรจำกัด การทำงาน HR ให้เป็นอัตโนมัติไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการลงทุนระบบราคาแพง แนวทางที่ทำได้จริง ได้แก่
เริ่มจากงานเดียวที่เจ็บปวดที่สุด เลือกงานที่ทำซ้ำบ่อยและสร้างภาระให้ทีมมากที่สุดมาทำเป็นอัตโนมัติก่อนหนึ่งงาน แล้วเรียนรู้จากงานนั้นก่อนขยายผล
ใช้เครื่องมือที่มีอยู่แล้วให้เต็มที่ สเปรดชีตที่ตั้งสูตร ฟอร์มออนไลน์ และการตั้งเทมเพลตอีเมล สามารถลดงานซ้ำได้มากโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม
ออกแบบให้ขยายต่อได้ เมื่อวางขั้นตอนและจัดเก็บข้อมูลให้เป็นระเบียบตั้งแต่แรก การย้ายไปสู่ระบบที่ใหญ่กว่าในอนาคตจะทำได้ราบรื่นขึ้น
สรุป
การทำงาน HR ซ้ำ ๆ ให้เป็นอัตโนมัติที่ได้ผลต้องเริ่มจากการระบุงานที่ทำซ้ำและมีกฎเกณฑ์ชัดเจน จัดลำดับตามความถี่และความซับซ้อน ออกแบบขั้นตอนใหม่ก่อนเลือกเครื่องมือ แล้วจึงตั้งค่าระบบโดยคำนึงถึงการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล จากนั้นวัดผลและขยายผลทีละขั้น เป้าหมายไม่ใช่การลดคน แต่คือการคืนเวลาให้ทีม HR ไปทำงานที่สร้างคุณค่าสูงกว่า
กระบวนการนี้ไม่ได้ซับซ้อนเกินกว่า SME จะเริ่มได้ แต่ต้องการจุดเริ่มต้นที่ดี คือการเลือกงานที่เหมาะและออกแบบขั้นตอนให้ชัดเจนก่อน หากองค์กรอยากเริ่มจากการลดงานธุรการในรอบประเมินผลงาน นัดคุยฟรีกับที่ปรึกษา Triple I เรื่องระบบ SPMS เพื่อหารือแนวทางที่เหมาะกับองค์กรของคุณ
คำถามที่พบบ่อย
งาน HR แบบไหนที่เหมาะกับการทำให้เป็นอัตโนมัติก่อน
งานที่เหมาะกับการทำให้เป็นอัตโนมัติก่อนคืองานที่ทำซ้ำบ่อย มีขั้นตอนชัดเจน และมีกฎเกณฑ์ตายตัว เช่น การคำนวณวันลา การส่งเอกสารต้อนรับพนักงานใหม่ การแจ้งเตือนรอบประเมินผลงาน หรือการรวบรวมคะแนนประเมิน งานที่ต้องใช้วิจารณญาณสูงหรือต้องสื่อสารเชิงความรู้สึกมาก เช่น การให้ฟีดแบ็กเชิงพัฒนา ยังคงต้องการคนเป็นหลัก แต่ระบบสามารถช่วยจัดเตรียมข้อมูลให้ได้
องค์กร SME ที่งบจำกัดเริ่มทำ HR อัตโนมัติได้ไหม
ได้ และไม่จำเป็นต้องลงทุนระบบราคาแพงตั้งแต่แรก องค์กร SME สามารถเริ่มจากเครื่องมือที่มีอยู่แล้ว เช่น สเปรดชีตที่ตั้งสูตรอัตโนมัติ ฟอร์มออนไลน์ที่รวบรวมข้อมูลเข้าตารางโดยตรง หรือการตั้งเทมเพลตอีเมลและการแจ้งเตือนอัตโนมัติ จุดสำคัญคือการออกแบบขั้นตอนงานให้ชัดเจนก่อน แล้วค่อยเลือกเครื่องมือตามความพร้อมและงบประมาณ
ทำงาน HR ให้เป็นอัตโนมัติแล้วจะลดจำนวนคน HR ลงหรือไม่
เป้าหมายหลักของการทำงานอัตโนมัติคือการลดเวลาที่ใช้กับงานซ้ำ ๆ เพื่อให้ทีม HR มีเวลาไปทำงานที่สร้างคุณค่าสูงกว่า เช่น การพัฒนาคน การวางกลยุทธ์กำลังคน หรือการดูแลประสบการณ์พนักงาน มากกว่าการมุ่งลดจำนวนคนโดยตรง อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์จริงขึ้นกับการออกแบบงานใหม่ขององค์กรหลังนำระบบมาใช้
ความเสี่ยงด้านข้อมูลส่วนบุคคลของการทำ HR อัตโนมัติมีอะไรบ้าง
เนื่องจากระบบ HR จัดการข้อมูลพนักงานจำนวนมาก การทำงานอัตโนมัติต้องคำนึงถึงการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามแนวทางของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) เช่น การกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลตามบทบาท การเก็บข้อมูลเท่าที่จำเป็น และการมีบันทึกการเข้าถึง องค์กรควรตรวจสอบว่าเครื่องมือที่เลือกรองรับการจัดการสิทธิ์และความปลอดภัยของข้อมูลอย่างเพียงพอ