ข้ามไปยังเนื้อหา
Triple I HR
← กลับไปบทความทั้งหมด

วิธีเขียน Job Description ที่ใช้ได้จริงสำหรับองค์กรไทย

เผยแพร่ ปรับปรุงล่าสุด การสรรหาและ Job Description การบริหารงานทรัพยากรบุคคล

ใบกำหนดลักษณะงาน (Job Description หรือ JD) ที่เขียนดีคือรากฐานของกระบวนการบริหารบุคคลทั้งหมด ทั้งการสรรหา การประเมินผลงาน การกำหนดค่าตอบแทน และการพัฒนาบุคลากร วิธีเขียน JD ที่ใช้ได้จริงเริ่มจากการวิเคราะห์งานอย่างเป็นระบบ กำหนดหน้าที่ด้วยผลลัพธ์ที่วัดได้ และระบุสมรรถนะที่ตรงกับความต้องการจริงของตำแหน่ง ไม่ใช่การคัดลอกตัวอย่างจากอินเทอร์เน็ตแล้วปรับแค่ชื่อตำแหน่ง

บทความนี้จะพาไปดูทีละขั้นตอน ตั้งแต่โครงสร้างที่ควรมี ภาษาที่ควรใช้ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย และวิธีทำให้ JD เชื่อมโยงกับระบบ HR อื่น ๆ ขององค์กรได้จริง

JD คืออะไร และทำไมองค์กรถึงต้องการมัน

ใบกำหนดลักษณะงาน (JD) คือเอกสารที่ระบุว่าตำแหน่งงานหนึ่งมีวัตถุประสงค์อะไร มีหน้าที่ความรับผิดชอบอะไรบ้าง ต้องการคุณสมบัติและสมรรถนะแบบใด และมีมาตรฐานการปฏิบัติงานที่คาดหวังอย่างไร

JD ทำหน้าที่เป็นสัญญาอ้างอิงที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกัน ได้แก่

  • ฝ่ายสรรหา ใช้ JD เป็นฐานในการเขียนประกาศรับสมัครงานและคัดกรองผู้สมัคร
  • หัวหน้างาน ใช้ JD ในการมอบหมายงาน กำหนด KPI และประเมินผลงาน
  • ฝ่าย HR ใช้ JD ในการประเมินค่างาน กำหนดกระบอกเงินเดือน และวางแผนพัฒนาบุคลากร
  • พนักงาน ใช้ JD เพื่อทำความเข้าใจขอบเขตงานและเส้นทางความก้าวหน้า

หนึ่งในปัจจัยที่อาจส่งผลต่อคุณภาพการสรรหาและการบริหารบุคคลคือ JD ที่เขียนไม่ชัดเจนหรือไม่สะท้อนงานจริง ทำให้ความเข้าใจของแต่ละฝ่ายไม่ตรงกัน

โครงสร้าง JD ที่ดีควรมีอะไรบ้าง

JD ที่ใช้งานได้จริงในองค์กรไทยควรประกอบด้วยส่วนหลักดังนี้

1. ข้อมูลตำแหน่ง (Position Information) ได้แก่ ชื่อตำแหน่ง ระดับตำแหน่ง หน่วยงาน สายการรายงาน (รายงานต่อใคร และมีผู้ใต้บังคับบัญชาหรือไม่) และรูปแบบการทำงาน

2. วัตถุประสงค์ของตำแหน่ง (Position Purpose) เป็นประโยคสั้น ๆ 2-3 ประโยคที่อธิบายว่าตำแหน่งนี้มีไว้เพื่ออะไรและสร้างคุณค่าอะไรให้ธุรกิจ เป็นส่วนที่คนมักข้ามแต่มีความสำคัญมาก เพราะช่วยให้ผู้ดำรงตำแหน่งเข้าใจภาพรวมของงาน

3. หน้าที่ความรับผิดชอบหลัก (Key Responsibilities) ควรมี 5-8 ข้อหลักที่ครอบคลุมงานจริงของตำแหน่ง แต่ละข้อควรระบุทั้งกิจกรรมและผลลัพธ์ที่คาดหวัง

4. คุณสมบัติที่ต้องการ (Required Qualifications) แบ่งเป็นคุณสมบัติที่จำเป็นและคุณสมบัติที่พึงประสงค์ ครอบคลุมการศึกษา ประสบการณ์ ทักษะเฉพาะทาง และใบรับรองหรือใบอนุญาตที่เกี่ยวข้อง

5. สมรรถนะที่ต้องการ (Required Competencies) สมรรถนะเป็นมากกว่าทักษะ เพราะรวมถึงความรู้ ความสามารถ และพฤติกรรมที่แสดงออกในการทำงาน แนวทาง Job Evaluation แบบ Point-Factor มักจัดสมรรถนะเป็นกลุ่มตาม ความรู้เฉพาะทาง ทักษะการแก้ปัญหา และทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น

6. ตัวชี้วัดความสำเร็จ (Key Performance Indicators) KPI หลัก 3-5 ข้อที่บ่งบอกว่าผู้ดำรงตำแหน่งปฏิบัติงานได้ตามมาตรฐาน เป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญระหว่าง JD กับระบบประเมินผลงาน (SPMS)

วิธีเขียน JD ทีละขั้นตอน

ขั้นตอนต่อไปนี้เป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับการเขียน JD ที่ครบถ้วนและใช้งานได้จริง

ขั้นที่ 1 — วิเคราะห์งานก่อนเขียน

เริ่มจากการพูดคุยกับหัวหน้างานและผู้ปฏิบัติงานจริง เพื่อทำความเข้าใจว่างานนี้สร้างคุณค่าอะไรให้องค์กร ผลลัพธ์ที่ต้องการคืออะไร และมีกิจกรรมหลักอะไรบ้าง การวิเคราะห์งาน (Job Analysis) เป็นขั้นตอนแรกที่ขาดไม่ได้ก่อนจะเขียนเนื้อหาใด ๆ คำถามที่ช่วยได้ เช่น “งานนี้ทำอะไรบ้างในหนึ่งสัปดาห์” “ผลลัพธ์อะไรที่ทำให้บอกได้ว่าคนนี้ทำงานได้ดี” และ “ถ้าตำแหน่งนี้ว่างหนึ่งเดือน อะไรจะไม่เกิดขึ้น”

ขั้นที่ 2 — กำหนดชื่อตำแหน่งและวัตถุประสงค์

ชื่อตำแหน่งควรสื่อความหมายชัดเจนและสอดคล้องกับโครงสร้างตำแหน่งขององค์กร วัตถุประสงค์ของตำแหน่งควรเขียนใน 2-3 ประโยคที่ตอบว่า “ตำแหน่งนี้มีไว้เพื่ออะไร และสร้างผลลัพธ์อะไรให้ธุรกิจ”

ตัวอย่าง: “ตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อมีหน้าที่บริหารกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างขององค์กรให้มีประสิทธิภาพ คุ้มค่า และเป็นไปตามข้อกำหนดทางกฎหมายและนโยบายบริษัท เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของทุกหน่วยงานอย่างต่อเนื่อง”

ขั้นที่ 3 — เขียนหน้าที่ความรับผิดชอบด้วยผลลัพธ์

แต่ละหน้าที่ควรระบุทั้งกิจกรรมและผลลัพธ์ที่คาดหวัง แทนที่จะเขียนว่า “จัดทำสัญญาจัดซื้อ” ให้เขียนว่า “จัดทำและบริหารสัญญาจัดซื้อกับผู้ขายสำคัญเพื่อให้ได้เงื่อนไขที่เหมาะสมและป้องกันความเสี่ยงด้านกฎหมาย”

ควรมี 5-8 ข้อหลักที่ครอบคลุมงานจริงอย่างน้อย 80% ของเวลาทำงาน หากมีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายหรือระเบียบราชการ เช่น หน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 หรือ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) พ.ศ. 2562 ควรระบุไว้อย่างชัดเจน

ขั้นที่ 4 — กำหนดคุณสมบัติและสมรรถนะ

แยกคุณสมบัติออกเป็นสองกลุ่มชัดเจน ได้แก่ คุณสมบัติที่จำเป็น (ขาดไม่ได้) และคุณสมบัติที่พึงประสงค์ (มีจะดี แต่พัฒนาได้) การแยกหมวดนี้ช่วยป้องกันการปฏิเสธผู้สมัครที่มีศักยภาพสูงแต่ยังขาดบางทักษะที่องค์กรสามารถพัฒนาให้ได้

สำหรับสมรรถนะ ให้เลือกเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับงานจริง ไม่ใช่ใส่ทุกสมรรถนะที่ฟังดูดี เช่น ถ้างานเน้นการวิเคราะห์ข้อมูล ก็ให้น้ำหนักกับสมรรถนะเชิงการคิดวิเคราะห์มากกว่าสมรรถนะความเป็นผู้นำ

ขั้นที่ 5 — กำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จ

ระบุ KPI หรือมาตรฐานการปฏิบัติงาน (Performance Standard) หลัก 3-5 ข้อที่บ่งบอกว่าผู้ดำรงตำแหน่งปฏิบัติงานได้มาตรฐาน การกำหนดตัวชี้วัดไว้ใน JD ล่วงหน้าช่วยให้กระบวนการ ประเมินผลงานผ่านระบบ SPMS มีความชัดเจนและเป็นธรรมมากขึ้น

ขั้นที่ 6 — ทบทวนและรับรองโดยผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง

นำร่าง JD ให้หัวหน้างาน ผู้ปฏิบัติงาน และฝ่าย HR ร่วมตรวจสอบความถูกต้องและความครบถ้วน จากนั้นจึงรับรองโดยผู้มีอำนาจที่เหมาะสมก่อนนำเข้าระบบ การรับรองอย่างเป็นทางการช่วยให้ JD มีสถานะเป็นเอกสารอ้างอิงที่ทุกฝ่ายยอมรับ

ภาษาที่ควรใช้และควรหลีกเลี่ยงใน JD

ภาษาใน JD มีผลโดยตรงต่อการตีความและการนำไปใช้งาน

ภาษาที่ควรใช้:

  • ใช้กริยาที่วัดได้ เช่น “วิเคราะห์” “จัดทำ” “บริหาร” “ประสานงาน” “รายงาน” แทนกริยากว้าง ๆ เช่น “ดูแล” หรือ “รับผิดชอบ”
  • ระบุขอบเขตหรือสัดส่วน เช่น “บริหารทีม 3-5 คน” หรือ “รายงานต่อผู้อำนวยการฝ่าย”
  • ใช้ภาษาที่เป็นกลางและไม่เปิดโอกาสให้ตีความต่างกัน

ภาษาที่ควรหลีกเลี่ยง:

  • ภาษาที่อาจนำไปสู่การเลือกปฏิบัติโดยไม่ตั้งใจ เช่น การระบุอายุหรือเพศโดยไม่จำเป็น ซึ่งอาจขัดกับหลักการภายใต้ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541
  • ศัพท์ภายในองค์กรที่คนภายนอกไม่เข้าใจ
  • ข้อกำหนดที่ไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานจริง

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการเขียน JD

1. คัดลอกจากแหล่งอื่นโดยไม่ปรับให้ตรงกับงานจริง JD ที่คัดลอกมาจากองค์กรอื่นหรือจากอินเทอร์เน็ตมักไม่สะท้อนงานจริงขององค์กร ทำให้เกิดความไม่ตรงกันระหว่างสิ่งที่ระบุในเอกสารกับสิ่งที่ผู้ดำรงตำแหน่งต้องทำจริง

2. เขียนครั้งเดียวแล้วไม่อัปเดต งานและบริบทขององค์กรเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา JD ที่ไม่ได้รับการอัปเดตจะกลายเป็นเอกสารที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง ส่งผลให้การสรรหา การประเมินผลงาน และการกำหนดค่าตอบแทนมีปัญหา

3. ใส่ทุกอย่างจนยาวเกินไป JD ที่มีหน้าที่ความรับผิดชอบ 20 ข้อหรือคุณสมบัติ 30 ข้อ มักทำให้ยากต่อการใช้งานจริง ควรโฟกัสที่สาระสำคัญ

4. ไม่เชื่อมโยงกับระบบ HR อื่น JD ที่ดีควรเชื่อมต่อกับระบบ ประเมินค่างานเพื่อกำหนดกระบอกเงินเดือน ระบบประเมินผลงาน และแผนพัฒนาบุคลากร หาก JD เป็นเอกสารที่แยกอยู่โดด ๆ โดยไม่เชื่อมกับระบบอื่น คุณค่าของ JD จะลดลงอย่างมาก

JD เชื่อมกับระบบ HR อื่นอย่างไร

ใบกำหนดลักษณะงานที่ดีเป็นมากกว่าเอกสารสรรหา แต่เป็นรากฐานของระบบ HR ที่เชื่อมกันอย่างน้อยสามด้านหลัก

ด้านค่าตอบแทน: JD เป็นข้อมูลหลักในกระบวนการประเมินค่างาน (Job Evaluation) ที่นำไปสู่การกำหนดระดับตำแหน่งและกระบอกเงินเดือน ตามหลักการ JD ที่ระบุขอบเขตความรับผิดชอบและระดับความซับซ้อนชัดเจนจะช่วยให้การประเมินค่างานมีความเที่ยงตรงมากขึ้น อ่านเพิ่มเติมเรื่อง โครงสร้างเงินเดือน (Salary Structure) ได้ที่บทความนี้

ด้านการประเมินผลงาน: KPI ที่ระบุใน JD ควรเป็นฐานในการกำหนดเป้าหมายรายบุคคล ทำให้กระบวนการประเมินผลงานมีความเชื่อมโยงกับงานจริง

ด้านการพัฒนาบุคลากร: สมรรถนะที่ระบุใน JD เป็นข้อมูลสำคัญในการวางแผนพัฒนาบุคลากรรายบุคคล (Individual Development Plan หรือ IDP) และการออกแบบหลักสูตรฝึกอบรม

การทำให้ JD ทั่วทั้งองค์กรสอดคล้องกัน

ในองค์กรที่มีตำแหน่งงานหลายสิบหรือหลายร้อยตำแหน่ง ความท้าทายสำคัญคือการทำให้ JD ทุกตำแหน่งมีโครงสร้างและมาตรฐานที่สอดคล้องกัน ไม่ใช่แต่ละหน่วยงานเขียนแบบของตัวเองที่ไม่ตรงกัน

แนวทางที่ช่วยได้ ได้แก่

  • กำหนด Template มาตรฐาน ที่ทุกหน่วยงานใช้ร่วมกัน
  • สร้าง Competency Dictionary ที่ระบุสมรรถนะและนิยามมาตรฐาน เพื่อให้ทุกคนหมายถึงสิ่งเดียวกัน
  • ระบบรับรองกลาง โดยฝ่าย HR เป็นผู้ตรวจสอบความสอดคล้องก่อนอนุมัติ
  • รอบทบทวนประจำปี ที่กำหนดชัดเจนว่าจะทบทวน JD เมื่อไหร่และใครรับผิดชอบ

บริการ Smart JD ของ Triple I HR Consulting ช่วยองค์กรวางโครงสร้างและมาตรฐาน JD ทั่วทั้งองค์กรอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การวิเคราะห์งาน การกำหนด Competency Framework จนถึงการสร้าง JD ที่พร้อมใช้งานในกระบวนการสรรหาและประเมินผลงาน


หากองค์กรของคุณกำลังมองหาแนวทางจัดทำ JD อย่างเป็นระบบหรือต้องการ JD ที่สอดคล้องกับโครงสร้างตำแหน่งและระบบ HR ทั้งหมด ทีม Triple I HR Consulting พร้อมให้คำปรึกษาฟรี ติดต่อได้ที่ บริการ Smart JD เพื่อนัดคุยและประเมินความต้องการของคุณโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

คำถามที่พบบ่อย

JD ที่ดีควรมีส่วนประกอบอะไรบ้าง

ใบกำหนดลักษณะงานที่ใช้งานได้จริงควรประกอบด้วยชื่อตำแหน่งที่ชัดเจน วัตถุประสงค์ของตำแหน่ง หน้าที่ความรับผิดชอบหลักพร้อมผลลัพธ์ที่คาดหวัง คุณสมบัติที่จำเป็นและที่พึงประสงค์ และสมรรถนะที่ต้องการ ส่วนประกอบเหล่านี้เชื่อมโยงกันและนำไปใช้ได้ทั้งในกระบวนการสรรหา การประเมินผลงาน และการวางแผนพัฒนาบุคลากร

JD ที่เขียนไม่ดีส่งผลอย่างไรต่อองค์กร

หนึ่งในผลกระทบที่พบบ่อยคือการสรรหาคนที่ไม่ตรงกับงานจริง เนื่องจากผู้สมัครและผู้จ้างงานมีความเข้าใจบทบาทแตกต่างกัน นอกจากนี้ยังอาจนำไปสู่ความไม่ชัดเจนในการกำหนด KPI การประเมินผลงานที่ไม่เที่ยงตรง และความยากในการกำหนดกระบอกเงินเดือนที่เหมาะสมกับงาน

ต้องอัปเดต JD บ่อยแค่ไหน

แนวทางทั่วไปแนะนำให้ทบทวน JD อย่างน้อยปีละครั้งหรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กร การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ธุรกิจ หรือเมื่อเทคโนโลยีและกระบวนการทำงานเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ

JD กับประกาศรับสมัครงานแตกต่างกันอย่างไร

ใบกำหนดลักษณะงาน (JD) เป็นเอกสารภายในที่ครอบคลุมรายละเอียดครบถ้วนทั้งหน้าที่ สมรรถนะ และมาตรฐานการปฏิบัติงาน ส่วนประกาศรับสมัครงานเป็นเอกสารสื่อสารภายนอกที่ดึงข้อมูลสำคัญจาก JD มานำเสนอในรูปแบบที่ดึงดูดผู้สมัคร JD ที่ดีจึงเป็นรากฐานที่ทำให้ประกาศรับสมัครงานมีคุณภาพและตรงกับความต้องการจริง

Smart JD ช่วยเรื่องการเขียน JD อย่างไร

Smart JD เป็นบริการที่ช่วยวิเคราะห์งานและจัดทำใบกำหนดลักษณะงานอย่างเป็นระบบ โดยครอบคลุมทั้งโครงสร้างหน้าที่ มาตรฐานสมรรถนะ และการเชื่อมโยงกับโครงสร้างตำแหน่ง ทำให้ HR ไม่ต้องเริ่มจากศูนย์และได้ JD ที่สอดคล้องกันทั่วทั้งองค์กร


Triple I HR Consulting

เผยแพร่โดย

Triple I HR Consulting

ทีมที่ปรึกษาด้านโครงสร้างเงินเดือน ระบบประเมินผลงาน และ Job Description

อยากปรึกษาเรื่องนี้เพิ่มเติม?

นัดคุย 30 นาทีฟรี ไม่มีการขายในรอบแรก แค่เล่าให้เราฟัง

นัดคุยฟรี