ข้ามไปยังเนื้อหา
Triple I HR
← กลับไปบทความทั้งหมด

วิธีกำหนดช่วงเงินเดือนแต่ละระดับให้มีหลักการและอธิบายได้

เผยแพร่ ปรับปรุงล่าสุด ค่าตอบแทนและโครงสร้างเงินเดือน การบริหารงานทรัพยากรบุคคล

เมื่อจัดระดับงานเสร็จแล้ว ขั้นต่อไปที่หลายองค์กรติดอยู่คือ “แล้วจะกำหนดช่วงเงินเดือนของแต่ละระดับอย่างไร” จะตั้ง Min–Max เท่าใดจึงจะเหมาะสม ตั้งน้อยไปก็แข่งขันไม่ได้ ตั้งมากไปก็กลัวต้นทุนบาน

บทความนี้แยกกระบวนการออกเป็นขั้นตอนที่ทำได้จริง ตั้งแต่หาจุดอ้างอิงกลาง ไปจนถึงคำนวณขอบบนและล่างของช่วง

ทำความเข้าใจสามส่วนของช่วงเงินเดือน

ช่วงเงินเดือน (pay range หรือ pay band) ในแต่ละระดับงานประกอบด้วยสามจุดหลัก:

  • Minimum: ค่าต่ำสุดที่องค์กรจะรับพนักงานเข้ามาในระดับนั้น มักใช้กับพนักงานใหม่ที่ยังต้องพัฒนาทักษะ
  • Midpoint: จุดกึ่งกลางที่สะท้อนว่าพนักงานที่ทำงานได้ตามมาตรฐานของระดับนั้นควรได้รับค่าตอบแทนเท่าใด มักใช้เป็น pay policy line
  • Maximum: ค่าสูงสุดที่องค์กรจ่ายสำหรับระดับงานนั้น มักสงวนไว้สำหรับพนักงานที่ทำงานได้ดีเยี่ยมและอยู่มานาน

ทั้งสามจุดต้องออกแบบให้สัมพันธ์กัน

ขั้นที่ 1: หา midpoint จากข้อมูลตลาด

กระบวนการเริ่มจาก midpoint ก่อน minimum และ maximum

midpoint ของแต่ละระดับงานควรอ้างอิงจากข้อมูลตลาดที่บอกว่าตำแหน่งในระดับนั้น ๆ ตลาดจ่ายอยู่เท่าใดในเปอร์เซนไทล์ที่องค์กรเลือกเป็น pay policy line เช่น ถ้าตั้ง policy line ที่ P50 midpoint ของระดับนั้นควรใกล้เคียงกับค่ากลาง (median) ของตลาดสำหรับตำแหน่งในระดับเดียวกัน

ข้อมูลตลาดที่ใช้ได้มาจากหลายแหล่ง ทั้งรายงาน salary survey เชิงพาณิชย์ ข้อมูลจากสมาคมอุตสาหกรรม หรือการรวบรวมจากแหล่งสาธารณะ อ่านเพิ่มเติมเรื่องแนวทางเทียบข้อมูลตลาดได้ที่ โครงสร้างเงินเดือนคืออะไร ทำไมทุกองค์กรถึงควรมี

ขั้นที่ 2: เลือก range spread

range spread คืออัตราส่วนความกว้างของช่วงเงินเดือน คำนวณได้จาก:

range spread = (Maximum − Minimum) / Minimum แสดงเป็นเปอร์เซ็นต์

ตัวอย่างเชิงหลักการ (ตัวเลขสมมติ): ถ้า Minimum = 30,000 และ Maximum = 42,000 range spread = (42,000 − 30,000) / 30,000 × 100% = 40%

ระดับ range spread ที่เหมาะสมขึ้นกับระดับงาน:

  • ระดับปฏิบัติการหรือต้น: โดยแนวโน้ม range spread แคบกว่า เพราะความต่างของประสบการณ์ในระดับนี้ไม่สูงมาก
  • ระดับกลางหรือผู้เชี่ยวชาญ: โดยแนวโน้ม range spread กว้างขึ้น เพราะช่วงพัฒนาทักษะยาวขึ้น
  • ระดับบริหาร: โดยแนวโน้ม range spread กว้างที่สุด เพราะความต่างระหว่างผู้บริหารที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งกับผู้บริหารอาวุโสสูงมาก
  • ความกว้างที่แน่นอนให้องค์กรกำหนดเอง จากข้อมูลตลาดและความต่างของงานในแต่ละระดับ เพราะไม่มีตัวเลขมาตรฐานที่ใช้ร่วมกัน

ขั้นที่ 3: คำนวณ Minimum และ Maximum จาก midpoint

เมื่อมี midpoint และ range spread แล้ว สามารถคำนวณ Minimum และ Maximum ได้

สูตรที่ใช้บ่อย (เชิงหลักการ):

  • Minimum = Midpoint / (1 + range spread / 2)
  • Maximum = Minimum × (1 + range spread)

ตัวอย่างเชิงหลักการ (ตัวเลขสมมติ): midpoint = 36,000 บาท และ range spread = 40% Minimum ≈ 30,000 บาท Maximum ≈ 42,000 บาท

ตัวเลขที่คำนวณได้อาจปรับปัดเพื่อให้อ่านง่ายและสะดวกในการใช้งาน แต่ควรให้ใกล้เคียงผลคำนวณที่มีหลักการ

ขั้นที่ 4: ตรวจ midpoint progression ระหว่างระดับ

หลังตั้งช่วงทุกระดับแล้ว ให้ตรวจสอบว่า midpoint จากระดับหนึ่งไปยังอีกระดับหนึ่งมีความต่างที่สมเหตุสมผล ความต่างนี้เรียกว่า midpoint progression

ถ้า midpoint progression ต่ำเกินไป เงินเดือนของสองระดับจะใกล้กันจนพนักงานไม่รู้สึกว่าการเลื่อนระดับสร้างความต่างทางค่าตอบแทน ถ้าสูงเกินไป ช่วงเงินเดือนของแต่ละระดับอาจไม่ overlap กันเลย ทำให้ยืดหยุ่นน้อยลง

ทำความเข้าใจแนวคิด compa-ratio เพิ่มได้ที่ compa-ratio คืออะไร ซึ่งช่วยให้รู้ว่าพนักงานแต่ละคนอยู่ตำแหน่งใดของช่วงเงินเดือนในระดับของตน

สรุป

การกำหนดช่วงเงินเดือนที่ดีเริ่มจากข้อมูลตลาด เลือก policy line เลือก range spread ที่เหมาะกับระดับงาน แล้วคำนวณย้อนจาก midpoint

หากองค์กรของคุณกำลังออกแบบหรือทบทวนช่วงเงินเดือนทุกระดับให้มีหลักการและอธิบายได้ การออกแบบโครงสร้างเงินเดือนครอบคลุมทุกขั้นตอนนี้ ทักมาคุยกันได้ครับ ยินดีให้คำปรึกษาเบื้องต้นโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

คำถามที่พบบ่อย

การกำหนดช่วงเงินเดือนแต่ละระดับงานควรเริ่มจากอะไร

ควรเริ่มจากการหาจุดกึ่งกลาง (midpoint) จากข้อมูลตลาด ไม่ใช่เริ่มจากการตั้งค่าต่ำสุดหรือสูงสุดก่อน โดยอ้างอิงเปอร์เซนไทล์ที่องค์กรเลือกเป็นนโยบายค่าตอบแทน เช่น P50 แล้วจึงคำนวณค่าต่ำสุดและสูงสุดย้อนจาก midpoint

range spread คืออะไร และควรกว้างแค่ไหน

range spread คืออัตราส่วนความกว้างของช่วงเงินเดือน คำนวณจาก (ค่าสูงสุด − ค่าต่ำสุด) / ค่าต่ำสุด แล้วแสดงเป็นเปอร์เซ็นต์ ไม่มีตัวเลขตายตัวที่ใช้ได้กับทุกองค์กร ระดับที่ความต่างของประสบการณ์สูงควรกว้างกว่าระดับที่ความต่างน้อย ให้กำหนดจากข้อมูลตลาดและความต่างของงานในระดับนั้นขององค์กรเอง

คำนวณค่าต่ำสุดและสูงสุดของช่วงเงินเดือนจาก midpoint ได้อย่างไร

ใช้สูตร ค่าต่ำสุด = midpoint หาร (1 + range spread / 2) และ ค่าสูงสุด = ค่าต่ำสุด × (1 + range spread) ตัวเลขที่คำนวณได้อาจปรับปัดให้อ่านง่าย แต่ควรให้ใกล้เคียงผลคำนวณที่มีหลักการ

midpoint progression คืออะไร และทำไมต้องตรวจสอบ

midpoint progression คือความต่างของ midpoint ระหว่างระดับงานที่ติดกัน หากต่ำเกินไปพนักงานจะไม่รู้สึกว่าการเลื่อนระดับสร้างความต่างด้านค่าตอบแทน แต่หากสูงเกินไปช่วงเงินเดือนของแต่ละระดับอาจไม่ทับซ้อนกันเลยทำให้บริหารจัดการได้ยากขึ้น

ช่วงเงินเดือนแต่ละระดับประกอบด้วยอะไรบ้าง

ประกอบด้วยสามจุดหลัก ได้แก่ ค่าต่ำสุดสำหรับพนักงานใหม่ที่ยังต้องพัฒนาทักษะ จุดกึ่งกลางที่สะท้อนค่าตอบแทนของพนักงานที่ทำงานได้ตามมาตรฐาน และค่าสูงสุดที่สงวนไว้สำหรับพนักงานที่ทำงานได้ดีเยี่ยมและอยู่มานาน ทั้งสามจุดต้องออกแบบให้สัมพันธ์กัน


Triple I HR Consulting

เผยแพร่โดย

Triple I HR Consulting

ทีมที่ปรึกษาด้านโครงสร้างเงินเดือน ระบบประเมินผลงาน และ Job Description

อยากปรึกษาเรื่องนี้เพิ่มเติม?

นัดคุย 30 นาทีฟรี ไม่มีการขายในรอบแรก แค่เล่าให้เราฟัง

นัดคุยฟรี