ข้ามไปยังเนื้อหา
Triple I HR
← กลับไปบทความทั้งหมด

สมรรถนะตามหน้าที่งานใน JD คืออะไร และเขียนอย่างไร

สมรรถนะตามหน้าที่งานใน JD คือชุดความสามารถเฉพาะที่ตำแหน่งนั้นต้องการ แต่ภายในหมวดนี้ยังแยกได้อีกสองชั้น คือ สมรรถนะระดับสายงานที่ทุกตำแหน่งในกลุ่มงานเดียวกันใช้ร่วมกัน กับสมรรถนะระดับตำแหน่งที่จำเพาะกับงานหนึ่ง การเขียนสองชั้นนี้ให้ชัดเจนใน JD คือสิ่งที่ทำให้กระบวนการสรรหา การประเมินผลงาน และการวางแผนพัฒนาบุคลากรมีทิศทางที่วัดได้จริง

บทความนี้เน้นที่การเขียนสมรรถนะตามหน้าที่งานใน JD ตั้งแต่การแยกระดับสายงานกับระดับตำแหน่ง การเขียนให้วัดได้ ไปจนถึงการสร้างพจนานุกรมสมรรถนะสำหรับองค์กรขนาดกลางและเล็ก


สมรรถนะระดับสายงาน กับ สมรรถนะระดับตำแหน่ง ต่างกันอย่างไร

สมรรถนะตามหน้าที่งานเป็นความสามารถเฉพาะของกลุ่มงาน แยกออกจากสมรรถนะองค์กรที่ทุกคนต้องมีร่วมกัน (อ่านนิยามสมรรถนะหลักกับสมรรถนะตามหน้าที่งานแบบเต็มได้ที่ สมรรถนะหลักกับสมรรถนะตามหน้าที่งาน)

ในการเขียน JD จริง ความสับสนที่อาจพบคือการแยกระหว่างสมรรถนะระดับสายงานกับสมรรถนะระดับตำแหน่ง ซึ่งเป็นสองชั้นภายในหมวดสมรรถนะตามหน้าที่งานเดียวกัน

สมรรถนะระดับสายงาน (functional-level) คือความสามารถที่ทุกตำแหน่งในกลุ่มงานเดียวกันต้องมีร่วมกัน เช่น กลุ่มงานการเงินทั้งกลุ่มต้องเข้าใจหลักการจัดทำงบการเงิน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่บัญชีหรือผู้จัดการการเงิน

สมรรถนะระดับตำแหน่ง (job-specific) คือความสามารถที่จำเพาะกับตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งภายในสายงานนั้น เช่น ผู้จัดการการเงินต้องมีสมรรถนะด้านการวางแผนงบประมาณและการนำเสนอต่อผู้บริหาร ซึ่งเจ้าหน้าที่บัญชีระดับปฏิบัติการในกลุ่มเดียวกันยังไม่ต้องมี

ความต่างนี้สำคัญต่อการเขียน JD โดยตรง เพราะองค์กรขนาดกลางและเล็กอาจเขียนสมรรถนะระดับสายงานไว้ที่ตำแหน่ง ทำให้ทุกตำแหน่งในกลุ่มงานดูเหมือนกันหมด และ JD ไม่สามารถใช้แยกระดับผู้สมัครหรือออกแบบเส้นทางเติบโตภายในสายงานได้


ทำไมการระบุสมรรถนะตามหน้าที่งานใน JD จึงสำคัญ

หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้กระบวนการสรรหาไม่ได้ผู้สมัครที่ตรงตามความต้องการ คือ JD ระบุเพียง “คุณสมบัติ” เช่น ปริญญาตรีสาขาบริหาร ประสบการณ์ 3 ปี โดยไม่ได้ระบุว่าตำแหน่งนั้นต้องการความสามารถเฉพาะด้านใด

การเพิ่มสมรรถนะตามหน้าที่งานใน JD ให้ประโยชน์หลักสามด้าน

ด้านสรรหาบุคลากร: ผู้สัมภาษณ์ออกแบบคำถามเชิงพฤติกรรม (Behavioral Interview) ได้ตรงตำแหน่งมากขึ้น แทนที่จะถามทั่วไป สามารถถามว่า “ยกตัวอย่างสถานการณ์ที่คุณวิเคราะห์ข้อมูลและนำไปสู่การตัดสินใจเชิงธุรกิจ”

ด้านประเมินผลงาน: เมื่อ JD มีสมรรถนะที่ชัดเจน การประเมินผลงานในระบบบริหารผลงาน (SPMS) สามารถเชื่อมโยงผลการปฏิบัติงานกับสมรรถนะที่คาดหวังได้โดยตรง ไม่ต้องตั้งเกณฑ์ขึ้นมาใหม่ทุกรอบการประเมิน

ด้านพัฒนาบุคลากร: แผนพัฒนารายบุคคล (IDP) มีทิศทางที่วัดได้เมื่ออ้างอิงสมรรถนะตามหน้าที่งานเป็นเกณฑ์ พนักงานรู้ว่าต้องพัฒนาสิ่งใดเพื่อก้าวสู่ระดับถัดไป


สมรรถนะตามหน้าที่งานและสมรรถนะทางเทคนิคต่างกันอย่างไร

คำถามนี้อาจเกิดขึ้นเมื่อ HR เริ่มออกแบบ JD อย่างเป็นระบบ ความแตกต่างมีดังนี้

สมรรถนะทางเทคนิค (Technical Skill) มักเป็นทักษะที่วัดได้ชัดเจน เช่น ใช้โปรแกรม SAP ได้ พูดภาษาอังกฤษระดับธุรกิจ หรือได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพบัญชี ทักษะเหล่านี้มักตรวจสอบได้จากใบรับรองหรือการทดสอบ

สมรรถนะตามหน้าที่งาน ครอบคลุมกว้างกว่า โดยรวมทั้งทักษะทางเทคนิคและพฤติกรรมที่แสดงออกในการทำงานจริง ตัวอย่างเช่น “สมรรถนะด้านการวิเคราะห์ทางการเงิน” รวมถึงการคำนวณตัวเลขให้ถูกต้อง การตีความผลและนำเสนอข้อมูลแก่ผู้บริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในทางปฏิบัติ JD ที่ดีมักระบุทั้งสองอย่างแยกกัน เช่น หัวข้อ “ทักษะที่จำเป็น” (สำหรับเทคนิค) และหัวข้อ “สมรรถนะที่คาดหวัง” (สำหรับสมรรถนะตามหน้าที่งาน)


จะเขียนสมรรถนะตามหน้าที่งานใน JD ให้วัดได้จริงอย่างไร

กุญแจสำคัญคือการเขียนสมรรถนะในรูปแบบที่อ้างอิงพฤติกรรมที่สังเกตได้ ไม่ใช่คุณลักษณะนามธรรม

แนวทางที่ 1: ระบุชื่อสมรรถนะ + คำนิยาม + ระดับที่คาดหวัง

สมมติว่าเขียนสมรรถนะสำหรับตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายขาย

  • สมรรถนะ: การวางแผนกลยุทธ์การขาย
  • คำนิยาม: ความสามารถในการวิเคราะห์ตลาด กำหนดเป้าหมายรายไตรมาส และออกแบบแผนปฏิบัติการสำหรับทีม
  • ระดับที่คาดหวัง: ระดับชำนาญ (สามารถดำเนินการได้เองโดยไม่ต้องมีผู้ดูแล และสามารถสอนผู้อื่นได้)

แนวทางที่ 2: ใช้กรอบระดับสมรรถนะ 4 ระดับ

กรอบหนึ่งที่ใช้ได้คือการแบ่งระดับเป็น ระดับเริ่มต้น ระดับปฏิบัติการ ระดับชำนาญ และระดับผู้เชี่ยวชาญ (หรืออาจใช้ตัวเลข 1-4) แต่ละตำแหน่งกำหนดระดับที่ต้องการ ทำให้เปรียบเทียบข้ามตำแหน่งได้ง่าย

แนวทางที่ 3: เชื่อมสมรรถนะกับงานหลัก

สมรรถนะแต่ละข้อควรเชื่อมกับหน้าที่หรืองานหลักที่ระบุใน JD ตัวอย่างเช่น ถ้างานหลักคือ “จัดทำรายงานงบประมาณรายเดือน” สมรรถนะที่เกี่ยวข้องคือ “สมรรถนะด้านการวิเคราะห์ทางการเงิน” การเชื่อมโยงนี้ทำให้ JD สอดคล้องกันตลอดทั้งเอกสาร


ตัวอย่างสมรรถนะตามหน้าที่งานจำแนกตามกลุ่มงาน

ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นสมมติเพื่อประกอบการเข้าใจ องค์กรควรปรับให้ตรงกับบริบทจริง

กลุ่มงานทรัพยากรบุคคล

  • สมรรถนะด้านการวิเคราะห์งานและออกแบบตำแหน่ง (Job Analysis & Design)
  • สมรรถนะด้านการออกแบบโครงสร้างค่าตอบแทน
  • สมรรถนะด้านการพัฒนาระบบประเมินผลงาน

กลุ่มงานการเงินและบัญชี

  • สมรรถนะด้านการจัดทำงบการเงินตามมาตรฐาน
  • สมรรถนะด้านการวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงิน
  • สมรรถนะด้านการบริหารความเสี่ยงทางการเงิน

กลุ่มงานปฏิบัติการและวิศวกรรม

  • สมรรถนะด้านการวางแผนและควบคุมการผลิต
  • สมรรถนะด้านการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน
  • สมรรถนะด้านการวิเคราะห์และแก้ปัญหาเชิงระบบ

วิธีเริ่มสร้างพจนานุกรมสมรรถนะสำหรับองค์กรขนาดเล็กและกลาง

องค์กรที่ยังไม่มีพจนานุกรมสมรรถนะ (Competency Dictionary) อาจรู้สึกว่าเป็นงานใหญ่เกินไป แต่เริ่มได้ทีละขั้นตามแนวทางต่อไปนี้

ขั้นที่ 1: จำแนกกลุ่มงานหลัก

สำรวจว่าองค์กรมีกลุ่มงานหลักกี่กลุ่ม เช่น ฝ่ายขาย ฝ่ายผลิต ฝ่ายการเงิน ฝ่าย HR ไม่ต้องครอบคลุมทุกตำแหน่งในครั้งแรก เลือกกลุ่มงานที่มีผลกระทบต่อธุรกิจสูงสุดก่อน

ขั้นที่ 2: รวบรวมสมรรถนะเด่นสำหรับแต่ละกลุ่มงาน

สัมภาษณ์หัวหน้างานและผู้ปฏิบัติงานที่มีผลงานดีเด่นว่าพวกเขาทำอะไรที่แตกต่างจากคนอื่น คำตอบเหล่านี้มักสะท้อนสมรรถนะที่แท้จริงของงานนั้น

ขั้นที่ 3: เขียนนิยามพฤติกรรมสำหรับแต่ละสมรรถนะ

แปลงสิ่งที่ได้จากการสัมภาษณ์เป็นนิยามพฤติกรรมที่สังเกตได้ หลีกเลี่ยงภาษากว้าง ๆ เช่น “มีความคิดสร้างสรรค์” แต่ระบุว่า “สามารถเสนอวิธีการทำงานใหม่ที่ลดเวลาหรือต้นทุนได้อย่างน้อย 1 ครั้งต่อไตรมาส”

ขั้นที่ 4: กำหนดระดับสมรรถนะและเชื่อมกับ JD

เมื่อมีนิยามพฤติกรรมแล้ว กำหนดระดับที่คาดหวังสำหรับแต่ละตำแหน่ง แล้วนำไปใส่ใน JD ส่วน “สมรรถนะที่คาดหวัง” พร้อมระบุระดับที่ต้องการ

ขั้นที่ 5: ทบทวนและปรับปรุงตามประสบการณ์การใช้งาน

หลังใช้งานจริงในการสรรหาหรือประเมินผลงานรอบแรก รวบรวมข้อเสนอแนะจากผู้ใช้งาน (ผู้สัมภาษณ์ หัวหน้างาน) แล้วปรับนิยามให้ชัดเจนยิ่งขึ้น พจนานุกรมสมรรถนะที่ดีต้องพัฒนาต่อเนื่อง ไม่ใช่สร้างครั้งเดียวแล้วใช้ตลอดไป


การเชื่อมสมรรถนะตามหน้าที่งานกับระบบ HR อื่น

ประโยชน์ของสมรรถนะตามหน้าที่งานจะชัดขึ้นเมื่อเชื่อมกับระบบ HR อื่นอย่างสอดคล้อง

กระบวนการสรรหาที่ใช้กรอบสมรรถนะช่วยให้ออกแบบคำถามสัมภาษณ์เชิงพฤติกรรมได้ตรงจุด เช่น ถ้าสมรรถนะที่ต้องการคือ “การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อตัดสินใจ” คำถามสัมภาษณ์ควรขอให้ผู้สมัครยกตัวอย่างสถานการณ์จริงที่ใช้ข้อมูลในการตัดสินใจ

ระบบประเมินผลงาน (SPMS) ที่เชื่อมกับสมรรถนะช่วยให้การประเมินวัดทั้งผลลัพธ์ (What) และวิธีการทำงาน (How)

แผนพัฒนารายบุคคล (IDP) ที่อ้างอิงสมรรถนะตามหน้าที่งานทำให้พนักงานและหัวหน้างานมีบทสนทนาที่เป็นรูปธรรมว่าต้องพัฒนาอะไร แทนที่จะพูดลอย ๆ ว่า “ต้องปรับปรุงการทำงาน”

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเชื่อมโยงสมรรถนะกับระบบประเมินผลงาน สามารถอ่านได้ที่ บทความเกี่ยวกับ KPI และ OKR


ข้อควรระวังในการระบุสมรรถนะใน JD

ปัญหาที่ 1: สมรรถนะคลุมเครือเกินไป

การระบุว่า “มีภาวะผู้นำ” หรือ “มีความคิดริเริ่ม” โดยไม่มีนิยามพฤติกรรมทำให้ทั้งผู้สมัครและผู้สัมภาษณ์ตีความต่างกัน ปัจจัยที่อาจเกี่ยวข้องคือ HR ไม่มีเวลาพัฒนาพจนานุกรมสมรรถนะ หรือยังไม่มีระบบรองรับ

ปัญหาที่ 2: มีสมรรถนะมากเกินไป

JD ที่ระบุสมรรถนะจำนวนมากเกินไปอาจสร้างความสับสนและไม่สามารถนำไปใช้ประเมินได้จริง แนวทางหนึ่งคือเลือกเฉพาะสมรรถนะที่สำคัญที่สุดสำหรับความสำเร็จในตำแหน่งนั้น

ปัญหาที่ 3: สมรรถนะไม่ตรงกับงานจริง

บางองค์กรคัดลอกสมรรถนะจากแหล่งอ้างอิงภายนอกมาทั้งหมดโดยไม่ปรับให้ตรงกับบริบท วิธีตรวจสอบคือถามหัวหน้างานว่า “ถ้าพนักงานมีสมรรถนะข้อนี้แต่ไม่มีข้ออื่น งานยังดำเนินไปได้ไหม” ถ้าตอบว่าได้ แสดงว่าสมรรถนะข้อนั้นอาจไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด


สรุป

สมรรถนะตามหน้าที่งานใน JD เป็นกรอบที่เชื่อมโยงการสรรหา การประเมินผลงาน และการพัฒนาบุคลากรให้เป็นระบบเดียวกัน องค์กรที่ออกแบบสมรรถนะตามหน้าที่งานอย่างรอบคอบสามารถลดความคลุมเครือในการจ้างงานและสร้างเส้นทางการเติบโตที่ชัดเจนสำหรับพนักงาน

ถ้าต้องการออกแบบ JD ที่มีสมรรถนะตามหน้าที่งานที่ใช้งานได้จริงสำหรับองค์กรของคุณ Triple I HR Consulting ให้บริการ Smart JD ที่ครอบคลุมทั้งการวิเคราะห์งาน การกำหนดสมรรถนะ และการเชื่อมโยงกับระบบประเมินผลงาน นัดคุยฟรีกับทีม Triple I เพื่อประเมินความพร้อมขององค์กรของคุณ

คำถามที่พบบ่อย

สมรรถนะระดับสายงานกับสมรรถนะระดับตำแหน่งใน JD ต่างกันอย่างไร

สมรรถนะระดับสายงานคือความสามารถที่ทุกตำแหน่งในกลุ่มงานเดียวกันต้องมีร่วมกัน เช่น กลุ่มงานการเงินต้องเข้าใจหลักการจัดทำงบการเงิน ส่วนสมรรถนะระดับตำแหน่งคือความสามารถที่จำเพาะกับตำแหน่งหนึ่งในสายงานนั้น เช่น ผู้จัดการการเงินต้องวางแผนงบประมาณและนำเสนอต่อผู้บริหารได้ การแยกสองชั้นนี้ช่วยให้ JD ใช้แยกระดับผู้สมัครและออกแบบเส้นทางเติบโตในสายงานได้ ส่วนความต่างระหว่างสมรรถนะองค์กรกับสมรรถนะตามหน้าที่งานอ่านได้ที่บทความสมรรถนะหลักกับสมรรถนะตามหน้าที่งาน

ต้องระบุสมรรถนะกี่ข้อใน JD จึงเหมาะสม

แนวทางหนึ่งคือกำหนดสมรรถนะตามหน้าที่งานเฉพาะข้อสำคัญของตำแหน่ง เพื่อให้โฟกัสกับสิ่งที่สำคัญที่สุดโดยไม่ทำให้ JD ยาวเกินไป แต่ละข้อควรระบุระดับความสามารถที่คาดหวังด้วย เช่น ระดับปฏิบัติการ ระดับชำนาญ หรือระดับผู้เชี่ยวชาญ

สมรรถนะตามหน้าที่งานควรเขียนเป็นข้อความหรือตาราง

ทั้งสองรูปแบบใช้ได้ขึ้นกับวัตถุประสงค์ ถ้า JD ใช้เพื่อสรรหาบุคลากร การเขียนเป็นรายการสั้น ๆ พร้อมระดับความสามารถที่ต้องการอ่านง่ายกว่า ถ้าใช้เพื่อประเมินผลงานหรือวางแผนพัฒนา การใช้ตารางแสดงระดับสมรรถนะ (เช่น ตั้งแต่ระดับเริ่มต้นถึงผู้เชี่ยวชาญ) ช่วยให้ใช้งานต่อเนื่องได้

HR ขนาดเล็กจะเริ่มต้นสร้างพจนานุกรมสมรรถนะได้อย่างไร

เริ่มจากการรวบรวมสมรรถนะที่ใช้ในแต่ละกลุ่มงานขององค์กร (เช่น กลุ่มงานขาย กลุ่มงานปฏิบัติการ) แล้วกำหนดนิยามพฤติกรรมที่วัดได้สำหรับแต่ละระดับ วิธีประหยัดเวลาคือศึกษากรอบสมรรถนะจากแหล่งอ้างอิงภายนอกที่เชื่อถือได้ แล้วปรับให้เหมาะกับบริบทองค์กร

ถ้า JD ไม่มีสมรรถนะตามหน้าที่งาน จะส่งผลอย่างไร

การขาดสมรรถนะตามหน้าที่งานใน JD ทำให้กระบวนการสรรหาพึ่งพาการตัดสินใจส่วนตัวมากขึ้น และยากต่อการออกแบบคำถามสัมภาษณ์หรือแบบทดสอบที่ตรงเป้า นอกจากนี้ยังทำให้แผนพัฒนารายบุคคล (IDP) ขาดทิศทางที่ชัดเจน เพราะไม่มีเกณฑ์อ้างอิงว่าพนักงานควรพัฒนาสิ่งใดเพื่อเติบโตในตำแหน่ง


Triple I HR Consulting

เผยแพร่โดย

Triple I HR Consulting

ทีมที่ปรึกษาด้านโครงสร้างเงินเดือน ระบบประเมินผลงาน และ Job Description

อยากปรึกษาเรื่องนี้เพิ่มเติม?

นัดคุย 30 นาทีฟรี ไม่มีการขายในรอบแรก แค่เล่าให้เราฟัง

นัดคุยฟรี