ข้ามไปยังเนื้อหา
Triple I HR
← กลับไปบทความทั้งหมด

การขึ้นเงินเดือนประจำปี ทำอย่างไรให้เป็นระบบและอธิบายได้

เผยแพร่ ปรับปรุงล่าสุด ค่าตอบแทนและโครงสร้างเงินเดือน การบริหารงานทรัพยากรบุคคล

การขึ้นเงินเดือนประจำปีเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่เกิดขึ้นทุกปี แต่บางองค์กรยังตัดสินใจเรื่องนี้แบบปีต่อปีโดยไม่มีกรอบที่ชัดเจน คำถามที่ตอบยากที่สุดมักไม่ใช่ “ขึ้นเท่าไร” แต่เป็น “ทำไมคนนี้ได้เท่านี้ และอีกคนได้อีกอย่าง”

บทความนี้รวบรวมแนวทางทำให้การขึ้นเงินเดือนประจำปีกลายเป็นระบบที่มีหลักเกณฑ์ อธิบายกับพนักงานได้ และวางแผนล่วงหน้าได้ ไม่ว่าจะมีทีม HR ขนาดใหญ่หรือเป็นองค์กรที่เพิ่งเริ่มจัดระบบ

ทำไมการขึ้นเงินเดือนแบบไม่มีระบบถึงสะสมปัญหา

เมื่อการขึ้นเงินเดือนขึ้นอยู่กับการต่อรองรายบุคคลและความรู้สึกของผู้บริหารในแต่ละช่วง ความไม่สอดคล้องจะค่อย ๆ สะสม ปัจจัยที่อาจเกี่ยวข้องกับปัญหาที่ตามมา ได้แก่:

  • พนักงานที่กล้าต่อรองได้ปรับขึ้นมากกว่าคนที่ทำงานเงียบ ๆ ทั้งที่ผลงานใกล้เคียงกัน
  • ต้นทุนค่าจ้างรวมเพิ่มขึ้นทุกปีโดยผู้บริหารคาดการณ์ล่วงหน้าได้ยาก
  • เมื่อพนักงานเปรียบเทียบกัน คำอธิบายที่ฝ่ายบริหารให้ได้มักไม่หนักแน่นพอ

หนึ่งในสาเหตุที่เป็นไปได้คือ องค์กรมองการขึ้นเงินเดือนเป็นเหตุการณ์รายปี ไม่ใช่กระบวนการที่ออกแบบไว้ล่วงหน้า การเปลี่ยนมุมมองตรงนี้คือจุดเริ่มต้นของการทำให้ทุกอย่างเป็นระบบ

องค์ประกอบของการขึ้นเงินเดือนที่เป็นระบบ

การขึ้นเงินเดือนที่อธิบายได้มักประกอบด้วยสามส่วนที่ทำงานร่วมกัน:

  1. กรอบงบประมาณ: เพดานรวมที่องค์กรจ่ายไหวในปีนั้น
  2. หลักเกณฑ์การกระจาย: กติกาที่บอกว่าใครควรได้สัดส่วนเท่าใดของงบ
  3. การสื่อสาร: วิธีอธิบายผลให้พนักงานเข้าใจที่มา

ขาดส่วนใดส่วนหนึ่ง ระบบก็ไม่สมบูรณ์ เช่น มีงบแต่ไม่มีหลักเกณฑ์ การกระจายก็กลับไปขึ้นกับการต่อรอง หรือมีหลักเกณฑ์ดีแต่ไม่สื่อสาร พนักงานก็ยังรู้สึกว่าไม่เป็นธรรมอยู่ดี

ขั้นที่ 1: วางกรอบงบประมาณรวม

ขั้นแรกคือกำหนดว่าปีนี้องค์กรจะใช้งบขึ้นเงินเดือนรวมเท่าใด โดยทั่วไปแสดงเป็นเปอร์เซ็นต์ของฐานเงินเดือนรวมทั้งองค์กร

ปัจจัยที่นำมาพิจารณาในการตั้งกรอบนี้ ได้แก่ ความสามารถในการจ่ายจริงขององค์กร แนวโน้มเงินเฟ้อและค่าครองชีพ และทิศทางของตลาดแรงงานในกลุ่มธุรกิจเดียวกัน

สิ่งสำคัญคือ ตัวเลขนี้ควรมาจากความเป็นจริงทางการเงินขององค์กรก่อน แล้วจึงปรับให้สอดคล้องกับตลาด ไม่ใช่ตั้งจากตัวเลขที่ได้ยินว่าบริษัทอื่นให้ การวางกรอบงบประมาณอย่างเป็นระบบยังช่วยให้ผู้บริหารคาดการณ์ต้นทุนคนล่วงหน้าได้ ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับการออกแบบโครงสร้างเงินเดือนทั้งระบบ

ขั้นที่ 2: แยกประเภทการขึ้นเงินเดือน

การขึ้นเงินเดือนประจำปีมักรวมหลายวัตถุประสงค์ไว้ในก้อนเดียว ทำให้อธิบายยาก การแยกประเภทให้ชัดช่วยให้แต่ละส่วนมีเหตุผลของตัวเอง ประเภทที่แยกได้ ได้แก่:

  • การปรับตามค่าครองชีพ: ปรับให้ทุกคนในสัดส่วนใกล้เคียงกัน เพื่อรักษาอำนาจซื้อ ไม่ผูกกับผลงาน
  • การขึ้นตามผลงาน (merit increase): ส่วนที่สะท้อนผลการประเมินของแต่ละคน
  • การปรับเชิงโครงสร้าง: ปรับเฉพาะกรณี เช่น พนักงานที่เงินเดือนต่ำกว่าช่วงของระดับงาน
  • การปรับเมื่อเลื่อนตำแหน่ง: แยกออกจากการขึ้นประจำปี เพราะมาจากการเปลี่ยนขอบเขตงาน

เมื่อแยกชัด พนักงานจะเข้าใจว่าตัวเลขที่ได้รับประกอบขึ้นจากอะไรบ้าง และองค์กรก็ตรวจสอบได้ว่างบแต่ละก้อนถูกใช้ตามวัตถุประสงค์

ขั้นที่ 3: ใช้ตารางเชื่อมผลงานกับเปอร์เซ็นต์ (merit matrix)

ส่วนที่อธิบายยากที่สุดคือการขึ้นตามผลงาน เครื่องมือที่ช่วยได้คือ merit matrix ซึ่งเป็นตารางที่กำหนดเปอร์เซ็นต์การขึ้นจากสองปัจจัยร่วมกัน คือผลการประเมิน และตำแหน่งปัจจุบันของพนักงานในช่วงเงินเดือน

หลักการคือ พนักงานผลงานเท่ากันแต่ตำแหน่งในช่วงเงินเดือนต่างกัน ควรได้เปอร์เซ็นต์ต่างกัน คนที่เงินเดือนยังต่ำในช่วง (เพิ่งเริ่มในระดับนั้น) ได้สัดส่วนสูงกว่าเพื่อไล่เข้าหาจุดกึ่งกลาง ส่วนคนที่เงินเดือนสูงใกล้เพดานได้สัดส่วนต่ำลง เพราะค่าตอบแทนเข้าใกล้สุดของระดับแล้ว

เครื่องมือที่ใช้บอกว่าใครอยู่ตรงไหนของช่วงคืออัตราเทียบค่ากลาง (compa-ratio) ซึ่งอธิบายไว้ใน compa-ratio คืออะไร

ตัวอย่างเชิงหลักการ (ตัวเลขสมมติเพื่ออธิบายโครงของ matrix ไม่ใช่อัตราแนะนำ) พนักงานผลงานดีที่เงินเดือนยังต่ำในช่วงอาจอยู่ในกลุ่มเปอร์เซ็นต์สูงสุดของปีนั้น ขณะที่พนักงานผลงานปานกลางที่เงินเดือนใกล้เพดานอาจอยู่ในกลุ่มต่ำสุด อัตราจริงในแต่ละช่องขึ้นอยู่กับกรอบงบประมาณจากขั้นที่ 1

ข้อดีของ matrix คือทำให้การตัดสินใจรายคนกลับมาอยู่บนกติกาชุดเดียว หัวหน้างานแต่ละคนใช้ตารางเดียวกัน ผลรวมจึงไม่เกินงบ และอธิบายที่มาได้ทุกช่อง

ขั้นที่ 4: ตรวจผลกับโครงสร้างเงินเดือน

ก่อนสรุปตัวเลข ควรนำผลการขึ้นเงินเดือนที่คำนวณได้มาวางเทียบกับช่วงเงินเดือนของแต่ละระดับงานอีกครั้ง

การตรวจขั้นนี้ช่วยจับสองเรื่อง คือ มีพนักงานคนใดที่เมื่อขึ้นแล้วจะทะลุเพดานของระดับหรือไม่ และมีใครที่ยังต่ำกว่าช่วงแม้ขึ้นแล้ว ทั้งสองกรณีต้องการการพิจารณาเพิ่มเติมนอกเหนือจากการใส่เปอร์เซ็นต์ตาม matrix

หากองค์กรยังไม่มีช่วงเงินเดือนอ้างอิงที่ชัดเจน การขึ้นเงินเดือนจะขาดกรอบให้ตรวจสอบ การมีโครงสร้างเงินเดือนจึงเป็นพื้นฐานที่ทำให้ขั้นตอนนี้เป็นไปได้ อ่านเพิ่มได้ที่ โครงสร้างเงินเดือนคืออะไร ทำไมทุกองค์กรถึงควรมี

ขั้นที่ 5: สื่อสารผลกับพนักงาน

ตัวเลขที่คำนวณมาอย่างดีจะได้รับการยอมรับหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการสื่อสารเป็นส่วนสำคัญ

แนวทางที่ช่วยได้คือ ให้หัวหน้างานเป็นผู้สื่อสารผลโดยตรง อธิบายว่าตัวเลขมาจากผลการประเมินส่วนใด มาจากการปรับตามค่าครองชีพส่วนใด และเชื่อมโยงกับสิ่งที่พนักงานทำได้ในรอบที่ผ่านมา การเตรียมคำอธิบายไว้ล่วงหน้าให้หัวหน้างานทุกคนใช้แนวเดียวกัน จะช่วยลดคำถามที่ตามมาภายหลัง

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงคือการสื่อสารเฉพาะตัวเลขสุดท้ายโดยไม่อธิบายที่มา เพราะพนักงานจะเติมคำอธิบายเองและมักเป็นไปในทางลบ

ทำเองหรือขอคำปรึกษา

บางองค์กรออกแบบกระบวนการขึ้นเงินเดือนประจำปีเองได้ โดยเฉพาะเมื่อมีโครงสร้างเงินเดือนเป็นฐานอยู่แล้ว

อุปสรรคมักอยู่ที่การตั้งกรอบงบประมาณและหลักเกณฑ์ให้ทั้งองค์กรยอมรับร่วมกัน มากกว่าเทคนิคการคำนวณ หากต้องการคนช่วยวางระบบนี้ให้เชื่อมกับโครงสร้างเงินเดือนและระบบประเมินผล ทักมาคุยกันได้ครับ ยินดีให้คำปรึกษาเบื้องต้นโดยไม่มีค่าใช้จ่าย หรือนัดคุยกับ Triple Iเพื่อดูว่ากระบวนการปัจจุบันขององค์กรขาดส่วนใด

คำถามที่พบบ่อย

ควรขึ้นเงินเดือนประจำปีกี่เปอร์เซ็นต์?

ไม่มีตัวเลขมาตรฐานที่ใช้ได้กับทุกองค์กร เปอร์เซ็นต์รวมควรมาจากความสามารถในการจ่ายขององค์กรและทิศทางตลาดแรงงาน ส่วนการกระจายให้แต่ละคนมาจากตารางเชื่อมผลงานกับเปอร์เซ็นต์ (merit matrix)

การปรับตามค่าครองชีพกับการขึ้นตามผลงานต้องแยกกันไหม?

การแยกสองส่วนนี้ช่วยให้อธิบายง่ายขึ้น พนักงานจะเห็นว่าส่วนใดทุกคนได้เหมือนกัน และส่วนใดสะท้อนผลงานของตน

องค์กรที่ยังไม่มีโครงสร้างเงินเดือนทำระบบขึ้นเงินเดือนได้ไหม?

ทำได้บางส่วน แต่จะขาดกรอบสำหรับตรวจในขั้นที่ 4 การมีช่วงเงินเดือนอ้างอิงจะทำให้การขึ้นเงินเดือนแต่ละปีตรวจสอบได้ครบ

ตารางเชื่อมผลงานกับเปอร์เซ็นต์ (merit matrix) จำเป็นต้องซับซ้อนไหม?

ไม่จำเป็น ตารางที่ใช้สองปัจจัยคือผลประเมินและตำแหน่งในช่วงเงินเดือนก็เพียงพอสำหรับองค์กรที่เพิ่งเริ่มวางระบบ ความซับซ้อนที่มากเกินไปทำให้ใช้งานจริงยาก

คำถามที่พบบ่อย

ควรขึ้นเงินเดือนประจำปีกี่เปอร์เซ็นต์?

ไม่มีตัวเลขมาตรฐานที่ใช้ได้กับทุกองค์กร เปอร์เซ็นต์รวมควรมาจากความสามารถในการจ่ายขององค์กรและทิศทางตลาดแรงงาน ส่วนการกระจายให้แต่ละคนมาจากตารางเชื่อมผลงานกับเปอร์เซ็นต์

การปรับตามค่าครองชีพกับการขึ้นตามผลงานต้องแยกกันไหม?

การแยกสองส่วนนี้ช่วยให้อธิบายง่ายขึ้น พนักงานจะเห็นว่าส่วนใดทุกคนได้เหมือนกัน และส่วนใดสะท้อนผลงานของตน

องค์กรที่ยังไม่มีโครงสร้างเงินเดือนสามารถทำระบบขึ้นเงินเดือนได้ไหม?

ทำได้บางส่วน แต่จะขาดกรอบสำหรับตรวจสอบว่าพนักงานคนใดทะลุเพดานหรือยังต่ำกว่าช่วงหลังการขึ้น การมีช่วงเงินเดือนอ้างอิงจะทำให้การขึ้นเงินเดือนแต่ละปีตรวจสอบได้ครบถ้วน

ทำไมการขึ้นเงินเดือนแบบไม่มีระบบถึงเป็นปัญหา?

เมื่อการขึ้นเงินเดือนขึ้นอยู่กับการต่อรองรายบุคคลและความรู้สึกของผู้บริหาร พนักงานที่กล้าต่อรองจะได้มากกว่าคนที่ทำงานเงียบ ๆ ทั้งที่ผลงานใกล้เคียงกัน ต้นทุนค่าจ้างรวมคาดการณ์ยาก และคำอธิบายของฝ่ายบริหารมักไม่หนักแน่นพอเมื่อพนักงานเปรียบเทียบกัน

ตารางเชื่อมผลงานกับเปอร์เซ็นต์จำเป็นต้องซับซ้อนไหม?

ไม่จำเป็น ตารางที่ใช้สองปัจจัยคือผลการประเมินและตำแหน่งในช่วงเงินเดือนก็เพียงพอสำหรับองค์กรที่เพิ่งเริ่มวางระบบ ความซับซ้อนที่มากเกินไปทำให้ใช้งานจริงยาก


Triple I HR Consulting

เผยแพร่โดย

Triple I HR Consulting

ทีมที่ปรึกษาด้านโครงสร้างเงินเดือน ระบบประเมินผลงาน และ Job Description

อยากปรึกษาเรื่องนี้เพิ่มเติม?

นัดคุย 30 นาทีฟรี ไม่มีการขายในรอบแรก แค่เล่าให้เราฟัง

นัดคุยฟรี