การวางแผนสืบทอดตำแหน่ง: ทำอย่างไรให้ครบทุกขั้นในองค์กร
การวางแผนสืบทอดตำแหน่งคือกระบวนการเตรียมความพร้อมของบุคลากรให้สามารถก้าวขึ้นรับตำแหน่งสำคัญในอนาคตได้อย่างต่อเนื่อง โดยทั่วไปประกอบด้วยห้าขั้น ได้แก่ ระบุตำแหน่งสำคัญ กำหนดคุณสมบัติ ประเมินและคัดกลุ่มผู้สืบทอด วางแผนพัฒนา และทบทวนแผนเป็นรอบ จุดมุ่งหมายคือให้องค์กรมีคนพร้อมก่อนตำแหน่งจะว่างลง
บทความนี้อธิบายว่าการวางแผนสืบทอดตำแหน่งคืออะไร ต่างจากการวางแผนทดแทนอย่างไร และมีขั้นตอนทำจริงในทางปฏิบัติแบบใดบ้าง เพื่อให้ HR และผู้บริหารนำไปปรับใช้กับองค์กรของตนได้
การวางแผนสืบทอดตำแหน่งคืออะไร
การวางแผนสืบทอดตำแหน่ง (succession planning) คือกระบวนการที่องค์กรใช้ระบุและพัฒนาบุคลากรภายในให้พร้อมรับตำแหน่งสำคัญ เมื่อตำแหน่งเหล่านั้นว่างลงจากการเกษียณ การลาออก การเลื่อนตำแหน่ง หรือเหตุไม่คาดคิด หัวใจของแนวคิดนี้คือการเตรียมคนล่วงหน้า ไม่ใช่รอให้เกิดช่องว่างแล้วจึงเริ่มหาคน
สิ่งที่ทำให้การวางแผนสืบทอดตำแหน่งแตกต่างจากการสรรหาทั่วไป คือมันเป็นกระบวนการต่อเนื่องที่ผูกกับการพัฒนาคน ไม่ใช่กิจกรรมที่ทำครั้งเดียวจบ องค์กรที่ทำเรื่องนี้ดีจะมองว่าการเตรียมผู้สืบทอดเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารคนเก่ง (talent management) ในภาพรวม
การวางแผนสืบทอดตำแหน่งกับการวางแผนทดแทนต่างกันอย่างไร
สองคำนี้มักถูกใช้สลับกัน แต่จริง ๆ แล้วต่างกันที่มุมมองและขอบเขต
การวางแผนทดแทน (replacement planning) มองแบบรายตำแหน่ง คือถ้าตำแหน่งนี้ว่างพรุ่งนี้ ใครจะมาแทน เป็นการเตรียมรายชื่อสำรองไว้เพื่อความต่อเนื่องเฉพาะหน้า มักมองระยะสั้นและเน้นการอุดช่องว่าง
การวางแผนสืบทอดตำแหน่งมองกว้างและไกลกว่า คือไม่ได้แค่หาคนมาแทน แต่พัฒนากลุ่มคนที่มีแววให้ค่อย ๆ พร้อมขึ้นตามเวลา จึงเน้นการพัฒนาศักยภาพ การสร้างเส้นทางอาชีพ และการมองความต้องการขององค์กรในอนาคต ไม่ใช่แค่ภาพปัจจุบัน
ในทางปฏิบัติ องค์กรส่วนใหญ่ต้องการทั้งสองอย่าง การวางแผนทดแทนช่วยรับมือเหตุเฉพาะหน้า ส่วนการวางแผนสืบทอดตำแหน่งช่วยลดความเสี่ยงระยะยาว
ทำไมการวางแผนสืบทอดตำแหน่งจึงสำคัญ
หนึ่งในปัจจัยที่อาจทำให้องค์กรสะดุดเมื่อตำแหน่งสำคัญว่างลง คือการพึ่งพาความรู้ที่อยู่ในตัวคนไม่กี่คนมากเกินไป เมื่อคนเหล่านั้นออกไปโดยไม่มีผู้สืบทอดที่พร้อม ความรู้และความสัมพันธ์กับลูกค้าหรือคู่ค้าอาจหายไปด้วย ซึ่งเสี่ยงต่อความต่อเนื่องของงาน
ลองนึกภาพองค์กรที่ผู้จัดการฝ่ายผลิตคนเดียวเป็นผู้รู้กระบวนการสำคัญทั้งหมด หากเขาเกษียณโดยไม่มีใครได้รับการเตรียมไว้ องค์กรอาจต้องใช้เวลาและทรัพยากรมากในการกู้ความรู้นั้นกลับมา การวางแผนสืบทอดตำแหน่งช่วยลดความเสี่ยงแบบนี้ด้วยการกระจายและถ่ายทอดความรู้ไว้ล่วงหน้า
นอกจากเรื่องความเสี่ยง การมีแผนสืบทอดตำแหน่งที่ชัดเจนยังส่งสัญญาณต่อพนักงานว่าองค์กรมองเห็นเส้นทางเติบโตของพวกเขา ซึ่งอาจช่วยให้คนเก่งเห็นเหตุผลที่จะอยู่ต่อ มากกว่าจะมองหาโอกาสที่อื่น
อีกมุมที่มักถูกมองข้ามคือ การวางแผนสืบทอดตำแหน่งช่วยให้องค์กรวางแผนการพัฒนาคนได้อย่างมีทิศทาง แทนที่จะลงทุนอบรมแบบกระจายไปทั่วโดยไม่เชื่อมโยงกับความต้องการของตำแหน่งสำคัญ เมื่อรู้ว่าตำแหน่งใดต้องเตรียมคนและต้องเตรียมทักษะอะไร งบประมาณและเวลาในการพัฒนาก็จะถูกใช้ไปกับสิ่งที่องค์กรต้องการจริงในอนาคต ซึ่งทำให้การลงทุนด้านคนคุ้มค่าและตรวจสอบผลได้ชัดเจนขึ้น
ห้าขั้นตอนการวางแผนสืบทอดตำแหน่งในทางปฏิบัติ
ในทางปฏิบัติ การวางแผนสืบทอดตำแหน่งสามารถแบ่งเป็นห้าขั้นที่ต่อเนื่องกันได้ดังนี้
ขั้นที่หนึ่ง — ระบุตำแหน่งสำคัญ ไม่ใช่ทุกตำแหน่งต้องมีแผนสืบทอดในรอบแรก ควรเริ่มจากตำแหน่งที่มีผลกระทบสูงต่อองค์กรและหาคนทดแทนได้ยาก เกณฑ์ที่ใช้พิจารณามักได้แก่ ความสำคัญต่อกลยุทธ์ ความเสี่ยงหากตำแหน่งนี้ว่าง และความหายากของทักษะในตลาด ตัวอย่างเช่น ตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง หัวหน้าสายงานหลัก หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่ถือความรู้สำคัญ
ขั้นที่สอง — กำหนดคุณสมบัติของตำแหน่ง เมื่อรู้ว่าตำแหน่งใดสำคัญแล้ว ต้องระบุให้ชัดว่าตำแหน่งนั้นต้องการอะไร ทั้งความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ และสมรรถนะ (competency) การกำหนดคุณสมบัติให้เป็นรูปธรรมจะใช้เป็นเกณฑ์เปรียบเทียบผู้สืบทอดในขั้นต่อไป หากองค์กรมีการประเมินค่างานหรือกำหนดสมรรถนะตามตำแหน่งไว้แล้ว ขั้นนี้จะทำได้เร็วขึ้น
ขั้นที่สาม — ประเมินและคัดกลุ่มผู้สืบทอด ขั้นนี้คือการมองหาคนที่มีแววจากภายในองค์กร โดยประเมินสองมิติควบคู่กัน คือผลงานปัจจุบันและศักยภาพในการเติบโต เครื่องมือที่ใช้บ่อยคือตาราง 9 ช่อง (nine-box grid) ที่จัดพนักงานตามแกนผลงานและแกนศักยภาพ จากนั้นจึงคัดกลุ่มผู้สืบทอดที่มีแววและจัดระดับความพร้อม เช่น พร้อมตอนนี้ พร้อมใน 1-2 ปี และพร้อมในระยะยาว ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างสมมติเพื่อให้เห็นภาพการจัดกลุ่ม องค์กรควรปรับให้เหมาะกับบริบทของตน
ขั้นที่สี่ — วิเคราะห์ช่องว่างและวางแผนพัฒนา เมื่อมีกลุ่มผู้สืบทอดแล้ว ให้เปรียบเทียบความพร้อมปัจจุบันของแต่ละคนกับคุณสมบัติที่ตำแหน่งต้องการ ช่องว่างที่พบจะนำไปสู่แผนพัฒนารายบุคคล ซึ่งอาจรวมถึงการมอบหมายงานท้าทาย การหมุนเวียนงาน การสอนงานจากผู้ดำรงตำแหน่งปัจจุบัน หรือการอบรมเฉพาะทาง การพัฒนาที่อยู่กับเนื้องานจริงมักได้ผลกว่าการอบรมในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว
ขั้นที่ห้า — ทบทวนและปรับแผนเป็นรอบ แผนสืบทอดตำแหน่งไม่ใช่เอกสารที่ทำเสร็จแล้วเก็บเข้าลิ้นชัก ควรทบทวนอย่างน้อยปีละครั้ง เพราะทั้งความต้องการขององค์กรและความพร้อมของคนเปลี่ยนไปได้ตลอด การทบทวนช่วยให้เห็นว่าผู้สืบทอดพัฒนาไปถึงไหน มีใครออกไปหรือมีตำแหน่งสำคัญใหม่เกิดขึ้นหรือไม่ และแผนยังสอดคล้องกับทิศทางองค์กรอยู่หรือเปล่า
หลายองค์กรผูกการทบทวนแผนสืบทอดตำแหน่งเข้ากับวงจรการบริหารคนประจำปี เช่น ทบทวนหลังรอบประเมินผลงาน เพื่อใช้ข้อมูลผลงานล่าสุดมาปรับกลุ่มผู้สืบทอดและแผนพัฒนา การทำแบบนี้ช่วยให้แผนเป็นเอกสารที่มีชีวิต ไม่ใช่กิจกรรมแยกที่ทำปีละครั้งแล้วลืม นอกจากนี้ ทุกครั้งที่ทบทวน ควรประเมินด้วยว่าแผนพัฒนาที่วางไว้ได้ผลจริงหรือไม่ ผู้สืบทอดขยับเข้าใกล้ความพร้อมตามที่คาดไว้หรือเปล่า ถ้าไม่ ก็เป็นจังหวะที่จะปรับวิธีพัฒนาหรือทบทวนเกณฑ์ความพร้อมให้สมจริงขึ้น
จุดสำคัญของขั้นนี้คือ การทบทวนไม่ได้มองแค่ตัวคน แต่มองภาพรวมของระบบด้วย ว่ากระบวนการที่วางไว้ทั้งห้าขั้นยังเหมาะกับขนาดและบริบทขององค์กรที่อาจเติบโตหรือเปลี่ยนทิศทางไปแล้วหรือไม่
ข้อควรระวังที่พบบ่อย
แม้แนวคิดจะตรงไปตรงมา แต่มีจุดที่องค์กรมักสะดุดได้
สาเหตุหนึ่งที่ทำให้แผนสืบทอดตำแหน่งไม่คืบหน้า คือการมองว่าเป็นงานของ HR ฝ่ายเดียว ทั้งที่ผู้บริหารสายงานเป็นคนที่รู้จักคนและงานดีที่สุด การวางแผนสืบทอดตำแหน่งที่ได้ผลต้องอาศัยความร่วมมือระหว่าง HR กับหัวหน้าสายงาน โดย HR ทำหน้าที่วางกระบวนการและเครื่องมือ ส่วนหัวหน้าสายงานให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับคนและความพร้อม
อีกจุดที่ควรระวังคือการบอกพนักงานตรง ๆ ว่าเขาคือผู้สืบทอดของตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งแบบรับประกัน เพราะหากสถานการณ์เปลี่ยนหรือเขายังไม่พร้อมเมื่อถึงเวลา อาจเสี่ยงต่อความคาดหวังที่ไม่ตรงกัน หลายองค์กรเลือกสื่อสารในเชิงการพัฒนาศักยภาพและโอกาสเติบโต มากกว่าการสัญญาตำแหน่งที่เจาะจง
นอกจากนี้ การวางแผนสืบทอดตำแหน่งควรเชื่อมโยงกับระบบบริหารผลงานและการพัฒนาที่มีอยู่ ไม่ใช่ระบบที่ลอยอยู่ต่างหาก หากองค์กรมี ระบบบริหารผลงาน ที่ให้ข้อมูลผลงานและศักยภาพอย่างต่อเนื่อง การประเมินผู้สืบทอดก็จะมีฐานข้อมูลที่น่าเชื่อถือมากขึ้น และเมื่อพูดถึงการตั้งเป้าหมายให้ผู้สืบทอด การเข้าใจความต่างระหว่าง KPI กับ OKR ก็ช่วยออกแบบแผนพัฒนาที่ชัดเจนขึ้นได้
บทบาทของตัวกลางที่เป็นกลาง
การวางแผนสืบทอดตำแหน่งเป็นเรื่องที่ไวต่อความรู้สึก เพราะเกี่ยวข้องกับการประเมินคนและการตัดสินใจว่าใครจะได้โอกาสเติบโต บางครั้งการประเมินภายในอาจมีอคติจากความสัมพันธ์ส่วนตัวหรือมุมมองที่จำกัด การมีตัวกลางที่เป็นกลางเข้ามาช่วยออกแบบกระบวนการและเกณฑ์ประเมิน อาจช่วยให้การตัดสินใจอิงข้อมูลและสมรรถนะมากกว่าความรู้สึก
นี่คือวิธีคิดและขั้นตอนที่องค์กรนำไปทำเองได้ ถ้าทีม HR มีกำลังและเครื่องมือพร้อม ก็เป็นเรื่องที่ลงมือได้ทันที แต่ถ้าต้องการคนช่วยวางกรอบ ออกแบบเกณฑ์ หรือทำหน้าที่ตัวกลางในการประเมิน บทบาทแบบนี้ก็เป็นสิ่งที่เสริมให้ HR ทำงานเชิงกลยุทธ์ได้ ไม่ได้เข้ามาแทนทีม HR
คำถามที่อยากชวนให้ลองคิดต่อคือ หากตำแหน่งสำคัญที่สุดสามตำแหน่งในองค์กรของคุณว่างลงพร้อมกันในปีหน้า วันนี้มีใครที่พร้อมก้าวขึ้นมาแทนได้บ้าง และถ้ายังไม่มี เราจะเริ่มเตรียมคนเหล่านั้นจากตรงไหน
คำถามที่พบบ่อย
การวางแผนสืบทอดตำแหน่งกับการวางแผนทดแทนต่างกันอย่างไร
การวางแผนทดแทน (replacement planning) มองหาคนมาแทนเมื่อตำแหน่งว่างเป็นรายตำแหน่ง ส่วนการวางแผนสืบทอดตำแหน่ง (succession planning) เป็นกระบวนการต่อเนื่องที่พัฒนากลุ่มผู้สืบทอดให้พร้อมก่อนเกิดช่องว่าง จึงมองระยะยาวและเน้นการพัฒนาคนมากกว่า
ควรเริ่มวางแผนสืบทอดตำแหน่งจากตำแหน่งไหนก่อน
เริ่มจากตำแหน่งที่มีผลกระทบสูงต่อองค์กรและหายากในตลาด เช่น ตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง หรือตำแหน่งที่ถือความรู้เฉพาะทางสำคัญ ไม่จำเป็นต้องทำทุกตำแหน่งพร้อมกันในรอบแรก
องค์กรขนาดเล็กจำเป็นต้องวางแผนสืบทอดตำแหน่งหรือไม่
จำเป็น เพราะองค์กรเล็กมักพึ่งพาคนไม่กี่คนที่ถือความรู้สำคัญ การขาดคนเหล่านี้กะทันหันอาจส่งผลต่อความต่อเนื่องของงานได้มากกว่าองค์กรใหญ่ที่มีคนทดแทนหลายคน
ผู้สืบทอดตำแหน่งจำเป็นต้องมาจากภายในองค์กรเสมอหรือไม่
ไม่จำเป็น การวางแผนสืบทอดตำแหน่งที่ดีจะพิจารณาทั้งการพัฒนาคนภายในและการเตรียมแผนสรรหาจากภายนอกควบคู่กัน เพื่อให้มีทางเลือกเมื่อภายในยังไม่พร้อม