ภาวะผู้นำตามสถานการณ์ คืออะไร ใช้กับทีมอย่างไร
ภาวะผู้นำตามสถานการณ์ คือแนวคิดที่ว่าไม่มีรูปแบบการนำใดดีที่สุดเพียงรูปแบบเดียว หัวหน้าที่มีประสิทธิภาพจะปรับวิธีนำให้เข้ากับระดับความพร้อมของลูกน้องในแต่ละงาน บางคนต้องการการสั่งการที่ชัดเจน บางคนต้องการเพียงการมอบหมายและพื้นที่ในการตัดสินใจ การอ่านสถานการณ์ให้ถูกจึงเป็นทักษะหลักของผู้นำที่ดี
บทความนี้จะอธิบายนิยามของภาวะผู้นำตามสถานการณ์ รูปแบบทั้งสี่ วิธีอ่านระดับความพร้อมของลูกน้อง และแนวทางเชื่อมแนวคิดนี้เข้ากับระบบประเมินและพัฒนาผู้นำในองค์กรไทย
ภาวะผู้นำตามสถานการณ์ คืออะไร
ภาวะผู้นำตามสถานการณ์ (situational leadership) คือกรอบความคิดที่เสนอว่าหัวหน้าควรเลือกวิธีนำให้สอดคล้องกับระดับความพร้อมของผู้ใต้บังคับบัญชาในงานเฉพาะหน้านั้น ๆ ไม่ใช่ใช้สไตล์เดียวกับทุกคนทุกงาน แนวคิดนี้พัฒนาและเผยแพร่โดย Paul Hersey และ Ken Blanchard ตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1960 และกลายเป็นหนึ่งในกรอบการพัฒนาผู้นำที่ถูกนำไปใช้กว้างขวางในองค์กรทั่วโลก
หัวใจของแนวคิดนี้อยู่ที่การชั่งน้ำหนักพฤติกรรมผู้นำสองด้าน ด้านแรกคือ พฤติกรรมมุ่งงาน (การกำหนดเป้าหมาย สั่งงาน และติดตามอย่างใกล้ชิด) ด้านที่สองคือ พฤติกรรมมุ่งความสัมพันธ์ (การรับฟัง ให้กำลังใจ และเปิดให้มีส่วนร่วม) การผสมน้ำหนักสองด้านนี้ในสัดส่วนต่างกันทำให้เกิดรูปแบบการนำที่แตกต่างกัน
จุดที่ทำให้แนวคิดนี้ใช้งานได้จริงคือมองว่าทักษะการนำเป็นสิ่งที่ฝึกฝนและพัฒนาได้ ไม่ใช่พรสวรรค์ที่ติดตัวมาแต่เกิด หัวหน้างานจึงสามารถเรียนรู้ที่จะอ่านสถานการณ์และปรับสไตล์ได้
ภาวะผู้นำตามสถานการณ์มีกี่รูปแบบ
ในกรอบที่ใช้กันแพร่หลาย ภาวะผู้นำตามสถานการณ์แบ่งออกเป็น 4 รูปแบบหลัก โดยเรียงตามระดับความพร้อมของลูกน้องจากน้อยไปมาก
รูปแบบที่ 1 — การสั่งการ (Directing): มุ่งงานสูง มุ่งความสัมพันธ์ต่ำ หัวหน้าบอกชัดเจนว่าต้องทำอะไร อย่างไร เมื่อไร และติดตามอย่างใกล้ชิด เหมาะกับลูกน้องที่เพิ่งเริ่มงานหรือยังไม่มีทักษะในงานนั้น
รูปแบบที่ 2 — การสอนงาน (Coaching): มุ่งงานสูงและมุ่งความสัมพันธ์สูง หัวหน้ายังคงชี้นำงาน แต่เริ่มอธิบายเหตุผล รับฟังความคิดเห็น และให้กำลังใจมากขึ้น เหมาะกับลูกน้องที่เริ่มมีทักษะแต่ยังขาดความมั่นใจ
รูปแบบที่ 3 — การสนับสนุน (Supporting): มุ่งงานต่ำ มุ่งความสัมพันธ์สูง หัวหน้าลดการสั่งงานลง เปิดให้ลูกน้องตัดสินใจมากขึ้น และทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและผู้ให้กำลังใจ เหมาะกับลูกน้องที่มีทักษะดีแต่ยังลังเลในบางสถานการณ์
รูปแบบที่ 4 — การมอบหมาย (Delegating): มุ่งงานต่ำ มุ่งความสัมพันธ์ต่ำ หัวหน้ามอบความรับผิดชอบและอำนาจตัดสินใจให้ลูกน้องเป็นหลัก โดยติดตามเพียงผลลัพธ์ เหมาะกับลูกน้องที่ทั้งมีทักษะสูงและมั่นใจในงานนั้น
ข้อควรระวังคือทั้งสี่รูปแบบไม่ได้เรียงจาก “แย่” ไป”ดี” แต่เป็นเครื่องมือที่ต่างกัน การใช้การมอบหมายกับคนที่ยังไม่พร้อมอาจทำให้งานล้มเหลว ขณะที่การสั่งการกับคนที่เก่งและมั่นใจอยู่แล้วอาจทำให้รู้สึกถูกควบคุมเกินไป
หัวหน้างานจะอ่านระดับความพร้อมของลูกน้องได้อย่างไร
การเลือกรูปแบบให้เหมาะสมขึ้นอยู่กับการประเมิน ระดับความพร้อม ของลูกน้อง ซึ่งประกอบด้วยสองมิติ
มิติแรกคือ ความสามารถ หมายถึงความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ที่จำเป็นสำหรับงานนั้นโดยตรง มิติที่สองคือ ความมุ่งมั่น หมายถึงความมั่นใจและแรงจูงใจในการลงมือทำงานนั้น
สิ่งสำคัญที่หัวหน้าหลายคนมองข้ามคือ ระดับความพร้อมเป็นเรื่องเฉพาะงาน ไม่ใช่คุณสมบัติติดตัวของคน ตัวอย่างเช่น สมมติว่าพนักงานคนหนึ่งเชี่ยวชาญงานวิเคราะห์ข้อมูลมาก หัวหน้าจึงมอบหมายงานนั้นได้เต็มที่ แต่เมื่อคนเดียวกันถูกขอให้นำเสนอผลต่อผู้บริหารเป็นครั้งแรก เขาอาจยังต้องการการสอนงานอย่างใกล้ชิด การประเมินจึงต้องทำเป็นรายงาน ไม่ใช่ตีตราคนทั้งคนว่าอยู่ระดับใด
หนึ่งในปัจจัยที่อาจทำให้การนำไม่ได้ผลคือ หัวหน้าใช้สไตล์เดียวกับลูกน้องทุกคนเพราะความเคยชิน บางคนถนัดสั่งการจึงสั่งการกับทุกคน บางคนเลี่ยงความขัดแย้งจึงมอบหมายทุกอย่างแม้ลูกน้องยังไม่พร้อม การฝึกให้หัวหน้าหยุดประเมินสถานการณ์ก่อนเลือกวิธีนำ จึงเป็นหัวใจของการพัฒนาผู้นำตามแนวคิดนี้
ภาวะผู้นำตามสถานการณ์เชื่อมกับการประเมินผลงานอย่างไร
แนวคิดนี้จะมีพลังมากขึ้นเมื่อองค์กรมีข้อมูลที่เป็นระบบรองรับ แทนที่จะให้หัวหน้าแต่ละคนประเมินความพร้อมของลูกน้องด้วยความรู้สึกล้วน ๆ
ระบบบริหารผลงานช่วยได้สองทาง ทางแรกคือให้ข้อมูลผลงานและทักษะรายบุคคลที่ชัดเจน หัวหน้าจึงเห็นว่าลูกน้องคนใดมีจุดแข็งและจุดที่ต้องพัฒนาในงานใด ทำให้เลือกรูปแบบการนำได้ตรงขึ้น ทางที่สองคือการกำหนด สมรรถนะผู้นำ (leadership competency) ไว้ในแบบประเมินของระดับหัวหน้างาน เช่น “ความสามารถในการสอนงานและพัฒนาทีม” หรือ”การปรับวิธีบริหารให้เหมาะกับสมาชิกแต่ละคน” เพื่อให้องค์กรพัฒนาหัวหน้างานได้อย่างมีทิศทาง
การเชื่อมแนวคิดนี้เข้ากับเป้าหมายงานก็สำคัญ เมื่อหัวหน้าและลูกน้องตกลงเป้าหมายร่วมกันผ่านเครื่องมืออย่าง KPI หรือ OKR หัวหน้าจะมองเห็นชัดขึ้นว่างานใดที่ลูกน้องทำได้เองและงานใดที่ยังต้องการการสนับสนุน บทความ KPI กับ OKR ต่างกันอย่างไร อธิบายความต่างของสองเครื่องมือนี้เพิ่มเติม
สำหรับองค์กรที่ต้องการวางระบบประเมินที่รวมทั้งผลงานและสมรรถนะผู้นำไว้ในกรอบเดียวกัน บริการ ระบบบริหารผลงาน SPMS ของ Triple I ช่วยออกแบบแบบประเมินที่เชื่อมเป้าหมายงาน สมรรถนะ และแผนพัฒนารายบุคคลเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ
นำภาวะผู้นำตามสถานการณ์ไปใช้ในองค์กร SME ได้จริงแค่ไหน
องค์กรขนาดกลางและขนาดเล็กมักกังวลว่าแนวคิดการพัฒนาผู้นำเป็นเรื่องของบริษัทใหญ่ที่มีงบฝึกอบรมสูง ในทางปฏิบัติ ภาวะผู้นำตามสถานการณ์เป็นแนวคิดที่นำไปใช้ได้โดยไม่ต้องลงทุนมาก เพราะหัวใจอยู่ที่การเปลี่ยนพฤติกรรมการสื่อสารของหัวหน้า ไม่ใช่การติดตั้งระบบราคาแพง
สิ่งที่องค์กรเล็กทำได้คือ สร้างภาษากลางให้หัวหน้างานเข้าใจว่าทำไมต้องปรับสไตล์ตามคนและงาน จากนั้นเปิดพื้นที่ให้หัวหน้าพูดคุยกันว่าลูกน้องคนใดอยู่ระดับใดในงานใด และควรนำอย่างไร เมื่อมีกรอบร่วมกันแล้ว องค์กรค่อยเชื่อมเข้ากับแบบประเมินและแผนพัฒนาในรอบถัดไป
อีกประเด็นที่ควรระวังคือ ภาวะผู้นำตามสถานการณ์เน้นการปรับวิธีนำ แต่ไม่ได้แปลว่าหัวหน้าควรเปลี่ยนสไตล์ไปมาจนลูกน้องสับสน การปรับควรอยู่บนพื้นฐานของความสม่ำเสมอในเรื่องมาตรฐานและความเป็นธรรม เพื่อไม่ให้ถูกมองว่าเลือกปฏิบัติ
สรุป: ภาวะผู้นำตามสถานการณ์ช่วยพัฒนาทีมได้อย่างไร
ภาวะผู้นำตามสถานการณ์ให้กรอบที่ใช้งานได้จริงสำหรับหัวหน้างาน โดยชี้ว่าไม่มีสไตล์เดียวที่เหมาะกับทุกคน หัวใจอยู่ที่การอ่านระดับความพร้อมของลูกน้องในแต่ละงาน แล้วเลือกใช้การสั่งการ การสอนงาน การสนับสนุน หรือการมอบหมายให้เหมาะสม เมื่อทำได้สม่ำเสมอ ทีมจะเติบโตขึ้นและหัวหน้าจะใช้เวลากับงานที่สำคัญกว่าได้มากขึ้น
แนวคิดนี้จะยั่งยืนเมื่อเชื่อมกับระบบประเมินและพัฒนาที่มีข้อมูลรองรับ แทนที่จะพึ่งสัญชาตญาณของหัวหน้าแต่ละคนเพียงอย่างเดียว
หากต้องการวางระบบบริหารผลงานที่รวมการพัฒนาสมรรถนะผู้นำไว้ในกรอบเดียวกัน ทีมที่ปรึกษา Triple I พร้อมให้คำแนะนำ นัดคุยฟรีได้ที่นี่
คำถามที่พบบ่อย
ภาวะผู้นำตามสถานการณ์ คืออะไร
ภาวะผู้นำตามสถานการณ์ (situational leadership) คือแนวคิดที่ว่าไม่มีรูปแบบการนำใดดีที่สุดเพียงรูปแบบเดียว หัวหน้าที่มีประสิทธิภาพจะปรับวิธีนำให้เข้ากับระดับความพร้อมของลูกน้องในแต่ละงาน แนวคิดนี้พัฒนาโดย Paul Hersey และ Ken Blanchard โดยแบ่งพฤติกรรมผู้นำตามน้ำหนักระหว่างการสั่งงานและการให้กำลังใจ
ภาวะผู้นำตามสถานการณ์มีกี่รูปแบบ
โดยทั่วไปแบ่งเป็น 4 รูปแบบ ได้แก่ การสั่งการ (directing) การสอนงาน (coaching) การสนับสนุน (supporting) และการมอบหมาย (delegating) แต่ละรูปแบบมีน้ำหนักระหว่างการชี้นำงานและการให้กำลังใจต่างกัน หัวหน้าจะเลือกใช้รูปแบบใดขึ้นอยู่กับว่าลูกน้องมีทักษะและความมั่นใจในงานนั้นมากน้อยเพียงใด
ภาวะผู้นำตามสถานการณ์ต่างจากภาวะผู้นำแบบอื่นอย่างไร
ภาวะผู้นำแบบอื่น เช่น ผู้นำเชิงเปลี่ยนแปลงหรือผู้นำแบบบารมี มักเน้นที่บุคลิกหรือวิสัยทัศน์ของผู้นำเป็นหลัก ส่วนภาวะผู้นำตามสถานการณ์เน้นที่การปรับพฤติกรรมตามคนและงานตรงหน้า จุดเด่นคือยืดหยุ่นและนำไปฝึกได้จริง เพราะมองว่าทักษะการนำเป็นสิ่งที่พัฒนาได้ ไม่ใช่คุณสมบัติติดตัว
หัวหน้างานจะรู้ได้อย่างไรว่าควรใช้รูปแบบใดกับลูกน้องคนไหน
หัวหน้าต้องประเมินสองด้านคือทักษะหรือความสามารถในงานนั้น และความมั่นใจหรือแรงจูงใจของลูกน้อง คนที่ทักษะน้อยและไม่มั่นใจมักต้องการการสั่งการที่ชัดเจน ส่วนคนที่ทักษะสูงและมั่นใจมักทำงานได้ดีเมื่อได้รับการมอบหมายและพื้นที่ในการตัดสินใจ การประเมินนี้ทำเป็นรายงานไม่ใช่รายคน เพราะคนเดียวกันอาจพร้อมในงานหนึ่งแต่ยังต้องการการสอนในอีกงาน
ภาวะผู้นำตามสถานการณ์เชื่อมกับระบบประเมินผลงานอย่างไร
ระบบประเมินผลงานช่วยให้หัวหน้ามีข้อมูลที่ชัดเจนว่าลูกน้องแต่ละคนอยู่ระดับใดในแต่ละงาน ทำให้เลือกรูปแบบการนำได้ตรงขึ้น ในทางกลับกัน การกำหนดสมรรถนะผู้นำไว้ในแบบประเมินยังช่วยให้องค์กรพัฒนาหัวหน้างานให้ปรับสไตล์ได้อย่างเป็นระบบ แทนที่จะปล่อยให้แต่ละคนนำตามสัญชาตญาณ