ค่าชดเชยเลิกจ้างตามกฎหมายแรงงาน คำนวณอย่างไร อัตราตามอายุงาน
ค่าชดเชยเลิกจ้างตามกฎหมายแรงงานคือเงินที่นายจ้างต้องจ่ายให้ลูกจ้างเมื่อเลิกจ้างโดยลูกจ้างไม่ได้กระทำผิดร้ายแรง คำนวณจากค่าจ้างอัตราสุดท้ายคูณด้วยจำนวนวันหรือเดือนที่กำหนดเป็นช่วงตามอายุงาน ตั้งแต่ 30 วันสำหรับผู้ที่ทำงานครบ 120 วัน ไปจนถึง 400 วันสำหรับผู้ที่ทำงาน 20 ปีขึ้นไป
ค่าชดเชยเลิกจ้างตามกฎหมายแรงงานคืออะไร
ค่าชดเชย (severance pay) คือเงินที่นายจ้างจ่ายให้ลูกจ้างเมื่อถูกเลิกจ้างโดยไม่ได้มีสาเหตุจากการกระทำผิดร้ายแรงของลูกจ้าง เป็นสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ไม่ใช่เงินที่นายจ้างให้โดยสมัครใจ และไม่สามารถตกลงยกเว้นล่วงหน้าในสัญญาจ้างได้
จุดที่ HR มักสับสนคือคำว่า “เลิกจ้าง” ในทางกฎหมายกว้างกว่าที่หลายคนเข้าใจ การที่นายจ้างไม่ต่อสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลา การให้ออกเพราะปรับโครงสร้างองค์กร หรือการบีบให้ลูกจ้างต้องออกเอง ล้วนอาจถูกตีความว่าเป็นการเลิกจ้างที่ก่อให้เกิดสิทธิได้รับค่าชดเชย ในทางกลับกัน การที่ลูกจ้างยื่นใบลาออกด้วยความสมัครใจ ไม่ถือเป็นการเลิกจ้างและไม่เกิดสิทธินี้
สิ่งสำคัญที่ต้องแยกให้ชัดคือ ค่าชดเชยเป็นคนละก้อนกับค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เงินค้างจ่าย และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ยังไม่ได้ใช้ เวลาเลิกจ้างจริงเงินเหล่านี้มักต้องคำนวณพร้อมกันแต่แยกบรรทัดกัน
ค่าชดเชยคำนวณอย่างไร ตามอายุงานแต่ละช่วง
หัวใจของการคำนวณค่าชดเชยอยู่ที่สองตัวแปร คือ อายุงานต่อเนื่อง และค่าจ้างอัตราสุดท้าย อัตราตามมาตรา 118 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานแบ่งเป็นช่วงดังนี้
- ทำงานครบ 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี ได้ค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน
- ทำงานครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี ได้ไม่น้อยกว่า 90 วัน
- ทำงานครบ 3 ปี แต่ไม่ครบ 6 ปี ได้ไม่น้อยกว่า 180 วัน
- ทำงานครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี ได้ไม่น้อยกว่า 240 วัน
- ทำงานครบ 10 ปี แต่ไม่ครบ 20 ปี ได้ไม่น้อยกว่า 300 วัน
- ทำงานครบ 20 ปีขึ้นไป ได้ไม่น้อยกว่า 400 วัน
ข้อสังเกตหนึ่งที่ HR ควรระวังคือ อัตราเหล่านี้เป็นอัตรา “ขั้นต่ำ” ไม่ใช่เพดาน องค์กรสามารถกำหนดนโยบายภายในที่จ่ายมากกว่านี้ได้ แต่จะจ่ายน้อยกว่าไม่ได้ และการนับอายุงานให้นับต่อเนื่อง แม้ในช่วงที่ลูกจ้างลาหยุดตามสิทธิหรือนายจ้างสั่งให้หยุดงานก็ยังนับรวม
ฐานค่าจ้างอัตราสุดท้ายคืออะไร
ค่าจ้างอัตราสุดท้ายหมายถึงเงินที่จ่ายเป็นค่าตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติ รวมถึงค่าจ้างที่คำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติด้วย แต่โดยทั่วไปจะไม่นับรวมค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด โบนัส และเงินที่นายจ้างจ่ายในลักษณะสวัสดิการ เช่น ค่าน้ำมัน ค่าอาหาร ที่จ่ายเพื่อช่วยเหลือ ไม่ใช่เพื่อตอบแทนการทำงานโดยตรง
สำหรับลูกจ้างที่รับค่าจ้างเป็นรายเดือน การหาฐานต่อวันมักทำโดยนำค่าจ้างรายเดือนมาเทียบสัดส่วนกับจำนวนวันที่ใช้คำนวณ จากนั้นจึงคูณด้วยจำนวนวันตามช่วงอายุงาน ส่วนลูกจ้างที่รับค่าจ้างเป็นรายวันหรือตามผลงาน กฎหมายกำหนดวิธีคิดฐานที่ต่างออกไป โดยพิจารณาจากค่าจ้างที่ได้รับจริงในช่วงเวลาก่อนการเลิกจ้าง ดังนั้นก่อนลงมือคำนวณจึงควรระบุให้ชัดก่อนว่าลูกจ้างคนนั้นรับค่าจ้างในรูปแบบใด เพราะวิธีหาฐานต่อหน่วยจะไม่เหมือนกัน
จุดนี้คือที่มาของข้อพิพาทจำนวนมาก เพราะเงินบางก้อนที่จ่ายเป็นประจำทุกเดือนเท่ากันทุกคนโดยไม่มีเงื่อนไข อาจถูกตีความว่าเป็นค่าจ้าง ทั้งที่องค์กรตั้งใจให้เป็นสวัสดิการ การออกแบบโครงสร้างค่าตอบแทนให้ชัดเจนว่าก้อนไหนเป็นค่าจ้างก้อนไหนเป็นสวัสดิการ จึงช่วยลดความเสี่ยงตรงนี้ได้ตั้งแต่ต้น หากต้องการวางระบบให้รัดกุม สามารถดูแนวทางการออกแบบโครงสร้างเงินเดือนเพื่อจัดประเภทเงินแต่ละก้อนให้เป็นระบบ
นับอายุงานต่อเนื่องอย่างไรให้ถูกช่วง
เนื่องจากอัตราค่าชดเชยกระโดดเป็นขั้นบันไดตามช่วงอายุงาน การนับจำนวนปีให้แม่นจึงสำคัญมาก เพราะการคลาดเพียงไม่กี่วันรอบรอยต่อของช่วง อาจทำให้ตกไปอยู่คนละอัตรา ตัวอย่างเช่น ลูกจ้างที่ทำงานใกล้ครบ 6 ปีกับลูกจ้างที่ครบ 6 ปีพอดี จะได้อัตราที่ต่างกันระหว่าง 180 วันกับ 240 วัน หลักทั่วไปคือให้นับระยะเวลาทำงานติดต่อกันตั้งแต่วันเริ่มงานจริงจนถึงวันที่การจ้างสิ้นสุด โดยช่วงที่ลูกจ้างใช้สิทธิลาตามกฎหมายหรือช่วงที่นายจ้างสั่งให้หยุดงานยังคงนับรวมเป็นอายุงานต่อเนื่อง
ประเด็นที่ HR ควรระวังเป็นพิเศษคือกรณีที่ลูกจ้างเคยเปลี่ยนสถานะการจ้าง เช่น เคยเป็นลูกจ้างทดลองงานก่อนบรรจุ หรือเคยถูกโอนย้ายระหว่างบริษัทในเครือ เพราะหากการทำงานนั้นต่อเนื่องกันในความเป็นจริง ก็อาจต้องนับรวมเป็นอายุงานเดียวกัน การมีทะเบียนประวัติพนักงานที่บันทึกวันเริ่มงานและการเปลี่ยนแปลงสถานะไว้ชัดเจน จึงช่วยให้การนับอายุงานตอนเลิกจ้างทำได้โดยไม่ต้องตีความย้อนหลัง
เมื่อไหร่ที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย
กฎหมายเปิดข้อยกเว้นให้นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยในกรณีที่ลูกจ้างกระทำผิดร้ายแรงตามที่กำหนดไว้ ตัวอย่างเช่น
- ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง
- จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย
- ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง
- ฝ่าฝืนข้อบังคับการทำงานหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายในกรณีร้ายแรง หรือกรณีไม่ร้ายแรงแต่นายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว
- ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร
- ได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุด
อย่างไรก็ตาม การจะอ้างข้อยกเว้นเหล่านี้ได้ นายจ้างต้องมีพยานหลักฐานและกระบวนการที่รัดกุม สาเหตุหนึ่งที่ทำให้นายจ้างแพ้คดีเลิกจ้างบ่อยครั้ง คือการอ้างว่าลูกจ้างทำผิดร้ายแรงแต่ไม่มีเอกสารหนังสือเตือน หรือไม่ได้ระบุเหตุผลการเลิกจ้างไว้ในหนังสือเลิกจ้างตั้งแต่ต้น ทำให้ภายหลังยกข้อต่อสู้นั้นไม่ได้
นอกจากนี้ แม้ในกรณีที่ต้องจ่ายค่าชดเชย หากการเลิกจ้างนั้นเป็นการ “เลิกจ้างไม่เป็นธรรม” ลูกจ้างยังอาจมีสิทธิเรียกค่าเสียหายเพิ่มเติมจากค่าชดเชยปกติได้อีก ซึ่งเป็นคนละประเด็นกับค่าชดเชยตามมาตรา 118
อีกกรณีที่มักถูกเข้าใจผิดคือการไม่ต่อสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลา หลายองค์กรเข้าใจว่าเมื่อสัญญาครบกำหนดแล้วไม่ต่อ ก็ไม่ถือเป็นการเลิกจ้างและไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย แต่โดยทั่วไปการสิ้นสุดสัญญาที่มีกำหนดระยะเวลายังคงก่อให้เกิดสิทธิได้รับค่าชดเชยเช่นเดียวกับการเลิกจ้างทั่วไป ยกเว้นงานบางลักษณะที่กฎหมายระบุไว้เป็นการเฉพาะ เช่น งานโครงการที่มิใช่งานปกติของธุรกิจและมีกำหนดวันเริ่มต้นสิ้นสุดชัดเจน ดังนั้นการตั้งสัญญาจ้างแบบมีกำหนดระยะเวลาไว้ จึงไม่ได้แปลว่าองค์กรจะพ้นภาระค่าชดเชยโดยอัตโนมัติ
ตัวอย่างสมมติ การคำนวณค่าชดเชย
ลองนึกภาพการคำนวณด้วยตัวเลขสมมติเพื่อให้เห็นภาพ สมมติว่าพนักงานคนหนึ่งทำงานต่อเนื่อง 7 ปี มีค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 40,000 บาท และถูกเลิกจ้างจากการปรับโครงสร้างองค์กรโดยไม่ได้กระทำผิด
อายุงาน 7 ปีอยู่ในช่วง “ครบ 6 ปีแต่ไม่ครบ 10 ปี” จึงได้ค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้าง 240 วัน หรือเทียบเท่าประมาณ 8 เดือน เมื่อคิดเป็นเงินก็ประมาณ 40,000 คูณ 8 เท่ากับ 320,000 บาท (ตัวเลขสมมติทั้งหมด ใช้เพื่อสาธิตวิธีคิดเท่านั้น)
หากการเลิกจ้างครั้งนี้นายจ้างไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าตามกำหนด ก็อาจต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเพิ่มอีกหนึ่งก้อน รวมถึงค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ยังไม่ได้ใช้ จะเห็นว่ายอดที่ต้องเตรียมจริงมักมากกว่าตัวเลขค่าชดเชยก้อนเดียว การเข้าใจองค์ประกอบเหล่านี้ครบถ้วนช่วยให้ฝ่ายบุคคลตั้งงบประมาณและสื่อสารกับผู้บริหารได้แม่นยำ
ค่าชดเชยต่างจากค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าอย่างไร
ประเด็นที่ทำให้คำนวณผิดบ่อยคือการสับสนระหว่างค่าชดเชยกับค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ทั้งสองเป็นคนละก้อนและมีฐานคิดต่างกัน ค่าชดเชยคำนวณจากอายุงานเป็นช่วงตามมาตรา 118 ส่วนค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเกิดขึ้นเมื่อนายจ้างต้องการเลิกจ้างทันทีโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าตามกำหนด จึงต้องจ่ายค่าจ้างแทนช่วงเวลาที่ควรแจ้งล่วงหน้า ซึ่งโดยทั่วไปคือหนึ่งงวดการจ่ายค่าจ้าง
ในทางปฏิบัติ เมื่อเกิดการเลิกจ้างที่ต้องจ่ายค่าชดเชย เงินที่ลูกจ้างควรได้รับมักประกอบด้วยหลายก้อนพร้อมกัน ได้แก่ ค่าชดเชยตามอายุงาน ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าหากไม่ได้แจ้งล่วงหน้า ค่าจ้างค้างจ่ายถึงวันสุดท้ายของการทำงาน และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ยังไม่ได้ใช้ตามสิทธิ การแยกแต่ละก้อนออกเป็นบรรทัดในเอกสารการจ่ายเงินช่วยให้ทั้งสองฝ่ายตรวจสอบได้ และลดข้อโต้แย้งภายหลังว่ายอดที่จ่ายครอบคลุมสิทธิใดบ้าง
ค่าชดเชยกับการวางระบบค่าตอบแทนเชื่อมกันอย่างไร
ค่าชดเชยดูเผิน ๆ เหมือนเป็นเรื่องปลายทางตอนเลิกจ้าง แต่จริง ๆ แล้วเกี่ยวพันกับวิธีที่องค์กรออกแบบค่าตอบแทนตั้งแต่ต้นทาง เพราะฐานที่ใช้คำนวณคือค่าจ้างอัตราสุดท้าย องค์กรที่จัดประเภทเงินแต่ละก้อนไม่ชัด เช่น ปนเงินสวัสดิการเข้าไปในฐานเงินเดือนหลัก ก็เสี่ยงต่อภาระค่าชดเชยที่สูงกว่าที่คาดไว้ และเสี่ยงต่อข้อพิพาทเรื่องนิยามค่าจ้าง
หนึ่งในปัจจัยที่อาจเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงนี้ คือการที่หลายองค์กรเติบโตมาโดยจ่ายเงินเป็นก้อน ๆ ตามที่ตกลงรายคน โดยไม่มีโครงสร้างกลางที่ระบุว่าอะไรคือค่าจ้าง อะไรคือสวัสดิการ การมีกระบอกเงินเดือนและนิยามองค์ประกอบค่าจ้างที่ชัดเจน ช่วยให้ทั้งการคำนวณค่าชดเชยและการบริหารต้นทุนคนทำได้บนฐานเดียวกัน
ตรงนี้คือจุดที่การมีคนกลางที่เป็นกลางเข้ามาช่วยมองภาพรวมจะมีประโยชน์ การจัดประเภทค่าจ้างกับสวัสดิการ การออกแบบโครงสร้างเงินเดือน และการประเมินภาระผูกพันเมื่อต้องปรับโครงสร้างองค์กร เป็นงานที่ HR ทำเองได้หากมีเวลาและเครื่องมือ และถ้าอยากมีคนช่วยวางกรอบคิดให้รัดกุมตั้งแต่ต้น ก็เป็นบทบาทที่เราเข้ามาเสริมโดยไม่ได้มาแทนทีมงานของคุณ
คำถามที่อยากชวนคิดต่อคือ วันนี้องค์กรของคุณรู้แน่ชัดหรือยังว่าเงินก้อนไหนในสลิปเงินเดือนจะถูกนับเป็นฐานค่าชดเชย และตัวเลขภาระผูกพันที่แท้จริงหากต้องเลิกจ้างพนักงานกลุ่มอายุงานยาว อยู่ที่ประมาณเท่าไร
คำถามที่พบบ่อย
ค่าชดเชยเลิกจ้างคิดจากฐานเงินอะไร
คิดจากค่าจ้างอัตราสุดท้าย ซึ่งหมายถึงเงินที่จ่ายตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติ รวมค่าจ้างที่จ่ายตามผลงานด้วย แต่โดยทั่วไปไม่รวมค่าล่วงเวลา โบนัส หรือเงินที่จ่ายเป็นสวัสดิการ
ทำงานไม่ถึง 120 วันได้ค่าชดเชยไหม
ลูกจ้างที่ทำงานติดต่อกันยังไม่ครบ 120 วันและถูกเลิกจ้าง โดยทั่วไปนายจ้างไม่มีหน้าที่จ่ายค่าชดเชยตามอัตราในมาตรา 118 แต่ยังต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหรือจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวตามเงื่อนไข
ลาออกเองได้ค่าชดเชยหรือไม่
การลาออกด้วยความสมัครใจของลูกจ้างเองไม่ถือเป็นการเลิกจ้าง จึงไม่เกิดสิทธิได้รับค่าชดเชย ค่าชดเชยเกิดขึ้นเมื่อนายจ้างเป็นฝ่ายให้ลูกจ้างออกจากงานโดยลูกจ้างไม่ได้กระทำผิดร้ายแรง
ค่าชดเชยกับค่าบอกกล่าวล่วงหน้าต่างกันอย่างไร
ค่าชดเชยคำนวณตามอายุงานเป็นช่วง ส่วนค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าคือเงินที่จ่ายแทนการแจ้งเลิกจ้างล่วงหน้าหนึ่งงวดการจ่ายค่าจ้าง เป็นคนละก้อนและจ่ายควบคู่กันได้
ค่าชดเชยต้องเสียภาษีไหม
ค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงานมีส่วนที่ได้รับยกเว้นภาษีตามเงื่อนไขที่กฎหมายภาษีกำหนด ส่วนที่เกินจากเพดานยกเว้นจะถูกนำไปคำนวณภาษีเงินได้ ควรตรวจสอบกับเงื่อนไขปีภาษีที่เกี่ยวข้องก่อนจ่ายจริง