ค่าชดเชยเลิกจ้างตามกฎหมายแรงงาน คำนวณอย่างไร อัตราตามอายุงาน
ค่าชดเชยเลิกจ้างตามกฎหมายแรงงานคือเงินที่นายจ้างต้องจ่ายให้ลูกจ้างตามมาตรา 118 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เมื่อเลิกจ้าง คำนวณจากค่าจ้างอัตราสุดท้ายคูณจำนวนวันที่กำหนดเป็นช่วงตามอายุงาน อัตราขั้นต่ำเริ่มที่ค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามสิบวัน สำหรับลูกจ้างที่ทำงานติดต่อกันครบ 120 วันแต่ไม่ครบหนึ่งปี ไปจนถึงสี่ร้อยวัน สำหรับลูกจ้างที่ทำงานติดต่อกันครบยี่สิบปีขึ้นไป
บทความนี้สรุปกฎหมายเพื่อความเข้าใจทั่วไป ตามข้อความทางการที่ตรวจเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2569 ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย การเลิกจ้างแต่ละกรณีมีข้อเท็จจริงเฉพาะ ก่อนดำเนินการควรตรวจข้อความฉบับปัจจุบันจากแหล่งทางการหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายแรงงาน รายชื่อแหล่งอ้างอิงอยู่ท้ายบทความ
ค่าชดเชยเลิกจ้างตามกฎหมายแรงงานคืออะไร
ค่าชดเชย (severance pay) คือเงินที่นายจ้างจ่ายให้ลูกจ้างเมื่อเลิกจ้าง มาตรา 118 ใช้ถ้อยคำว่า “ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้าง” เป็นหน้าที่ตามพระราชบัญญัติ ไม่ใช่เงินที่ให้โดยสมัครใจ ส่วนมาตรา 5 นิยามค่าชดเชยว่าเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้ลูกจ้างเมื่อเลิกจ้าง นอกเหนือจากเงินประเภทอื่นซึ่งนายจ้างตกลงจ่ายให้ลูกจ้าง
คำว่า “เลิกจ้าง” นิยามไว้ในมาตรา 118 วรรคสองว่า “การกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด และหมายความรวมถึงกรณีที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้างเพราะเหตุที่นายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไป” ตามนิยามนี้การเลิกจ้างเป็นการกระทำของนายจ้าง การที่ลูกจ้างยื่นใบลาออกด้วยความสมัครใจจึงไม่ใช่การเลิกจ้างตามนิยามนี้ แต่ถ้าข้อเท็จจริงไม่ชัด เช่น ลูกจ้างระบุว่าถูกบังคับให้ลาออก ต้องตรวจเป็นรายกรณีกับผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายแรงงาน
ค่าชดเชยเป็นคนละก้อนกับเงินที่นายจ้างต้องจ่ายตามมาตรา 17/1 เมื่อบอกเลิกสัญญาจ้างโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า และเป็นคนละก้อนกับเงินอื่นที่ต้องจ่ายตามข้อตกลงหรือบทบัญญัติอื่น เวลาเลิกจ้างจริงเงินเหล่านี้มักต้องคำนวณพร้อมกันแต่ควรแยกบรรทัดกัน
ค่าชดเชยคำนวณอย่างไร ตามอายุงานแต่ละช่วง
หัวใจของการคำนวณอยู่ที่สองตัวแปร คืออายุงานต่อเนื่อง และค่าจ้างอัตราสุดท้าย มาตรา 118 วรรคหนึ่งแบ่งเป็นช่วงดังนี้ (ทั้งหมดคือ “ไม่น้อยกว่า” ค่าจ้างอัตราสุดท้ายตามจำนวนวันที่ระบุ)
- ทำงานติดต่อกันครบหนึ่งร้อยยี่สิบวัน แต่ไม่ครบหนึ่งปี ไม่น้อยกว่าสามสิบวัน
- ครบหนึ่งปี แต่ไม่ครบสามปี ไม่น้อยกว่าเก้าสิบวัน
- ครบสามปี แต่ไม่ครบหกปี ไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวัน
- ครบหกปี แต่ไม่ครบสิบปี ไม่น้อยกว่าสองร้อยสี่สิบวัน
- ครบสิบปี แต่ไม่ครบยี่สิบปี ไม่น้อยกว่าสามร้อยวัน
- ครบยี่สิบปีขึ้นไป ไม่น้อยกว่าสี่ร้อยวัน
(พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 (1) ถึง (6) โดย (5) และ (6) แก้ไขและเพิ่มโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562)
ถ้อยคำ “ไม่น้อยกว่า” หมายความว่าอัตราเหล่านี้เป็นอัตราขั้นต่ำ ไม่ใช่เพดาน องค์กรจ่ายมากกว่าได้ แต่จ่ายน้อยกว่าไม่ได้ สำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย แต่ละช่วงใช้ “ค่าจ้างของการทำงาน” ตามจำนวนวันสุดท้ายที่ระบุแทนค่าจ้างอัตราสุดท้าย
ค่าจ้างอัตราสุดท้ายคืออะไร
คำว่า “ค่าจ้าง” นิยามไว้ในมาตรา 5 ว่าเป็น “เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน หรือระยะเวลาอื่น หรือจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน” และรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายในวันหยุดและวันลาที่ลูกจ้างมิได้ทำงานแต่มีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัติ มาตรา 5 ยังนิยาม “ค่าล่วงเวลา” และ “ค่าทำงานในวันหยุด” เป็นคำแยกต่างหาก
ตัวบทไม่ได้ระบุวิธีแปลงค่าจ้างรายเดือนเป็นฐานต่อวันสำหรับคูณจำนวนวัน บริษัทจึงควรกำหนดวิธีแปลงให้ชัดและตรวจกับผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายแรงงานก่อนใช้ เงินบางก้อน เช่น ค่าตำแหน่งหรือเงินช่วยเหลือที่จ่ายประจำ จะเข้านิยามค่าจ้างหรือไม่ต้องดูข้อตกลงและวิธีจ่ายจริง บทความนี้ไม่ได้ตัดสินแทน ดูแนวคิดเพิ่มที่ค่าจ้างกับเงินเดือนต่างกันอย่างไร
การออกแบบโครงสร้างค่าตอบแทนให้ชัดว่าก้อนไหนเป็นค่าจ้างก้อนไหนเป็นสวัสดิการ ช่วยลดความเสี่ยงตรงนี้ได้ตั้งแต่ต้น หากต้องการวางระบบให้รัดกุม สามารถดูแนวทางการออกแบบโครงสร้างเงินเดือน
นับอายุงานต่อเนื่องอย่างไรให้ถูกช่วง
เนื่องจากอัตราค่าชดเชยกระโดดเป็นขั้นตามช่วงอายุงาน การนับให้แม่นจึงสำคัญ ตัวบทที่เกี่ยวข้องมีดังนี้
- มาตรา 19: เพื่อประโยชน์ในการคำนวณระยะเวลาการทำงาน “ให้นับวันหยุด วันลา วันที่นายจ้างอนุญาตให้หยุดงานเพื่อประโยชน์ของลูกจ้าง และวันที่นายจ้างสั่งให้ลูกจ้างหยุดงานเพื่อประโยชน์ของนายจ้าง รวมเป็นระยะเวลาการทำงานของลูกจ้างด้วย”
- มาตรา 20: ถ้าลูกจ้างไม่ได้ทำงานติดต่อกันโดยนายจ้างมีเจตนาที่จะไม่ให้ลูกจ้างมีสิทธิใดตามพระราชบัญญัติ ให้นับระยะเวลาการทำงานทุกช่วงเข้าด้วยกัน
- มาตรา 13: เมื่อมีการเปลี่ยนตัวนายจ้าง หรือนายจ้างที่เป็นนิติบุคคลจดทะเบียนเปลี่ยนแปลง โอน หรือควบกับนิติบุคคลใด หากมีผลให้ลูกจ้างไปเป็นลูกจ้างของนายจ้างใหม่ ต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างคนนั้น และสิทธิที่ลูกจ้างมีต่อนายจ้างเดิมคงมีต่อไป โดยนายจ้างใหม่ต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่เกี่ยวกับลูกจ้างนั้นทุกประการ
การมีทะเบียนประวัติพนักงานที่บันทึกวันเริ่มงานและการเปลี่ยนแปลงสถานะไว้ชัดเจน ช่วยให้การนับอายุงานตอนเลิกจ้างทำได้โดยไม่ต้องตีความย้อนหลัง
การเกษียณอายุ
มาตรา 118/1 กำหนดว่าการเกษียณอายุตามที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกัน หรือตามที่นายจ้างกำหนดไว้ ให้ถือว่าเป็นการเลิกจ้างตามมาตรา 118 วรรคสอง และถ้าไม่ได้ตกลงหรือกำหนดการเกษียณอายุไว้ หรือกำหนดไว้เกินกว่าหกสิบปี ลูกจ้างที่มีอายุครบหกสิบปีขึ้นไปมีสิทธิแสดงเจตนาเกษียณอายุต่อนายจ้าง ให้มีผลเมื่อครบสามสิบวันนับแต่วันแสดงเจตนา และให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 118 วรรคหนึ่ง (เพิ่มโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2560)
เมื่อไหร่ที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย
มาตรา 119 กำหนดว่านายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างในกรณีหนึ่งกรณีใดดังต่อไปนี้
- ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง
- จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย
- ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง
- ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม และนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว เว้นแต่กรณีที่ร้ายแรง นายจ้างไม่จำเป็นต้องตักเตือน โดยหนังสือเตือนมีผลบังคับได้ไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่ลูกจ้างได้กระทำผิด
- ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันไม่ว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่ก็ตาม โดยไม่มีเหตุอันสมควร
- ได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ในกรณีที่เป็นความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ต้องเป็นกรณีที่เป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหาย
มาตรา 119 ยังกำหนดว่า ถ้านายจ้างเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยตามมาตรานี้ แต่ไม่ได้ระบุข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุที่เลิกจ้างไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง หรือไม่ได้แจ้งเหตุที่เลิกจ้างให้ลูกจ้างทราบในขณะที่เลิกจ้าง นายจ้างจะยกเหตุนั้นขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้ ดังนั้นการจะอ้างข้อยกเว้นเหล่านี้ นายจ้างควรมีเอกสารและกระบวนการที่รัดกุม และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายแรงงานเป็นรายกรณี
สัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลา
มาตรา 118 วรรคสามกำหนดว่า ความในวรรคหนึ่งไม่ใช้บังคับแก่ลูกจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนและเลิกจ้างตามกำหนดระยะเวลานั้น แต่วรรคสี่จำกัดการจ้างแบบนี้ไว้ว่า “จะกระทำได้สำหรับการจ้างงานในโครงการเฉพาะที่มิใช่งานปกติของธุรกิจหรือการค้าของนายจ้างซึ่งต้องมีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของงานที่แน่นอนหรือในงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวที่มีกำหนดการสิ้นสุด หรือความสำเร็จของงาน หรือในงานที่เป็นไปตามฤดูกาลและได้จ้างในช่วงเวลาของฤดูกาลนั้น ซึ่งงานนั้นจะต้องแล้วเสร็จภายในเวลาไม่เกินสองปีโดยนายจ้างและลูกจ้างได้ทำสัญญาเป็นหนังสือไว้ตั้งแต่เมื่อเริ่มจ้าง”
นั่นคือ การตั้งสัญญาแบบมีกำหนดระยะเวลาไม่ได้ทำให้พ้นการจ่ายค่าชดเชยโดยอัตโนมัติ ต้องเข้าเงื่อนไขของวรรคสี่ครบ องค์กรที่ใช้สัญญาแบบนี้ควรตรวจลักษณะงานและเอกสารสัญญากับผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายแรงงาน
ตัวอย่างสมมติ การคำนวณค่าชดเชย
ลองนึกภาพการคำนวณด้วยตัวเลขสมมติเพื่อให้เห็นภาพ สมมติว่าพนักงานคนหนึ่งทำงานต่อเนื่อง 7 ปี มีค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 40,000 บาท และถูกเลิกจ้างโดยไม่เข้ากรณีใดในมาตรา 119
อายุงาน 7 ปีอยู่ในช่วง “ครบหกปี แต่ไม่ครบสิบปี” ตาม (4) จึงได้ค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 240 วัน ในตัวอย่างนี้สมมติว่าบริษัทกำหนดวิธีแปลงค่าจ้างรายเดือนเป็นรายวันโดยหารด้วย 30 (เป็นข้อสมมติเพื่ออธิบาย ไม่ใช่วิธีที่ตัวบทกำหนด) จะได้ 40,000 ÷ 30 ≈ 1,333.33 บาทต่อวัน และ 1,333.33 × 240 = 320,000 บาท ตัวเลขทั้งหมดเป็นตัวเลขสมมติเพื่อสาธิตวิธีคิดเท่านั้น
ถ้าการเลิกจ้างครั้งนี้เป็นการบอกเลิกสัญญาจ้างโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าตามมาตรา 17 วรรคสอง ก็ต้องจ่ายเงินตามมาตรา 17/1 เพิ่มอีกหนึ่งก้อน ยอดที่ต้องเตรียมจริงจึงมักมากกว่าตัวเลขค่าชดเชยก้อนเดียว
ค่าชดเชยต่างจากเงินที่จ่ายเมื่อไม่บอกกล่าวล่วงหน้าอย่างไร
ทั้งสองเป็นคนละก้อนและมีฐานคิดต่างกัน ค่าชดเชยตามมาตรา 118 คำนวณจากอายุงานเป็นช่วง ส่วนมาตรา 17 วรรคสองให้นายจ้างหรือลูกจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาโดยบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวหนึ่ง เพื่อให้เป็นผลเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไป และไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเกินสามเดือน วรรคสามให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างตามจำนวนที่จะต้องจ่ายจนถึงเวลาเลิกสัญญาและให้ลูกจ้างออกจากงานทันทีได้ ส่วนมาตรา 17/1 กำหนดว่าถ้านายจ้างไม่บอกกล่าวล่วงหน้า ให้จ่ายเงินเท่ากับค่าจ้างที่ลูกจ้างควรจะได้รับนับแต่วันที่ให้ออกจากงานจนถึงวันที่การเลิกสัญญามีผล โดยจ่ายในวันที่ให้ลูกจ้างออกจากงาน
มาตรา 17 ท้ายมาตราระบุว่าการบอกกล่าวล่วงหน้าตามมาตรานี้ไม่ใช้บังคับแก่การเลิกจ้างตามมาตรา 119
การแยกแต่ละก้อนออกเป็นบรรทัดในเอกสารการจ่ายเงินช่วยให้ทั้งสองฝ่ายตรวจสอบได้ ตัวบทบางมาตรายังมีบทบัญญัติพิเศษเมื่อเลิกจ้างเพราะนำเครื่องจักรหรือเทคโนโลยีมาใช้ ดูการจ่ายเงินช่วงลดคนหรือเลิกจ้าง
มาตรา 9 กำหนดให้นายจ้างเสียดอกเบี้ยให้ลูกจ้างระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละสิบห้าต่อปี สำหรับเงินกลุ่มที่ระบุไว้ในมาตรานั้น ซึ่งรวมค่าชดเชยตามมาตรา 118 และเงินตามมาตรา 17/1 จึงควรคำนวณและจ่ายภายในเวลาที่กำหนด
ค่าชดเชยกับการวางระบบค่าตอบแทนเชื่อมกันอย่างไร
ค่าชดเชยดูเผิน ๆ เหมือนเป็นเรื่องปลายทางตอนเลิกจ้าง แต่เกี่ยวพันกับวิธีที่องค์กรออกแบบค่าตอบแทนตั้งแต่ต้นทาง เพราะฐานที่ใช้คำนวณคือค่าจ้างอัตราสุดท้าย องค์กรที่จัดประเภทเงินแต่ละก้อนไม่ชัด ก็เสี่ยงต่อข้อพิพาทเรื่องนิยามค่าจ้าง
หนึ่งในปัจจัยที่อาจเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงนี้ คือการที่องค์กรจ่ายเงินเป็นก้อน ๆ ตามที่ตกลงรายคน โดยไม่มีโครงสร้างกลางที่ระบุว่าอะไรคือค่าจ้าง อะไรคือสวัสดิการ การมีกระบอกเงินเดือนและการจัดประเภทองค์ประกอบค่าตอบแทนที่ชัดเจน ช่วยให้ทั้งการคำนวณค่าชดเชยและการบริหารต้นทุนคนทำได้บนฐานเดียวกัน
การจัดประเภทค่าจ้างกับสวัสดิการ การออกแบบโครงสร้างเงินเดือน และการประเมินภาระผูกพันเมื่อต้องปรับโครงสร้างองค์กร เป็นงานที่ HR ทำเองได้หากมีเวลาและเครื่องมือ และถ้าอยากมีคนช่วยวางกรอบคิดให้รัดกุมตั้งแต่ต้น ก็เป็นบทบาทที่ที่ปรึกษาเข้ามาเสริมโดยไม่ได้มาแทนทีมงานของคุณ
แหล่งอ้างอิง
ตรวจข้อความเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2569
- พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ฉบับรวมการแก้ไขถึงฉบับที่ 7 พ.ศ. 2562 ตัวบทของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เผยแพร่โดยกระทรวงแรงงาน (มาตรา 5, 9, 17, 17/1, 19, 20, 118, 118/1, 119): https://www.mol.go.th/wp-content/uploads/sites/2/1998/01/labour_protection_2541_new62.pdf
- พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 136 ตอนที่ 43 ก วันที่ 5 เมษายน 2562 (มาตรา 9, 13, 17/1 ที่แก้ไขหรือเพิ่มโดยฉบับนี้): https://www.mol.go.th/wp-content/uploads/sites/2/2019/07/labour_2541_7.pdf
- พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2566 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 140 ตอนที่ 20 ก วันที่ 19 มีนาคม 2566: https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/140A020N0000000005600.pdf ตรวจข้อความเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2569 พบว่าฉบับนี้เพิ่มเฉพาะมาตรา 23/1 เรื่องการทำงานนอกสถานประกอบกิจการ ไม่แก้ไขมาตราที่อ้างถึงในบทความนี้ ส่วนฉบับที่ออกหลังจากนี้ (ถ้ามี) ไม่ได้ตรวจ
คำถามที่พบบ่อย
ค่าชดเชยเลิกจ้างคิดจากฐานเงินอะไร
มาตรา 118 ใช้ ค่าจ้างอัตราสุดท้าย ส่วนลูกจ้างที่ได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย ใช้ค่าจ้างของการทำงานตามจำนวนวันสุดท้ายที่ระบุในแต่ละช่วงอายุงาน คำว่า ค่าจ้าง นิยามไว้ในมาตรา 5 การจัดประเภทเงินแต่ละก้อนว่าเข้านิยามหรือไม่ขึ้นกับข้อเท็จจริง ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายแรงงาน
ทำงานไม่ถึง 120 วันได้ค่าชดเชยไหม
มาตรา 118 วรรคหนึ่งเริ่มอัตราที่ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหนึ่งร้อยยี่สิบวัน ลูกจ้างที่ทำงานยังไม่ครบ 120 วันจึงไม่มีอัตราให้ใน (1) ถึง (6) ของมาตรานั้น แต่การบอกเลิกสัญญาจ้างโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้ายังอาจต้องจ่ายเงินตามมาตรา 17/1
ลาออกเองได้ค่าชดเชยหรือไม่
มาตรา 118 วรรคสองนิยามการเลิกจ้างว่าเป็นการกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ การลาออกด้วยความสมัครใจของลูกจ้างเองไม่ใช่การกระทำของนายจ้างตามนิยามนี้ แต่กรณีที่ข้อเท็จจริงไม่ชัด เช่น ถูกบังคับให้ลาออก ต้องตรวจเป็นรายกรณี
ค่าชดเชยกับเงินที่จ่ายเมื่อไม่บอกกล่าวล่วงหน้าต่างกันอย่างไร
ค่าชดเชยตามมาตรา 118 คำนวณตามช่วงอายุงาน ส่วนมาตรา 17/1 กำหนดว่าถ้านายจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า ต้องจ่ายเงินเท่ากับค่าจ้างที่ลูกจ้างควรจะได้รับนับแต่วันที่ให้ออกจากงานจนถึงวันที่การเลิกสัญญามีผลตามมาตรา 17 วรรคสอง เป็นคนละก้อนกัน
สัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลา ต้องจ่ายค่าชดเชยเมื่อครบสัญญาหรือไม่
มาตรา 118 วรรคสามกำหนดว่าวรรคหนึ่งไม่ใช้บังคับแก่ลูกจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนและเลิกจ้างตามกำหนดระยะเวลานั้น แต่วรรคสี่จำกัดการจ้างแบบนี้ไว้เฉพาะงานบางลักษณะ ทำเป็นหนังสือตั้งแต่เริ่มจ้าง และงานต้องแล้วเสร็จภายในเวลาไม่เกินสองปี ถ้าไม่เข้าเงื่อนไข ควรตรวจกับผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายแรงงาน
บทความที่เกี่ยวข้อง
เผยแพร่โดย
Triple I HR Consultingทีมที่ปรึกษาด้านโครงสร้างเงินเดือน ระบบประเมินผลงาน และ Job Description