สรรหาเองโดยไม่ใช้บริษัทจัดหางาน ทำได้อย่างไร
องค์กรที่มี JD ชัดเจน กระบวนการสัมภาษณ์มีโครงสร้าง และช่องทางประกาศงานที่เหมาะสม สามารถสรรหาบุคลากรได้เองโดยไม่ต้องพึ่งบริษัทจัดหางานในบางตำแหน่ง กุญแจสำคัญคือความชัดเจนในสิ่งที่ต้องการและกระบวนการที่ทำซ้ำได้ ไม่ใช่งบประมาณที่สูง
บทความนี้ไล่ดูกระบวนการสรรหาด้วยตนเองทีละขั้นตอน ตั้งแต่การเขียน JD ไปจนถึงการตัดสินใจและแจ้งผล พร้อมเกณฑ์ที่ช่วยตัดสินใจว่าควรสรรหาเองหรือใช้บริษัทจัดหางานในแต่ละสถานการณ์
บริษัทจัดหางานคุ้มค่าเสมอไปหรือไม่
บริษัทจัดหางานมีบทบาทชัดเจนในตำแหน่งที่ต้องการทักษะหายาก ผู้บริหารระดับสูง หรือเมื่อฝ่าย HR มีข้อจำกัดด้านกำลังคนอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ต้นทุนการสรรหาสูงขึ้นคือการใช้บริษัทจัดหางานสำหรับทุกตำแหน่ง รวมถึงตำแหน่งที่องค์กรสามารถสรรหาได้เองด้วยกระบวนการที่ดี
ค่าธรรมเนียมของบริษัทจัดหางานแต่ละแห่งต่างกัน หากองค์กรใช้บริการหลายตำแหน่ง ต้นทุนส่วนนี้อาจสะสมได้มาก และการสร้างกระบวนการสรรหาภายในให้แข็งแกร่งจะช่วยลดการพึ่งพาภายนอกได้ในระยะยาว
ขั้นตอนการสรรหาเองทำอย่างไรให้ได้ผล
ขั้นที่ 1 — เขียนใบกำหนดหน้าที่งาน (JD) ให้ชัดเจน
JD ที่ดีเป็นรากฐานของกระบวนการสรรหาทั้งหมด JD ที่มีประสิทธิภาพควรประกอบด้วย
- ขอบเขตงานที่ชัดเจน: งานหลักที่ต้องทำ ไม่ใช่รายการทักษะที่อยากได้ทั้งหมด
- คุณสมบัติที่แบ่งชั้นชัดเจน: Must-have (บังคับ) กับ Nice-to-have (ดีถ้ามี) ไม่ปนกัน
- ผลลัพธ์ที่คาดหวังใน 90 วันแรก: ผู้สมัครที่ดีอาจต้องการรู้ว่าความสำเร็จในตำแหน่งนี้หน้าตาเป็นอย่างไร
บริการ Smart JD ของ Triple I ช่วยออกแบบ JD ที่ตรงกับโครงสร้างงานจริงขององค์กร ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการสรรหาเองที่ได้ผล
ขั้นที่ 2 — กำหนดช่องทางประกาศและงบประมาณ
ช่องทางประกาศงานในตลาดแรงงานไทยมีหลายแบบ แต่ละแบบเหมาะกับกลุ่มผู้สมัครต่างกัน
| ช่องทาง | เหมาะกับ |
|---|---|
| JobsDB / Jobtopgun | ตำแหน่งปฏิบัติการ ระดับกลาง |
| ระดับวิชาชีพ ผู้มีประสบการณ์ | |
| Facebook Group เฉพาะทาง | งานครีเอทีฟ เทคโนโลยี งาน Freelance |
| โปรแกรมแนะนำจากพนักงาน (Referral) | ทุกตำแหน่ง — อาจได้คนที่เข้ากับวัฒนธรรมองค์กร |
การมีโปรแกรม Referral ที่ให้รางวัลแก่พนักงานที่แนะนำคนมาได้และผ่านทดลองงานนั้นเป็นช่องทางที่อาจใช้ต้นทุนต่อผู้สมัครที่ผ่านได้ต่ำกว่าช่องทางอื่น
ขั้นที่ 3 — ออกแบบกระบวนการคัดกรองและเกณฑ์ตัดสินใจ
จุดอ่อนอย่างหนึ่งของการสรรหาเองคือการตัดสินใจจาก “ความรู้สึก” มากกว่าเกณฑ์ที่ชัดเจน วิธีแก้คือกำหนดเกณฑ์คัดกรองก่อนเปิดรับสมัคร ไม่ใช่ระหว่างหรือหลัง
เกณฑ์คัดกรองที่วัดได้ ตัวอย่างเช่น
- ประสบการณ์ในงานที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย X ปี
- ทักษะบังคับ (เช่น โปรแกรมที่ต้องใช้จริงในงาน)
- ข้อจำกัดด้านเวลา เช่น เริ่มงานได้ภายใน Y สัปดาห์
เกณฑ์ที่เป็นลายลักษณ์อักษรยังช่วยให้หลายคนในทีมสามารถช่วยคัดกรองได้โดยไม่ต้องประชุมทุกครั้ง
ขั้นที่ 4 — สัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างและให้คะแนน
การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง (Structured Interview) หมายถึงการใช้คำถามชุดเดียวกันกับผู้สมัครทุกคน และให้คะแนนตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ซึ่งช่วยลดความลำเอียงที่เกิดจากความประทับใจแรกได้
แนวทาง Behavioral Interview ในรูปแบบ STAR (Situation, Task, Action, Result) เป็นวิธีหนึ่งที่ HR ใช้ โดยเน้นให้ผู้สมัครเล่าสถานการณ์จริงจากประสบการณ์ ซึ่งอาจสะท้อนพฤติกรรมได้ดีกว่าคำถามสมมติ
ตัวอย่างแบบให้คะแนน (Scoring Rubric) สำหรับ 1 คำถาม
- 1 คะแนน: ตอบไม่ชัดเจน ไม่มีตัวอย่างจากประสบการณ์จริง
- 2 คะแนน: มีตัวอย่าง แต่การดำเนินการหรือผลลัพธ์ไม่ชัด
- 3 คะแนน: ตัวอย่างชัดเจน ระบุสิ่งที่ทำและผลที่เกิดขึ้นได้ครบ
ขั้นที่ 5 — ตัดสินใจและแจ้งผลอย่างรวดเร็ว
กระบวนการหลังสัมภาษณ์เป็นจุดที่บางองค์กรอาจสูญเสียผู้สมัครที่ดีโดยไม่รู้ตัว การแจ้งผลล่าช้าหรือไม่แจ้งเลยส่งผลต่อภาพลักษณ์นายจ้าง (Employer Brand) และอาจทำให้ผู้สมัครที่สนใจตัดสินใจรับข้อเสนออื่นไปก่อน
แนวทางที่แนะนำคือกำหนดกรอบเวลาภายในองค์กรว่าจะแจ้งผลผู้สมัครทุกคนภายในกี่วันทำการหลังสัมภาษณ์รอบสุดท้าย ไม่ว่าจะผ่านหรือไม่ผ่านก็ตาม
ช่องทางสรรหาไหนให้ผลดีที่สุด
ไม่มีคำตอบเดียวสำหรับทุกตำแหน่งและทุกอุตสาหกรรม แต่มีหลักการที่ช่วยตัดสินใจได้
สำหรับตำแหน่งที่ผู้สมัครที่เหมาะสมอาจ “ไม่ได้กำลังหางานอยู่” LinkedIn และการทาบทามโดยตรงอาจได้ผลกว่าการประกาศรอ ในขณะที่ตำแหน่งที่ต้องการคนพร้อมทำงานเร็ว ช่องทางประกาศงานที่มีฐานผู้สมัครกว้างอาจให้ผลเร็วกว่า
การติดตามผลว่าผู้สมัครมาจากช่องทางใด และผู้ที่ผ่านทดลองงานมาจากช่องทางใดมากที่สุด ช่วยให้องค์กรจัดสรรงบและเวลาสรรหาได้แม่นยำขึ้นในรอบถัดไป
จะรู้ได้อย่างไรว่า JD ที่เขียนดึงดูดคนผิดกลุ่ม
สัญญาณที่ควรสังเกตคือ
- จำนวนผู้สมัครมากแต่ผ่านเกณฑ์น้อย: อาจหมายความว่า JD กว้างเกินไป คุณสมบัติที่ระบุไม่ชัดพอ
- ผู้สมัครที่ผ่านทุกขั้นตอนแต่ไม่ยอมรับข้อเสนอ: อาจมีปัจจัยที่ JD ไม่ได้สื่อสารชัดเจน เช่น สภาพแวดล้อมงาน หรือขอบเขตความรับผิดชอบ
- ผู้สมัครถามคำถามเดิมซ้ำในทุกรอบ: อาจเป็นสัญญาณว่า JD ไม่ได้ตอบคำถามพื้นฐานที่ผู้สมัครต้องการรู้
การทบทวน JD หลังจากกระบวนการสรรหาแต่ละรอบเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนากระบวนการสรรหาให้ดีขึ้นต่อเนื่อง บทความเรื่อง โครงสร้างเงินเดือนเบื้องต้น อาจเป็นประโยชน์เพิ่มเติมสำหรับการกำหนดกระบอกเงินเดือนให้ตรงกับตำแหน่งที่สรรหา
เมื่อไหร่ควรใช้บริษัทจัดหางาน
การสรรหาเองมีข้อจำกัดในบางสถานการณ์ที่ควรพิจารณาใช้บริษัทจัดหางาน ได้แก่
- ตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง (C-Suite หรือ Director): ต้องการฐานข้อมูลและเครือข่ายเฉพาะที่บริษัทจัดหางานสายนั้นสะสมมา
- ทักษะเฉพาะทางหายากมาก: เช่น วิศวกรเฉพาะอุตสาหกรรม หรือผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายแรงงานในบริบทข้ามชาติ
- ข้อจำกัดด้านเวลาชัดเจน: เช่น ต้องการคนภายใน 2-3 สัปดาห์สำหรับตำแหน่งสำคัญ
การสรรหาเองและการใช้บริษัทจัดหางานเป็นเครื่องมือที่เลือกใช้ตามสถานการณ์ ไม่ใช่คู่แข่งกัน องค์กรที่มีกระบวนการสรรหาภายในที่แข็งแกร่งจะสามารถใช้บริษัทจัดหางานได้อย่างมีเป้าหมายมากขึ้น และเจรจาต่อรองค่าธรรมเนียมได้ดีกว่าเมื่อรู้ว่าต้องการอะไรจริง ๆ
สรุป
การสรรหาเองโดยไม่ใช้บริษัทจัดหางานทำได้ผลดีเมื่อองค์กรมี JD ที่ชัดเจน เกณฑ์คัดกรองที่วัดได้ กระบวนการสัมภาษณ์ที่มีโครงสร้าง และระบบการตัดสินใจที่รวดเร็ว สิ่งเหล่านี้ไม่ต้องใช้งบประมาณสูง ต้องใช้ความตั้งใจออกแบบกระบวนการล่วงหน้า
หากองค์กรของคุณต้องการปรับปรุงกระบวนการสรรหาตั้งแต่การออกแบบ JD ไปจนถึงการสร้างระบบที่ทำซ้ำได้ Triple I พร้อมช่วยออกแบบและวางโครงสร้าง นัดคุยฟรีกับทีม Triple I ได้ที่นี่
คำถามที่พบบ่อย
ทำไม SME ถึงควรลองสรรหาเองก่อนใช้บริษัทจัดหางาน
บริษัทจัดหางานมีค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่าย ซึ่งอาจเป็นต้นทุนที่สำคัญสำหรับ SME ที่มีงบจำกัด การสรรหาเองผ่านช่องทางออนไลน์และเครือข่ายภายในองค์กรอาจช่วยลดต้นทุนได้ ทั้งยังทำให้ HR เรียนรู้กระบวนการและสร้างฐานข้อมูลผู้สมัครของตนเองในระยะยาว
ช่องทางประกาศงานใดที่เหมาะกับ SME ไทย
ช่องทางหลักที่ใช้กันในตลาดแรงงานไทย ได้แก่ JobsDB, LinkedIn, Jobtopgun, และ Facebook Group เฉพาะทาง นอกจากนี้ยังมีช่องทางภายใน เช่น การแนะนำจากพนักงาน (Referral) ซึ่งอาจได้ผู้สมัครที่เข้ากับวัฒนธรรมองค์กร
JD ที่ดีช่วยสรรหาเองได้อย่างไร
ใบกำหนดหน้าที่งาน (JD) ที่ชัดเจนระบุขอบเขตงาน คุณสมบัติที่ต้องการ และผลลัพธ์ที่คาดหวัง ช่วยกรองผู้สมัครที่ไม่ตรงออกตั้งแต่ต้น ลดเวลาคัดกรองได้ และยังช่วยให้ผู้สัมภาษณ์ทุกคนใช้เกณฑ์เดียวกัน ซึ่งลดความลำเอียงในการตัดสินใจ
ควรใช้กี่รอบสัมภาษณ์สำหรับตำแหน่งทั่วไปใน SME
สำหรับตำแหน่งปฏิบัติการและพนักงานระดับกลาง แนวทางหนึ่งคือ 2 รอบ ได้แก่ รอบคัดกรองเบื้องต้น และรอบสัมภาษณ์เชิงลึก หากตำแหน่งมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านอาจเพิ่มรอบทดสอบทักษะ แต่ควรหลีกเลี่ยงกระบวนการที่ยาวเกินจนผู้สมัครที่ดีถอนตัวก่อน
สรรหาเองแล้วยังต้องการบริษัทจัดหางานในกรณีใด
บริษัทจัดหางานยังมีคุณค่าสำหรับตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงที่ต้องใช้ฐานข้อมูลกว้าง ตำแหน่งที่ต้องการทักษะเฉพาะทางหายาก หรือเมื่อองค์กรมีข้อจำกัดด้านเวลาอย่างชัดเจน การสรรหาเองและใช้บริษัทจัดหางานไม่ใช่สิ่งที่ขัดแย้งกัน แต่เลือกใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์
บทความที่เกี่ยวข้อง
เผยแพร่โดย
Triple I HR Consultingทีมที่ปรึกษาด้านโครงสร้างเงินเดือน ระบบประเมินผลงาน และ Job Description