วัดผล funnel การสรรหา (กรวยการสรรหา): ตัวชี้วัดที่ HR ต้องติดตาม
การวัดผล funnel การสรรหาคือการติดตามอัตราการผ่านและเวลาที่ใช้ในแต่ละขั้นตอนตั้งแต่ได้รับใบสมัครจนถึงรับพนักงานเข้าทำงาน ข้อมูลเหล่านี้บอกตรง ๆ ว่ากระบวนการสรรหาขององค์กรมีประสิทธิภาพเพียงใด ขั้นใดสูญเสียผู้สมัครที่ดีไป และควรปรับปรุงจุดใดก่อน
บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจตัวชี้วัดหลักของ funnel การสรรหา วิธีคำนวณ และวิธีนำข้อมูลไปใช้ตัดสินใจปรับปรุงกระบวนการอย่างเป็นระบบ
funnel การสรรหาคืออะไร และทำไมต้องวัด?
funnel การสรรหา (กรวยการสรรหา) คือภาพรวมของกระบวนการที่ผู้สมัครผ่านตั้งแต่รับรู้ถึงตำแหน่งงาน ยื่นใบสมัคร ผ่านการคัดกรองแต่ละรอบ จนถึงวันแรกที่เริ่มงาน เรียกว่า funnel เพราะจำนวนผู้สมัครลดลงเรื่อย ๆ ในแต่ละขั้น เหมือนปากกรวยที่แคบลง
การวัดผล funnel ช่วยให้ HR และผู้บริหารเห็นข้อมูลเชิงปริมาณแทนการคาดเดา สมมติว่ากระบวนการสรรหาใช้เวลานานกว่าที่คาด การดูข้อมูลจริงจะบอกได้ว่าความล่าช้าเกิดที่ขั้นใด เช่น ขั้นนัดสัมภาษณ์ที่ใช้เวลาหลายวันกว่าจะยืนยัน หรือขั้นอนุมัติข้อเสนองานที่รอการตัดสินใจจากผู้บริหาร
ตัวชี้วัดใดบ้างที่ควรอยู่ในแดชบอร์ดการสรรหา?
ตัวชี้วัดสำหรับวัดผล funnel การสรรหาแบ่งได้เป็น 5 กลุ่มหลัก
กลุ่มที่ 1: อัตราการผ่านแต่ละขั้น (Conversion Rate)
วัดว่าผู้สมัครกี่เปอร์เซ็นต์จากขั้นหนึ่งไปยังขั้นถัดไปได้ สูตรคือ:
อัตราการผ่าน = (จำนวนผู้ผ่านขั้นนั้น / จำนวนผู้เข้าสู่ขั้นนั้น) × 100
ตัวอย่างสมมติ: ถ้ามีใบสมัคร 80 ใบ และคัดกรองเบื้องต้นผ่าน 24 คน อัตราการผ่านขั้นนี้คือ 30% ถ้าตัวเลขนี้ต่ำมากอาจหมายความว่า JD ดึงดูดผู้สมัครที่ไม่ตรงคุณสมบัติ หรือเกณฑ์คัดกรองเข้มเกินไป
กลุ่มที่ 2: ระยะเวลาสรรหา (Time Metrics)
- ระยะเวลาเติมตำแหน่ง (time-to-fill): จากวันเปิดรับถึงวันผู้สมัครตอบรับข้อเสนองาน
- ระยะเวลาตั้งแต่เข้ากระบวนการจนตอบรับ (time-to-hire): จากวันผู้สมัครเข้าสู่กระบวนการถึงวันตอบรับ
ทั้งสองตัวเลขบอกมิติที่ต่างกัน time-to-fill สะท้อนความเร็วของกระบวนการโดยรวม ส่วน time-to-hire บอกถึงประสิทธิภาพของการตัดสินใจ
กลุ่มที่ 3: ต้นทุนต่อการรับพนักงาน (Cost-per-Hire)
รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดในกระบวนการสรรหา ได้แก่ ค่าโฆษณาและประกาศงาน ค่าธรรมเนียมบริษัทจัดหางาน (ถ้าใช้) และต้นทุนเวลาของทีม HR และผู้บริหารที่เข้าร่วม จากนั้นหารด้วยจำนวนพนักงานที่รับเข้าในช่วงเดียวกัน
กลุ่มที่ 4: คุณภาพของผู้สมัคร (Quality of Hire)
วัดว่าพนักงานที่รับเข้ามาผ่านการประเมินผลงานช่วงทดลองงานที่ระดับใด หรืออัตราการผ่านทดลองงาน ตัวชี้วัดนี้เชื่อม funnel การสรรหากับผลลัพธ์ธุรกิจ
กลุ่มที่ 5: ประสิทธิภาพของช่องทางสรรหา (Source Effectiveness)
บันทึกว่าผู้สมัครแต่ละคนมาจากช่องทางใด แล้วติดตามว่าช่องทางใดให้ผู้สมัครที่ผ่านถึงขั้นรับเข้าทำงานในสัดส่วนสูงสุด ข้อมูลนี้ช่วยตัดสินใจจัดสรรงบประมาณโฆษณาได้ดีขึ้น
วิธีวัดผล funnel การสรรหาอย่างเป็นระบบ
ขั้นที่ 1 — กำหนดจุดวัดใน funnel
ระบุทุกขั้นตอนในกระบวนการสรรหาขององค์กรให้ชัดเจน เช่น ได้รับใบสมัคร คัดกรองเบื้องต้น นัดสัมภาษณ์รอบแรก สัมภาษณ์รอบสอง เสนอข้อเสนองาน ตอบรับ และเริ่มงาน จากนั้นกำหนดว่าจะเก็บข้อมูลอะไรที่จุดเปลี่ยนแต่ละจุด
ขั้นที่ 2 — ออกแบบระบบเก็บข้อมูล
สร้างแบบฟอร์มหรือสเปรดชีตที่บันทึกวันที่เข้าสู่แต่ละขั้น สถานะ และแหล่งที่มาของผู้สมัคร ข้อมูลนี้คือวัตถุดิบสำหรับคำนวณ ตัวชี้วัด ทุกตัว ควรบันทึกอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ย้อนหลังเมื่อต้องการรายงาน
ขั้นที่ 3 — คำนวณอัตราการผ่านแต่ละขั้น
คำนวณอัตราการผ่านแต่ละขั้นโดยหารจำนวนผู้ที่ผ่านขั้นนั้นด้วยจำนวนผู้ที่เข้าสู่ขั้นนั้น แล้วคูณ 100 ตัวอย่างสมมติ: มีใบสมัคร 100 ใบ ผ่านคัดกรองเบื้องต้น 30 คน อัตราการผ่านขั้นนี้คือ 30% การดูอัตราแต่ละขั้นช่วยระบุว่าขั้นใดมีการสูญเสียผู้สมัครสูงผิดปกติ
ขั้นที่ 4 — วัด time-to-fill และ time-to-hire
บันทึกวันที่เปิดรับสมัคร วันที่ผู้สมัครเข้าสู่กระบวนการ และวันที่ตอบรับข้อเสนองาน จากนั้นคำนวณจำนวนวันในแต่ละมิติ การติดตามตัวเลขนี้รายตำแหน่งและรายแผนกช่วยให้เห็นว่าการสรรหาประเภทใดใช้เวลานานกว่าปกติ
ขั้นที่ 5 — วิเคราะห์แหล่งที่มาของผู้สมัครที่มีคุณภาพ
บันทึกช่องทางที่ผู้สมัครแต่ละคนมาจาก เช่น เว็บไซต์หางาน โซเชียลมีเดีย การแนะนำจากพนักงาน หรือบริษัทจัดหางาน จากนั้นเปรียบเทียบว่าช่องทางใดให้ผู้สมัครที่ผ่านถึงขั้นรับเข้าทำงานในสัดส่วนสูงที่สุด ข้อมูลนี้ช่วยตัดสินใจว่าควรลงทุนในช่องทางใดมากขึ้น
ขั้นที่ 6 — ทบทวนและปรับปรุงเป็นรอบ
รวบรวม ตัวชี้วัด ทุกครั้งที่ปิดรับตำแหน่งหนึ่ง และทำรายงานสรุปรายไตรมาส เปรียบเทียบกับรอบก่อนหน้าเพื่อดูแนวโน้ม ถ้าอัตราการผ่านขั้นใดขั้นหนึ่งลดลงต่อเนื่อง ให้ตรวจสอบว่ามีการเปลี่ยนแปลงอะไรในขั้นนั้น เช่น เกณฑ์คัดกรอง คำถามสัมภาษณ์ หรือเวลาตอบกลับ
JD ที่ดีช่วยปรับปรุง ตัวชี้วัด funnel ได้อย่างไร?
JD (Job Description) เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพของผู้สมัครในขั้นแรกสุดของ funnel JD ที่ระบุหน้าที่ความรับผิดชอบและคุณสมบัติที่จำเป็นอย่างชัดเจนช่วยดึงดูดผู้สมัครที่ตรงคุณสมบัติมากขึ้น และลดภาระในขั้นคัดกรองเบื้องต้น
ตรงกันข้าม JD ที่เขียนกว้างเกินไปหรือใช้ภาษาที่คลุมเครืออาจดึงดูดผู้สมัครที่หลากหลายแต่ไม่ตรงจุด ส่งผลให้อัตราการผ่านในขั้นแรกต่ำและทีม HR ต้องใช้เวลาคัดกรองมากขึ้น
บริการ Smart JD ของ Triple I ช่วยออกแบบ JD ที่ระบุขอบเขตงาน คุณสมบัติ และผลลัพธ์ที่คาดหวังอย่างมีโครงสร้าง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการปรับปรุงคุณภาพ funnel
ความผิดพลาดที่ควรระวังในการวัดผล funnel การสรรหา
ความผิดพลาดอย่างหนึ่งคือการเก็บแค่ตัวเลขสุดท้าย เช่น จำนวนที่รับเข้าทำงาน และ time-to-fill โดยไม่ดูอัตราการผ่านแต่ละขั้น ทำให้ไม่เห็นว่าปัญหาอยู่ที่จุดใด
อีกประเด็นหนึ่งคือการเปรียบเทียบข้ามตำแหน่งที่มีลักษณะงานต่างกันโดยตรง เช่น นำ time-to-fill ของตำแหน่งเฉพาะทางสูงมาเทียบกับตำแหน่งปฏิบัติการทั่วไป ข้อมูลที่มีความหมายควรเปรียบเทียบในกลุ่มตำแหน่งที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน
นอกจากนี้ การละเลยต้นทุนเวลาของผู้บริหารที่เข้าร่วมสัมภาษณ์ทำให้ cost-per-hire ต่ำกว่าความเป็นจริง และอาจนำไปสู่การตัดสินใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับงบประมาณสรรหา
ตัวชี้วัด funnel เชื่อมกับ KPI ของ HR อย่างไร?
ตัวชี้วัด funnel ด้านการสรรหาเป็นส่วนหนึ่งของตัวชี้วัดผลงาน HR โดยรวม ซึ่งอาจติดตามร่วมกับตัวชี้วัดด้านอื่น เช่น อัตราการลาออก ความพึงพอใจของพนักงาน และประสิทธิภาพการฝึกอบรม
หากองค์กรมีระบบประเมินผลงาน (SPMS) ที่ชัดเจน ข้อมูลคุณภาพของผู้สมัครที่รับเข้าจาก funnel การสรรหาจะเชื่อมต่อกับผลการประเมินผลงานในช่วงแรกของพนักงานได้อย่างตรงไปตรงมา ทำให้เห็นว่ากระบวนการสรรหาส่งผลต่อผลงานในระยะยาวอย่างไร สามารถอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการวัด KPI ในงาน HR ได้ที่บทความ KPI vs OKR ต่างกันอย่างไร
หากต้องการทบทวนกระบวนการสรรหาและออกแบบ JD ที่ช่วยปรับปรุงคุณภาพ funnel ตั้งแต่ขั้นแรก ทีม Triple I พร้อมให้คำปรึกษา นัดคุยฟรีกับที่ปรึกษา Triple I เพื่อประเมินจุดเริ่มต้นที่เหมาะกับองค์กรของคุณ
คำถามที่พบบ่อย
ตัวชี้วัด funnel การสรรหาที่สำคัญที่สุดมีอะไรบ้าง?
ตัวชี้วัดหลักที่ควรติดตามมี 5 กลุ่ม ได้แก่ อัตราการผ่านคัดกรองแต่ละขั้น (conversion rate), ระยะเวลาในการสรรหา (time-to-fill และ time-to-hire), ต้นทุนต่อการรับพนักงานหนึ่งคน (cost-per-hire), คุณภาพผู้สมัคร และแหล่งที่มาของผู้สมัครที่ได้ผลดีที่สุด การมีข้อมูลครบทั้ง 5 กลุ่มช่วยให้มองเห็นจุดอ่อนของกระบวนการได้ชัดเจน
time-to-fill กับ time-to-hire ต่างกันอย่างไร?
time-to-fill วัดจากวันที่เปิดรับสมัครจนถึงวันที่ผู้สมัครตอบรับข้อเสนองาน ส่วน time-to-hire วัดจากวันที่ผู้สมัครเข้าสู่กระบวนการจนถึงวันที่ตอบรับ time-to-fill สะท้อนประสิทธิภาพของกระบวนการสรรหาโดยรวม ขณะที่ time-to-hire บอกถึงความเร็วในการตัดสินใจของทีม
อัตราการผ่านคัดกรอง (conversion rate) แต่ละขั้นควรอยู่ที่เท่าไร?
ไม่มีตัวเลขสากลที่ตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับประเภทงานและช่องทางสรรหา จึงไม่ควรยึดตัวเลขของที่อื่นเป็นเกณฑ์ สิ่งสำคัญกว่าการเทียบกับองค์กรอื่นคือการติดตามแนวโน้มของตัวเองในแต่ละรอบ
cost-per-hire คำนวณอย่างไร?
cost-per-hire คำนวณจากผลรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดในกระบวนการสรรหาหารด้วยจำนวนพนักงานที่รับเข้าในช่วงเวลาเดียวกัน ค่าใช้จ่ายที่นำมารวมได้แก่ ค่าโฆษณาประกาศงาน ค่าธรรมเนียมบริษัทจัดหางาน (ถ้ามี) และต้นทุนเวลาของทีม HR และผู้บริหารที่เข้าร่วมสัมภาษณ์ การคิดต้นทุนเวลาให้ใช้อัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงคูณกับชั่วโมงที่ใช้จริง
ควรเก็บข้อมูล ตัวชี้วัด funnel ไว้ที่ไหนและบ่อยแค่ไหน?
สำหรับ SME ที่ยังไม่มีระบบ HRIS สามารถเริ่มจากสเปรดชีตที่บันทึกวันที่และสถานะของผู้สมัครแต่ละรายก็เพียงพอสำหรับการคำนวณ ตัวชี้วัด หลัก ควรรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลทุกครั้งที่ปิดรับสมัครหนึ่งตำแหน่ง และทำรายงานสรุปรายไตรมาสเพื่อดูแนวโน้ม
บทความที่เกี่ยวข้อง
เผยแพร่โดย
Triple I HR Consultingทีมที่ปรึกษาด้านโครงสร้างเงินเดือน ระบบประเมินผลงาน และ Job Description