ข้ามไปยังเนื้อหา
Triple I HR
← กลับไปบทความทั้งหมด

การฝึกอบรมหน้างาน (OJT): ทำอย่างไรให้ได้ผล

การฝึกอบรมหน้างาน (OJT) คือการพัฒนาทักษะพนักงานโดยให้เรียนรู้จากการลงมือทำงานจริงในที่ทำงาน ภายใต้การดูแลของหัวหน้างานหรือพี่เลี้ยง วิธีนี้ทำให้พนักงานนำสิ่งที่ฝึกไปใช้ได้ทันทีในงานที่รับผิดชอบ แต่จะได้ผลก็ต่อเมื่อออกแบบให้มีโครงสร้างชัดเจน ไม่ใช่ปล่อยให้ตามดูงานไปเรื่อย ๆ

บทความนี้จะพาไปดูว่า OJT คืออะไร เหมาะกับงานแบบไหน ขั้นตอนการทำให้ได้ผลมีอะไรบ้าง ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย และวิธีเชื่อม OJT เข้ากับระบบ HR อื่นเพื่อให้การพัฒนาคนต่อเนื่องและวัดผลได้จริงในบริบทองค์กร SME ไทย

การฝึกอบรมหน้างาน (OJT) คืออะไร

การฝึกอบรมหน้างาน หรือ OJT (On-the-Job Training) คือการเรียนรู้ทักษะผ่านการลงมือทำงานจริงในสภาพแวดล้อมการทำงานจริง โดยมีพี่เลี้ยงหรือหัวหน้างานคอยสอน สาธิต และให้คำแนะนำ ต่างจากการอบรมในห้องเรียนที่เน้นการถ่ายทอดความรู้เชิงทฤษฎีในสภาพแวดล้อมจำลอง

จุดเด่นของ OJT คือผู้เรียนได้ฝึกกับงาน เครื่องมือ และสถานการณ์จริงที่ตนต้องรับผิดชอบ ทำให้ช่องว่างระหว่างสิ่งที่เรียนกับสิ่งที่ต้องทำแคบลง อย่างไรก็ตาม OJT ที่ปล่อยให้พนักงานใหม่ตามดูงานโดยไม่มีเป้าหมายมักให้ผลไม่สม่ำเสมอ เพราะคุณภาพการเรียนรู้ขึ้นอยู่กับว่าพี่เลี้ยงแต่ละคนสอนอย่างไร

ตามกรอบแนวคิด 70-20-10 ที่ใช้กันแพร่หลายในวงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การเรียนรู้ส่วนใหญ่ราว 70% เกิดจากประสบการณ์ในงานจริง ซึ่ง OJT เป็นเครื่องมือสำคัญในส่วนนี้ ขณะที่การเรียนรู้จากผู้อื่นอยู่ที่ราว 20% และการอบรมในห้องเรียนราว 10% นี่คือเหตุผลที่องค์กรไม่ควรมองข้าม OJT แล้วทุ่มงบไปกับการอบรมในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว

OJT เหมาะกับงานประเภทใด

OJT ไม่ได้เหมาะกับทุกประเภทงานเท่ากัน การเลือกใช้ให้ถูกบริบทช่วยให้คุ้มค่ากว่า โดยทั่วไป OJT จะให้ผลดีเป็นพิเศษกับงานต่อไปนี้

  • งานที่ต้องใช้ทักษะปฏิบัติ เช่น งานผลิต งานช่าง การใช้เครื่องจักรหรืออุปกรณ์เฉพาะ
  • งานที่มีขั้นตอนกระบวนการชัดเจน เช่น งานบริการลูกค้า งานคลังสินค้า การใช้ระบบงานภายในองค์กร
  • งานที่ความรู้ฝังอยู่กับประสบการณ์ เช่น งานขายที่ต้องอ่านสถานการณ์ลูกค้า ซึ่งเรียนจากตำราได้ยาก

ในทางกลับกัน ความรู้เชิงทฤษฎี กฎ ระเบียบ หรือแนวคิดที่เป็นนามธรรม มักถ่ายทอดได้มีประสิทธิภาพกว่าผ่านการอบรมในห้องเรียนหรือออนไลน์ องค์กรส่วนใหญ่จึงเลือกใช้ทั้งสองวิธีร่วมกัน เช่น อบรมหลักการในห้องเรียนก่อน แล้วตามด้วย OJT เพื่อให้นำหลักการไปปฏิบัติจริง

การฝึกอบรมหน้างานมีขั้นตอนอย่างไร

OJT ที่ได้ผลต้องมีโครงสร้าง ไม่ใช่การปล่อยให้พนักงานใหม่ตามดูงานเฉย ๆ กระบวนการที่แนะนำประกอบด้วย 5 ขั้นตอนหลัก

ขั้นที่ 1 — กำหนดเป้าหมายและทักษะที่ต้องฝึก

จุดเริ่มต้นคือการตอบให้ได้ว่าเมื่อจบ OJT แล้วพนักงานต้องทำอะไรได้บ้าง โดยอ้างอิงจาก Job Description (JD) และขั้นตอนการทำงานจริงของตำแหน่ง จากนั้นแปลงเป็นเช็กลิสต์ทักษะที่วัดได้ เช่น “ใช้ระบบออกใบเสร็จได้ครบทุกขั้นตอน” หรือ”ตอบคำถามลูกค้าตามสคริปต์มาตรฐานได้ถูกต้อง”

เป้าหมายที่ชัดเจนช่วยให้ทั้งพี่เลี้ยงและผู้เรียนเห็นภาพตรงกันว่าต้องไปให้ถึงไหน และเป็นเกณฑ์วัดความสำเร็จในตอนท้าย หาก JD ขององค์กรยังไม่ได้ระบุหน้าที่และสมรรถนะที่ชัดเจน ควรปรับปรุงก่อนเพื่อให้ออกแบบ OJT ได้ตรงจุด

ขั้นที่ 2 — เลือกและเตรียมพี่เลี้ยง

พี่เลี้ยงที่ดีต้องมีทั้งความเชี่ยวชาญในงานและความเต็มใจในการถ่ายทอด เพราะคนที่ทำงานเก่งไม่ได้แปลว่าสอนเก่งเสมอไป บางคนทำได้คล่องแต่อธิบายไม่ได้ว่าทำอย่างไร

ก่อนเริ่มสอน ควรให้คำแนะนำพี่เลี้ยงเรื่องวิธีถ่ายทอดเบื้องต้น เช่น การสาธิตให้ดู การให้ผู้เรียนลองทำ และการให้ข้อเสนอแนะเชิงสร้างสรรค์ ที่สำคัญคือต้องจัดสรรเวลาให้พี่เลี้ยงสอนได้จริง หากผู้สอนยังต้องทำงานประจำเต็มเวลาโดยไม่มีการปรับภาระงาน คุณภาพการสอนมักลดลง

ขั้นที่ 3 — สาธิตงานและอธิบายภาพรวม

พี่เลี้ยงสาธิตการทำงานจริงให้ผู้เรียนดูทีละขั้นตอน พร้อมอธิบายเหตุผลว่าทำไมต้องทำแบบนี้ ไม่ใช่แค่บอกว่าต้องทำอะไร การให้ผู้เรียนเข้าใจที่มาที่ไปช่วยให้จดจำได้ดีขึ้น และปรับใช้กับสถานการณ์ที่ต่างออกไปได้

ในขั้นนี้ควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนถามคำถามได้ตลอด และตรวจสอบว่าเขาเข้าใจภาพรวมก่อนจะให้ลงมือทำเอง การมีเอกสารขั้นตอนการทำงานประกอบจะช่วยให้ผู้เรียนทบทวนได้ด้วยตนเองภายหลัง

ขั้นที่ 4 — ให้ลงมือทำและให้ข้อเสนอแนะ

หัวใจของ OJT คือการให้ผู้เรียนได้ลงมือทำงานจริงภายใต้การดูแล แนวทางที่ปลอดภัยคือเริ่มจากงานที่ความเสี่ยงต่ำหรือผลกระทบน้อยก่อน แล้วค่อยเพิ่มความซับซ้อนเมื่อผู้เรียนเริ่มมั่นใจ

เมื่อผู้เรียนทำงานแต่ละครั้ง พี่เลี้ยงควรให้ข้อเสนอแนะที่เฉพาะเจาะจง ทั้งจุดที่ทำได้ดีและจุดที่ต้องปรับปรุง การให้ข้อเสนอแนะใกล้กับเวลาที่ลงมือทำช่วยให้ผู้เรียนแก้ไขได้ตรงจุดและเรียนรู้เร็วขึ้น ขณะที่การรอประเมินทีเดียวตอนจบมักทำให้แก้ไขนิสัยการทำงานที่ผิดได้ยากขึ้น

ขั้นที่ 5 — ติดตามผลและรับรองความสามารถ

ขั้นสุดท้ายคือการทบทวนว่าผู้เรียนทำได้ตามเช็กลิสต์ทักษะที่กำหนดไว้ตั้งแต่ต้นหรือยัง โดยวัดที่ความสามารถทำงานจริง ไม่ใช่จำนวนชั่วโมงที่ฝึก คำถามสำคัญคือผู้เรียนทำงานได้ครบถ้วน ถูกต้อง และทำได้เองโดยไม่ต้องมีพี่เลี้ยงกำกับแล้วหรือยัง

หากยังมีช่องว่างในบางทักษะ ให้วางแผนฝึกเพิ่มเฉพาะจุดนั้น และเพื่อให้การพัฒนาต่อเนื่องหลังจบ OJT ควรเชื่อมผลการฝึกเข้ากับระบบประเมินผลงาน เพื่อติดตามว่าทักษะที่ฝึกส่งผลต่อผลงานจริงในตำแหน่งนั้นอย่างไร

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการทำ OJT มีอะไรบ้าง

แม้ OJT จะดูเป็นวิธีที่เรียบง่าย แต่ก็มีจุดพลาดที่ทำให้ไม่ได้ผลเท่าที่ควร ปัจจัยที่อาจเกี่ยวข้องที่พบได้บ่อย ได้แก่

ปล่อยให้ตามดูงานโดยไม่มีโครงสร้าง การบอกพนักงานใหม่ให้ “ไปดูพี่ทำก่อน” โดยไม่มีเป้าหมายหรือเช็กลิสต์ มักทำให้ผลการเรียนรู้ไม่สม่ำเสมอและตรวจสอบไม่ได้ว่าเขาทำได้จริงหรือไม่

เลือกพี่เลี้ยงจากความเก่งงานอย่างเดียว การเลือกคนที่ทำงานเก่งที่สุดมาสอนโดยไม่ดูว่าเขาถ่ายทอดเป็นหรือไม่ และไม่เต็มใจสอน อาจทำให้ผู้เรียนสับสนหรือรู้สึกเป็นภาระ

ไม่จัดสรรเวลาให้พี่เลี้ยง เมื่อพี่เลี้ยงต้องสอนงานควบคู่กับงานประจำเต็มเวลาโดยไม่มีการปรับภาระ การสอนมักถูกลดความสำคัญลงและทำแบบรีบ ๆ

วัดผลที่ชั่วโมงแทนที่จะวัดที่ความสามารถ การบันทึกว่าฝึกครบกี่ชั่วโมงไม่ได้บอกว่าพนักงานทำงานได้จริงหรือไม่ ควรวัดที่ผลลัพธ์ว่าทำงานได้ถูกต้องและทำได้เองหรือยัง

ไม่เชื่อมต่อกับการพัฒนาในระยะยาว การจบ OJT แล้วไม่มีการติดตามต่อ ทำให้ไม่รู้ว่าทักษะที่ฝึกถูกนำไปใช้และต่อยอดหรือไม่

OJT เชื่อมกับระบบ HR อื่นอย่างไร

OJT จะมีพลังมากขึ้นเมื่อไม่ทำงานโดดเดี่ยว แต่เชื่อมกับกระบวนการ HR อื่นอย่างเป็นระบบ

ระบบประเมินผลงาน (SPMS) เมื่อจบ OJT ความสามารถที่ฝึกได้ควรถูกนำไปติดตามต่อในรอบประเมินผลงาน เพื่อดูว่าทักษะนั้นส่งผลต่อผลงานจริงหรือไม่ ระบบประเมินผลงานที่ออกแบบดีจะรวมการประเมินสมรรถนะเข้าไปด้วย ทำให้เห็นพัฒนาการของพนักงานต่อเนื่องหลังการฝึก หากต้องการเข้าใจการตั้งเป้าหมายวัดผลที่ดี อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ KPI vs OKR ต่างกันอย่างไร

Job Description (JD) JD ที่ระบุหน้าที่และสมรรถนะชัดเจนเป็นฐานในการออกแบบเป้าหมายและเช็กลิสต์ของ OJT หาก JD คลุมเครือ การกำหนดว่าต้องฝึกอะไรก็จะคลุมเครือตามไปด้วย

การวิเคราะห์ช่องว่างทักษะ ก่อนออกแบบ OJT การรู้ว่าพนักงานขาดทักษะด้านใดช่วยให้โฟกัสการฝึกได้ตรงจุด แทนที่จะฝึกทุกอย่างเหมือนกันหมด

แผนพัฒนารายบุคคล OJT มักเป็นหนึ่งในเครื่องมือภายในแผนพัฒนารายบุคคล ที่ผสมทั้งประสบการณ์งานจริง การเรียนรู้จากผู้อื่น และการอบรม เพื่อให้พนักงานเติบโตตามเส้นทางอาชีพ

องค์กร SME ไทยจะเริ่มทำ OJT อย่างไร

องค์กรขนาดกลางและเล็กที่ไม่มีทีมฝึกอบรมเฉพาะก็สามารถทำ OJT ที่มีโครงสร้างได้ โดยไม่ต้องลงทุนระบบซับซ้อนตั้งแต่ต้น แนวทางที่ทำได้จริง ได้แก่

เริ่มจากการเขียนขั้นตอนการทำงาน การมีเอกสารขั้นตอนการทำงานของตำแหน่งสำคัญช่วยให้การสอนงานมีมาตรฐานเดียวกัน ไม่ขึ้นกับว่าใครเป็นพี่เลี้ยง

ทำเช็กลิสต์ทักษะช่วงทดลองงาน สมมติว่าตำแหน่งหนึ่งมีงานหลัก 8 อย่าง ก็สามารถทำเป็นเช็กลิสต์ให้พี่เลี้ยงและผู้เรียนติดตามได้ว่าผ่านครบหรือยังก่อนจบช่วงทดลองงาน

เลือกพี่เลี้ยงที่เต็มใจสอน แม้องค์กรเล็กจะมีคนจำกัด แต่การเลือกหัวหน้างานหรือพนักงานอาวุโสที่เต็มใจถ่ายทอดมาทำหน้าที่นี้ ส่งผลต่อคุณภาพการเรียนรู้มากกว่าการบังคับให้คนที่ไม่ถนัดมาสอน

ทบทวนและปรับปรุงเป็นรอบ หลังจบ OJT แต่ละรุ่น ควรถามทั้งพี่เลี้ยงและผู้เรียนว่าตรงไหนติดขัด แล้วนำมาปรับเอกสารและกระบวนการให้ดีขึ้นในรอบถัดไป

สรุป

การฝึกอบรมหน้างาน (OJT) ที่ได้ผลไม่ใช่การปล่อยให้พนักงานใหม่ตามดูงาน แต่คือกระบวนการที่มีโครงสร้างชัดเจน เริ่มจากกำหนดเป้าหมายและเช็กลิสต์ทักษะ เลือกและเตรียมพี่เลี้ยง สาธิตงานพร้อมอธิบายเหตุผล ให้ผู้เรียนลงมือทำและให้ข้อเสนอแนะทันที แล้วปิดท้ายด้วยการติดตามผลที่ความสามารถทำงานจริง

จุดที่ทำให้ OJT ต่อยอดได้คือการเชื่อมเข้ากับระบบ HR อื่น โดยเฉพาะ JD ที่ชัดเจนเป็นฐานออกแบบ และระบบประเมินผลงานที่ช่วยติดตามว่าทักษะที่ฝึกส่งผลต่อผลงานจริงในระยะยาว

ต้องการออกแบบระบบประเมินผลงานที่เชื่อมการพัฒนาทักษะเข้ากับผลงานของพนักงานอย่างเป็นระบบ นัดคุยฟรีกับที่ปรึกษา Triple I เพื่อหารือแนวทางที่เหมาะกับองค์กรของคุณ

คำถามที่พบบ่อย

การฝึกอบรมหน้างาน (OJT) คืออะไร และต่างจากการอบรมในห้องเรียนอย่างไร

การฝึกอบรมหน้างาน (On-the-Job Training หรือ OJT) คือการพัฒนาทักษะพนักงานโดยให้เรียนรู้จากการลงมือทำงานจริงในที่ทำงาน ภายใต้การดูแลของหัวหน้างานหรือพี่เลี้ยง ขณะที่การอบรมในห้องเรียนเน้นถ่ายทอดความรู้เชิงทฤษฎีในสภาพแวดล้อมจำลอง OJT เน้นการฝึกปฏิบัติกับงานและเครื่องมือจริง ทำให้พนักงานนำไปใช้ได้ทันที และเห็นผลในบริบทงานที่ตนรับผิดชอบ

OJT เหมาะกับงานประเภทใดบ้าง

OJT เหมาะอย่างยิ่งกับงานที่ต้องอาศัยทักษะปฏิบัติ การใช้เครื่องมือเฉพาะ หรือกระบวนการที่มีขั้นตอนชัดเจน เช่น งานผลิต งานบริการลูกค้า งานขาย หรือการใช้ระบบงานภายในองค์กร สำหรับความรู้เชิงแนวคิดหรือกฎหมายที่เป็นทฤษฎี การอบรมในห้องเรียนหรือออนไลน์อาจเหมาะกว่า แต่หลายองค์กรเลือกใช้ทั้งสองวิธีร่วมกันเพื่อให้พนักงานเข้าใจทั้งหลักการและการปฏิบัติ

ทำไม OJT หลายครั้งจึงไม่ได้ผลเท่าที่ควร

หนึ่งในปัจจัยที่อาจเกี่ยวข้องคือการทำ OJT แบบไม่มีโครงสร้าง คือปล่อยให้พนักงานใหม่ตามดูงานพี่เลี้ยงโดยไม่มีเป้าหมายหรือเกณฑ์วัดผลที่ชัดเจน ปัจจัยอื่นที่พบบ่อยได้แก่ การเลือกพี่เลี้ยงที่เก่งงานแต่ไม่ถนัดสอน การไม่จัดสรรเวลาให้พี่เลี้ยงอย่างเพียงพอ และการไม่มีการติดตามว่าผู้เรียนทำได้จริงหรือไม่ การวางโครงสร้างชัดเจนตั้งแต่ต้นช่วยลดปัญหาเหล่านี้ได้มาก

ควรวัดผลความสำเร็จของ OJT อย่างไร

ควรวัดผลที่ความสามารถในการทำงานจริงมากกว่าจำนวนชั่วโมงที่ฝึก เช่น พนักงานทำงานตามขั้นตอนได้ถูกต้องครบถ้วน ทำงานได้ภายในเวลาที่กำหนด และทำได้โดยไม่ต้องมีพี่เลี้ยงคอยกำกับ การเชื่อม OJT เข้ากับระบบประเมินผลงานช่วยให้ติดตามพัฒนาการได้ต่อเนื่อง และเห็นว่าทักษะที่ฝึกส่งผลต่อผลงานจริงในตำแหน่งนั้นหรือไม่

องค์กรขนาดเล็กที่ไม่มีทีมฝึกอบรมเริ่ม OJT ได้อย่างไร

องค์กร SME สามารถเริ่ม OJT ได้โดยไม่ต้องมีทีมฝึกอบรมเฉพาะ จุดเริ่มต้นที่ทำได้จริงคือการเขียนขั้นตอนการทำงานของแต่ละตำแหน่งให้ชัดเจน เลือกหัวหน้างานหรือพนักงานอาวุโสที่เต็มใจสอนมาเป็นพี่เลี้ยง และจัดทำเช็กลิสต์ทักษะที่ต้องผ่านในช่วงทดลองงาน เพียงเท่านี้ก็เปลี่ยนการสอนงานแบบไม่มีแบบแผนให้เป็น OJT ที่มีโครงสร้างได้


อยากปรึกษาเรื่องนี้เพิ่มเติม?

นัดคุย 30 นาทีฟรี ไม่มีการขายในรอบแรก แค่เล่าให้เราฟัง

นัดคุยฟรี