KPI งานห่วงโซ่อุปทาน วัดอะไรบ้างและตั้งอย่างไรให้ใช้ได้จริง
KPI งานห่วงโซ่อุปทาน คือตัวชี้วัดที่ใช้ติดตามว่ากระบวนการตั้งแต่จัดซื้อ จัดเก็บ ผลิต ไปจนถึงส่งมอบ ทำงานได้ดีเพียงใด ตัวที่ใช้บ่อยได้แก่ อัตราการส่งมอบตรงเวลา รอบหมุนเวียนสินค้าคงคลัง ระยะเวลานำส่ง และต้นทุนต่อหน่วย โดยควรเลือกวัดเฉพาะจุดที่สะท้อนปัญหาจริงของสายงาน
บทความนี้อธิบายว่า KPI ห่วงโซ่อุปทานมีตัวไหนบ้าง คำนวณอย่างไร และจะตั้งให้เชื่อมกับงานจริงของพนักงานแต่ละตำแหน่งได้อย่างไร โดยไม่ตกหลุมวัดทุกอย่างจนไม่เหลือโฟกัส
KPI งานห่วงโซ่อุปทานคืออะไร
KPI งานห่วงโซ่อุปทาน (supply chain KPI) คือตัวชี้วัดผลงานหลักที่ใช้ติดตามประสิทธิภาพของกระบวนการเคลื่อนย้ายสินค้าและข้อมูล ตั้งแต่ผู้ขายวัตถุดิบ ไปจนถึงมือลูกค้าปลายทาง
จุดเด่นของห่วงโซ่อุปทานคือเป็นงานที่เชื่อมหลายแผนก ทั้งจัดซื้อ คลังสินค้า วางแผนการผลิต และขนส่ง KPI ที่ดีจึงไม่ได้วัดแค่แผนกใดแผนกหนึ่ง แต่ต้องสะท้อนว่าทั้งสายส่งมอบงานต่อกันได้ราบรื่นแค่ไหน
สิ่งที่ทำให้การตั้ง KPI สายนี้ยากกว่าสายอื่น คือตัวชี้วัดหลายตัวมีโอกาสขัดแย้งกันเอง การกดต้นทุนให้ต่ำที่สุดอาจกระทบความเร็ว และการเร่งความเร็วก็อาจดันต้นทุนหรือสต๊อกให้สูงขึ้น
KPI ห่วงโซ่อุปทานหลักมีอะไรบ้าง
ตัวชี้วัดในสายนี้แบ่งได้เป็นสี่กลุ่มใหญ่ตามสิ่งที่ต้องการดูแล
กลุ่มที่หนึ่ง — ความตรงเวลาและความน่าเชื่อถือ วัดว่าส่งมอบได้ตามที่สัญญาไว้หรือไม่ ตัวอย่างเช่น อัตราการส่งมอบตรงเวลา (on-time delivery rate) และอัตราการส่งครบถูกต้อง (on-time in-full หรือ OTIF) ที่นับเฉพาะคำสั่งซื้อที่ส่งทั้งตรงเวลาและครบจำนวนพร้อมกัน
กลุ่มที่สอง — สินค้าคงคลัง วัดว่าบริหารสต๊อกได้เหมาะสมแค่ไหน ตัวอย่างเช่น รอบหมุนเวียนสินค้าคงคลัง (inventory turnover) จำนวนวันที่สินค้าค้างในคลัง (days inventory outstanding) และอัตราสินค้าขาด (stockout rate) ที่บอกว่ามีกี่ครั้งที่ของไม่พอขายหรือไม่พอผลิต
กลุ่มที่สาม — ต้นทุน วัดว่าใช้ทรัพยากรคุ้มค่าหรือไม่ ตัวอย่างเช่น ต้นทุนโลจิสติกส์ต่อยอดขาย ต้นทุนต่อหน่วยที่ขนส่ง และต้นทุนการถือครองสินค้าคงคลัง
กลุ่มที่สี่ — คุณภาพและความเร็ว วัดว่ากระบวนการมีของเสียมากน้อยและตอบสนองเร็วแค่ไหน ตัวอย่างเช่น ระยะเวลานำส่ง (lead time) อัตราของคืนหรือของเสีย และระยะเวลาตั้งแต่รับคำสั่งซื้อจนส่งมอบ (order cycle time)
หลักสำคัญคือไม่จำเป็นต้องวัดครบทุกตัว แต่ละตำแหน่งควรเลือกราวสามถึงห้าตัวที่ตรงกับความรับผิดชอบจริง
KPI ห่วงโซ่อุปทานคำนวณอย่างไร
ตัวชี้วัดหลายตัวมีสูตรมาตรฐานที่นำไปใช้ได้ทันที โดยสิ่งสำคัญที่สุดคือการตกลงนิยามให้ตรงกันก่อนเริ่มเก็บข้อมูล
นิยามสั้น ๆ ของตัวที่ใช้บ่อย
- อัตราการส่งมอบตรงเวลา เท่ากับจำนวนคำสั่งซื้อที่ส่งตรงกำหนด หารด้วยจำนวนคำสั่งซื้อทั้งหมด คูณด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์ ประเด็นที่ต้องตกลงคือคำว่าตรงเวลานับจากวันไหน
- รอบหมุนเวียนสินค้าคงคลัง เท่ากับต้นทุนขายในช่วงเวลานั้น หารด้วยมูลค่าสินค้าคงคลังเฉลี่ย ค่ายิ่งสูงหมายถึงสินค้าหมุนเร็ว ไม่จมทุนนาน
- อัตราการเติมตามคำสั่งซื้อ เท่ากับจำนวนรายการที่ส่งครบ หารด้วยจำนวนรายการที่สั่งทั้งหมด คูณด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์
- ระยะเวลานำส่ง คือจำนวนวันเฉลี่ยตั้งแต่ออกคำสั่งซื้อจนได้รับของ ใช้ดูความเร็วของซัพพลายเออร์หรือสายผลิต
ตัวอย่างสมมติเพื่อให้เห็นภาพ สมมติว่าในเดือนหนึ่งมีคำสั่งซื้อ 200 รายการ ส่งตรงเวลา 184 รายการ อัตราการส่งมอบตรงเวลาจะเท่ากับ 184 หารด้วย 200 คูณร้อย ได้ 92 เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขนี้เป็นเพียงตัวอย่างสมมติเพื่ออธิบายวิธีคำนวณ ไม่ใช่ผลลัพธ์ขององค์กรใด
ทำไม KPI ห่วงโซ่อุปทานจึงตั้งยาก
สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ KPI สายนี้ตั้งยากกว่าที่คิด คือธรรมชาติของตัวชี้วัดที่ถ่วงกันเอง
ลองนึกภาพหากตั้ง KPI ลดต้นทุนขนส่งเพียงตัวเดียว ทีมก็อาจเลือกขนส่งที่ถูกที่สุดแต่ช้าที่สุด ทำให้อัตราการส่งมอบตรงเวลาลดลง หรือถ้าเร่งความตรงเวลาอย่างเดียว ก็อาจต้องสำรองสต๊อกไว้มาก ทำให้ต้นทุนถือครองและรอบหมุนเวียนแย่ลง
หนึ่งในปัจจัยที่อาจเกี่ยวข้องกับ KPI ที่ดูดีบนกระดาษแต่ไม่สะท้อนงานจริง คือการวัดเฉพาะสิ่งที่เก็บข้อมูลง่าย เช่น วัดจำนวนใบสั่งซื้อที่ปิดได้ โดยไม่ดูว่าปิดได้ทันเวลาและถูกต้องหรือไม่ ตัวเลขแบบนี้อาจสวยขึ้นโดยที่คุณค่าต่อลูกค้าไม่ได้เพิ่ม
อีกประเด็นที่ควรระวังคือการตั้งเป้าที่อยู่นอกการควบคุมของพนักงาน เช่น ให้พนักงานคลังรับผิดชอบความตรงเวลาทั้งที่ความล่าช้ามาจากซัพพลายเออร์ต้นทาง การตั้งแบบนี้เสี่ยงต่อความรู้สึกไม่เป็นธรรมและทำให้ KPI ขาดความน่าเชื่อถือ
ตั้ง KPI ห่วงโซ่อุปทานให้เชื่อมกับงานจริงอย่างไร
แนวทางที่ใช้ได้กับหลายองค์กรมีลำดับคิดประมาณนี้
- เริ่มจากเป้าหมายของสายงาน ว่าต้องการเน้นความเร็ว ต้นทุน หรือความน่าเชื่อถือก่อน แล้วค่อยเลือกตัวชี้วัดที่สอดคล้อง
- เลือกตัวชี้วัดเป็นชุดที่ถ่วงดุลกัน เช่น จับคู่ตัวความตรงเวลากับตัวต้นทุน เพื่อไม่ให้เร่งด้านใดด้านหนึ่งจนอีกด้านเสียหาย
- นิยามตัวชี้วัดและแหล่งข้อมูลให้ชัดก่อนเริ่มวัด ใครเก็บ เก็บจากระบบไหน คิดถี่แค่ไหน
- แยกให้ออกว่าตัวไหนพนักงานควบคุมได้จริง และให้น้ำหนักตามระดับการควบคุม
- ทบทวนเป้าเป็นระยะ เพราะสภาพตลาดและซัพพลายเออร์เปลี่ยน เป้าที่เคยเหมาะอาจไม่เหมาะอีกต่อไป
KPI ห่วงโซ่อุปทานมีความใกล้เคียงกับการตั้งวัตถุประสงค์เชิงผลลัพธ์ในหลายจุด หากกำลังลังเลว่าจะใช้กรอบแบบ KPI หรือ OKR ดี สามารถอ่านเพิ่มได้ในบทความ KPI กับ OKR ต่างกันอย่างไร เพื่อเลือกกรอบที่เหมาะกับลักษณะงานของตน
การออกแบบ KPI ที่เชื่อมกับโครงสร้างผลตอบแทนและการประเมินผลทั้งระบบ มักต้องการมุมมองที่เป็นกลางจากภายนอก เพื่อช่วยให้ทีม HR วางตัวชี้วัดเชิงกลยุทธ์ได้โดยไม่ติดมุมมองของแผนกใดแผนกหนึ่ง นี่คือจุดที่บริการ วางระบบบริหารผลงาน เข้ามาเสริม ไม่ใช่มาแทนทีม HR ถ้าทำเองได้ก็ดี ถ้าอยากมีคนช่วยมองภาพรวมก็มีตัวกลางคอยช่วยได้
ก่อนตั้ง KPI งานห่วงโซ่อุปทานชุดต่อไป ลองถามตัวเองว่าตัวชี้วัดที่กำลังจะวัดสะท้อนคุณค่าที่ส่งถึงลูกค้าปลายทางจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงตัวเลขที่เก็บง่ายแต่ขยับแล้วไม่มีอะไรดีขึ้น
คำถามที่พบบ่อย
KPI งานห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญที่สุดมีอะไรบ้าง
ตัวชี้วัดหลักที่หลายองค์กรใช้ ได้แก่ อัตราการส่งมอบตรงเวลา (on-time delivery) อัตราการเติมสินค้าครบตามคำสั่งซื้อ (order fill rate) รอบหมุนเวียนสินค้าคงคลัง (inventory turnover) และระยะเวลานำส่ง (lead time) ที่เหมาะคือเลือกตัวที่สะท้อนปัญหาจริงของสายงาน ไม่ใช่วัดทุกอย่างพร้อมกัน
อัตราการส่งมอบตรงเวลาคำนวณอย่างไร
คำนวณจากจำนวนคำสั่งซื้อที่ส่งมอบตรงตามกำหนด หารด้วยจำนวนคำสั่งซื้อทั้งหมดในช่วงเวลานั้น แล้วคูณด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์ สิ่งที่ต้องตกลงให้ชัดก่อนคือนิยามของคำว่าตรงเวลา ว่านับจากวันที่ลูกค้าต้องการ หรือวันที่ยืนยันกันไว้
ควรตั้ง KPI ห่วงโซ่อุปทานกี่ตัวต่อตำแหน่ง
โดยทั่วไปแนะนำราวสามถึงห้าตัวต่อตำแหน่ง เพื่อให้พนักงานโฟกัสได้ หากมีมากเกินไปน้ำหนักจะกระจายจนไม่มีตัวไหนสำคัญจริง และอาจทำให้คนเลือกทำเฉพาะตัวที่วัดง่ายแทนที่จะทำงานที่สร้างคุณค่า
KPI ต้นทุนกับ KPI ความตรงเวลาขัดกันหรือไม่
มีโอกาสขัดกันได้ ตัวอย่างเช่น การลดต้นทุนขนส่งอาจทำให้ส่งช้าลง การตั้ง KPI จึงควรพิจารณาเป็นชุดที่ถ่วงดุลกัน ไม่ใช่เร่งตัวเดียวจนตัวอื่นเสียหาย