ข้ามไปยังเนื้อหา
Triple I HR
← กลับไปบทความทั้งหมด

KPI ฝ่ายกฎหมาย วัดอย่างไรให้ยุติธรรมและนำไปใช้ได้จริง

KPI ฝ่ายกฎหมายคือชุดตัวชี้วัดผลงานของทีมกฎหมายที่เน้นรอบเวลาการทำงาน คุณภาพการให้คำปรึกษา และการลดความเสี่ยงทางกฎหมายให้องค์กร แทนที่จะวัดด้วยยอดขายหรือจำนวนคดีที่ชนะ เพราะคุณค่าหลักของงานกฎหมายคือการป้องกันปัญหาก่อนเกิด ไม่ใช่การแก้ปัญหาหลังเกิดเพียงอย่างเดียว

ทำไม KPI ฝ่ายกฎหมายถึงตั้งยากกว่าฝ่ายอื่น

งานกฎหมายเป็นงานที่วัดผลตรง ๆ ได้ยาก เพราะผลลัพธ์ที่ดีที่สุดมักเป็นสิ่งที่ไม่เกิดขึ้น เช่น สัญญาที่รัดกุมจนไม่มีข้อพิพาทตามมา หรือความเสี่ยงที่ถูกตัดออกตั้งแต่ขั้นวางแผน สิ่งเหล่านี้ไม่ปรากฏเป็นตัวเลขสวยงามในรายงานสิ้นปี

หนึ่งในปัจจัยที่อาจทำให้การตั้ง KPI ฝ่ายกฎหมายผิดทางคือการยืมตัวชี้วัดจากฝ่ายขายหรือฝ่ายผลิตมาใช้ตรง ๆ ลองนึกภาพการวัดทนายในองค์กรด้วย “จำนวนงานที่ปิด” เหมือนวัดพนักงานขายด้วยยอดปิดการขาย ผลที่ตามมาคือทีมอาจเร่งปิดงานเพื่อให้ตัวเลขสวย แต่ละเลยคุณภาพของการตรวจทานความเสี่ยง ซึ่งเป็นหัวใจของงาน

อีกความท้าทายคือ งานกฎหมายมักเป็นงานสนับสนุน (support function) ที่คุณค่าเกิดจากการทำให้ฝ่ายอื่นทำงานได้ราบรื่นขึ้น การวัดผลจึงต้องสะท้อนทั้งความเร็วในการให้บริการภายในและคุณภาพของผลงาน ไม่ใช่เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

KPI ฝ่ายกฎหมายที่ใช้ได้จริงมีอะไรบ้าง

ตัวชี้วัดที่เหมาะกับงานกฎหมายควรผสมระหว่างเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ เพื่อไม่ให้เกิดภาพบิดเบือนจากการเน้นด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไป ตัวอย่างหมวดที่นำไปปรับใช้ได้มีดังนี้

  1. รอบเวลาการตรวจสัญญา (contract turnaround time) วัดเวลาเฉลี่ยตั้งแต่รับเรื่องจนส่งกลับ ช่วยให้ฝ่ายที่ขอใช้บริการวางแผนงานได้ และสะท้อนประสิทธิภาพของทีมโดยไม่กดดันคุณภาพมากเกินไป ถ้าตั้งเป้ารอบเวลาควรแยกตามความซับซ้อนของเอกสาร เช่น สัญญามาตรฐานกับสัญญาที่ต้องเจรจาหลายรอบ

  2. อัตราการใช้สัญญามาตรฐาน (template adoption) วัดสัดส่วนงานที่ใช้แม่แบบที่ผ่านการตรวจแล้ว ยิ่งใช้แม่แบบมาตรฐานมาก ยิ่งลดความเสี่ยงและร่นเวลา เป็นตัวชี้วัดที่สะท้อนงานเชิงป้องกันได้ดี

  3. ความครบถ้วนของการประเมินความเสี่ยง (risk coverage) วัดว่าโครงการหรือดีลสำคัญได้รับการทบทวนทางกฎหมายครบตามเกณฑ์ที่กำหนดหรือไม่ ตัวนี้ตอบโจทย์คุณค่าหลักของฝ่ายกฎหมายโดยตรง

  4. ความตรงเวลาของการต่ออายุและกำกับการปฏิบัติตามกฎหมาย (compliance timeliness) เช่น ใบอนุญาต การยื่นเอกสารตามกำหนด หรือการแจ้งเตือนวันหมดอายุสัญญาล่วงหน้า เป็นงานที่พลาดแล้วเสี่ยงต่อค่าปรับหรือการเสียสิทธิ

  5. คะแนนความพึงพอใจของลูกค้าภายใน (internal client satisfaction) สำรวจจากฝ่ายที่ใช้บริการ ว่าคำปรึกษาชัดเจน นำไปปฏิบัติได้ และตอบโจทย์ทางธุรกิจหรือไม่ ช่วยถ่วงดุลไม่ให้ทีมโฟกัสแต่ความเร็วจนลืมว่าใครคือผู้ใช้งานจริง

  6. การพัฒนาองค์ความรู้ (knowledge contribution) เช่น การจัดทำคู่มือ การอบรมฝ่ายอื่นเรื่องข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง สะท้อนการลดความเสี่ยงในระดับองค์กรไม่ใช่แค่ระดับงานเดี่ยว

นิยามสั้น ๆ ที่ควรจำคือ KPI เชิงป้องกัน หมายถึงตัวชี้วัดที่ให้คะแนนกับการ “ไม่เกิดปัญหา” เช่น ความครบถ้วนของการทบทวนความเสี่ยง ส่วน KPI เชิงปริมาณงาน หมายถึงตัวชี้วัดที่นับชิ้นงานหรือเวลา เช่น รอบเวลาตรวจสัญญา ทั้งสองแบบต้องอยู่ด้วยกันจึงจะเห็นภาพครบ

ตั้ง KPI ฝ่ายกฎหมายให้ยุติธรรมต้องคิดอะไรบ้าง

ความยุติธรรมของ KPI ไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขเป้าหมายอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าตัวชี้วัดสะท้อนสิ่งที่อยู่ในการควบคุมของทีมจริงหรือไม่ ตัวอย่างเช่น การวัดทีมกฎหมายด้วย “จำนวนคดีที่ชนะ” อาจไม่ยุติธรรม เพราะการเข้าสู่คดีหรือไม่นั้นมักเป็นการตัดสินใจเชิงธุรกิจของผู้บริหาร ไม่ใช่สิ่งที่ทีมกฎหมายเลือกได้ทั้งหมด

จุดที่ควรระวังเพิ่มเติม ได้แก่

  • อย่าวัดสิ่งที่ทีมควบคุมไม่ได้ เช่น ผลแพ้ชนะของคดีที่ขึ้นกับปัจจัยภายนอกหลายอย่าง ควรเปลี่ยนไปวัดคุณภาพการเตรียมคดีหรือการบริหารความเสี่ยงแทน
  • ระวัง KPI ที่ขัดกันเอง การตั้งเป้ารอบเวลาให้สั้นมากพร้อมกับคาดหวังความรัดกุมสูงสุด อาจสร้างแรงกดดันที่สวนทางกัน ควรกำหนดลำดับความสำคัญให้ชัด
  • เชื่อมโยงกับโครงสร้างค่าตอบแทน เมื่อ KPI ถูกใช้ผูกกับการขึ้นเงินเดือนหรือโบนัส ต้องแน่ใจว่าน้ำหนักของแต่ละตัวสะท้อน ค่างาน ของตำแหน่งจริง ไม่ใช่แค่สิ่งที่วัดง่าย มิฉะนั้นพนักงานจะรู้สึกว่าระบบไม่เป็นธรรมและเสี่ยงต่อปัญหาแรงจูงใจในระยะยาว

ตรงนี้คือจุดที่หลายองค์กรเริ่มต้องการมุมมองที่เป็นกลาง เพราะการตั้ง KPI ให้ทั้งวัดได้ ยุติธรรม และเชื่อมกับระบบบริหารผลงานทั้งองค์กร เป็นโจทย์ที่ HR กับหัวหน้าสายงานมักมีมุมต่างกัน การมีตัวกลางช่วยตั้งกรอบจึงทำให้บทสนทนาคืบหน้าได้เร็วขึ้น หากต้องการวางระบบประเมินผลที่เชื่อมตัวชี้วัดกับเป้าหมายองค์กรอย่างเป็นระบบ สามารถดูแนวทางได้ที่บริการ ระบบบริหารผลงาน ของเรา

KPI กับ OKR สำหรับงานกฎหมายเลือกใช้แบบไหน

หลายองค์กรสับสนว่าฝ่ายกฎหมายควรใช้ KPI หรือ OKR คำตอบสั้น ๆ คือมักใช้ทั้งสองอย่างคู่กัน โดย KPI เหมาะกับงานประจำที่ต้องรักษามาตรฐานต่อเนื่อง เช่น รอบเวลาตรวจสัญญาและความตรงเวลาของการปฏิบัติตามกฎหมาย ส่วน OKR เหมาะกับเป้าหมายเชิงพัฒนาในรอบหนึ่ง ๆ เช่น การวางระบบสัญญาดิจิทัลใหม่ หรือการยกระดับคลังความรู้ทางกฎหมาย

ถ้าอยากเข้าใจความต่างของสองเครื่องมือนี้ก่อนเลือกใช้ ลองอ่าน ความแตกต่างระหว่าง KPI และ OKR เพิ่มเติม จะช่วยให้แยกได้ว่างานชิ้นไหนควรวัดด้วยเครื่องมือใด

สรุป

KPI ฝ่ายกฎหมายที่ดีไม่ใช่การไล่นับชิ้นงานหรือคดี แต่คือการสะท้อนคุณค่าเชิงป้องกันความเสี่ยงและคุณภาพการให้บริการภายในควบคู่กับประสิทธิภาพการทำงาน การผสมตัวชี้วัดเชิงปริมาณกับเชิงคุณภาพ และการเลือกวัดเฉพาะสิ่งที่ทีมควบคุมได้จริง คือกุญแจสำคัญที่ทำให้ระบบประเมินผลทั้งวัดได้และเป็นธรรม

คำถามที่อยากชวนคิดต่อคือ ถ้าวันนี้ลองถามฝ่ายอื่นในองค์กรว่าเขาเห็นคุณค่าอะไรจากทีมกฎหมาย คำตอบนั้นตรงกับสิ่งที่ KPI ปัจจุบันกำลังวัดอยู่หรือไม่

คำถามที่พบบ่อย

KPI ฝ่ายกฎหมายควรมีกี่ตัว

โดยทั่วไปแนะนำ 4 ถึง 6 ตัวต่อตำแหน่ง โดยผสมระหว่างตัวชี้วัดเชิงปริมาณ เช่น รอบเวลาตรวจสัญญา กับตัวชี้วัดเชิงคุณภาพ เช่น ความครบถ้วนของการบริหารความเสี่ยง ถ้ามากเกินไปจะทำให้โฟกัสกระจายและประเมินยาก

วัด KPI ฝ่ายกฎหมายด้วยจำนวนคดีที่ชนะได้ไหม

ได้บางส่วนแต่ไม่ควรใช้เป็นตัวหลัก เพราะงานกฎหมายที่ดีคือการป้องกันไม่ให้เกิดข้อพิพาทตั้งแต่ต้น การวัดด้วยจำนวนคดีอาจทำให้มองข้ามคุณค่าของงานเชิงป้องกัน

KPI ฝ่ายกฎหมายต่างจากฝ่ายที่สร้างรายได้อย่างไร

ฝ่ายกฎหมายเป็นงานสนับสนุนและป้องกันความเสี่ยง ผลลัพธ์มักเป็นสิ่งที่ไม่เกิดขึ้น เช่น ข้อพิพาทที่หลีกเลี่ยงได้ จึงต้องวัดด้วยรอบเวลา คุณภาพ และการลดความเสี่ยง แทนตัวเลขยอดขายตรง

ใครควรเป็นคนตั้ง KPI ฝ่ายกฎหมาย

ควรร่วมกันระหว่างหัวหน้าฝ่ายกฎหมาย ผู้บริหารที่เป็นลูกค้าภายใน และ HR เพื่อให้ตัวชี้วัดสะท้อนทั้งคุณค่างานจริงและสอดคล้องกับเป้าหมายองค์กร


อยากปรึกษาเรื่องนี้เพิ่มเติม?

นัดคุย 30 นาทีฟรี ไม่มีการขายในรอบแรก แค่เล่าให้เราฟัง

นัดคุยฟรี