สัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลา คืออะไร ใช้เมื่อไหร่
สัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลา คือสัญญาจ้างแรงงานที่ระบุวันเริ่มต้นและวันสิ้นสุดของการจ้างไว้ชัดเจนตั้งแต่แรก เช่น จ้างเป็นเวลา 6 เดือนหรือ 1 ปี เมื่อครบกำหนดสัญญาจะสิ้นสุดลงเองโดยไม่ต้องบอกเลิก ต่างจากสัญญาจ้างทั่วไปที่ไม่ระบุวันสิ้นสุด และเหมาะกับงานบางลักษณะเท่านั้น ไม่ใช่ทางเลือกที่ใช้แทนการจ้างประจำได้ทุกกรณี
บทความนี้จะอธิบายนิยาม ความแตกต่างจากสัญญาจ้างทั่วไป งานที่เหมาะกับสัญญาประเภทนี้ ข้อควรระวังที่หลายองค์กรมักมองข้าม และแนวทางเขียน JD ให้สอดคล้องกับลักษณะการจ้าง
สัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลา คืออะไร
สัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลา คือข้อตกลงการจ้างแรงงานที่นายจ้างและลูกจ้างกำหนดช่วงเวลาของการจ้างไว้ตั้งแต่เริ่มต้น โดยระบุทั้งวันที่เริ่มทำงานและวันที่สัญญาสิ้นสุด เมื่อถึงวันสิ้นสุดที่ตกลงกันไว้ ความสัมพันธ์การจ้างก็จบลงตามเงื่อนไขของสัญญา
ลักษณะสำคัญที่ทำให้สัญญาประเภทนี้แตกต่างจากสัญญาจ้างทั่วไปคือ “ความแน่นอนของวันสิ้นสุด” ทั้งสองฝ่ายรู้ตั้งแต่วันแรกว่าการจ้างจะอยู่ในกรอบเวลาเท่าใด ซึ่งเหมาะกับงานที่มีขอบเขตเวลาในตัวเองอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม การเรียกสัญญาว่า “มีกำหนดระยะเวลา” ไม่ได้ทำให้สัญญานั้นเป็นสัญญามีกำหนดโดยอัตโนมัติ สิ่งที่กฎหมายให้น้ำหนักคือลักษณะงานจริง ตามแนวทางของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน สัญญาประเภทนี้ใช้ได้เฉพาะกับงานบางลักษณะที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น ดังนั้นองค์กรจึงควรพิจารณาเนื้องานก่อน ไม่ใช่เริ่มจากชื่อสัญญา
สัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลา ต่างจากสัญญาจ้างทั่วไปอย่างไร
ความแตกต่างหลักอยู่ที่จุดสิ้นสุดและความต่อเนื่องของงาน
สัญญาจ้างทั่วไป (ไม่มีกำหนดระยะเวลา) ใช้กับงานที่เป็นการดำเนินธุรกิจปกติขององค์กรและมีแนวโน้มต่อเนื่อง ไม่มีการระบุวันสิ้นสุดไว้ล่วงหน้า การจ้างจะดำเนินไปจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะบอกเลิกตามเงื่อนไขที่กฎหมายและสัญญากำหนด
สัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลา ใช้กับงานที่มีกรอบเวลาในตัวเอง เช่น งานโครงการหรืองานตามฤดูกาล โดยระบุวันสิ้นสุดไว้ชัดเจน และมักไม่มีการต่อสัญญาโดยอัตโนมัติ
อีกจุดที่มักสับสนคือการแยกสัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลาออกจาก “ช่วงทดลองงาน” ช่วงทดลองงานเป็นเพียงระยะเริ่มต้นของสัญญาจ้างไม่มีกำหนด เพื่อประเมินความเหมาะสมก่อนบรรจุเป็นพนักงานประจำ ส่วนสัญญามีกำหนดระยะเวลาจบลงเองเมื่อครบกำหนด ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อบรรจุต่อเสมอไป การเข้าใจสองเรื่องนี้สลับกันเป็นปัจจัยหนึ่งที่อาจทำให้เกิดข้อพิพาทในภายหลัง
สัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลา เหมาะกับงานแบบไหน
โดยทั่วไป สัญญาประเภทนี้เหมาะกับงานที่มีลักษณะเฉพาะและมีกรอบเวลาชัดเจน ตัวอย่างเช่น
- งานโครงการ ที่มีจุดเริ่มต้นและสิ้นสุดแน่นอน เช่น โครงการติดตั้งระบบ โครงการวิจัยที่มีกำหนดส่งมอบ หรืองานก่อสร้างเฉพาะส่วน
- งานตามฤดูกาล ที่ความต้องการแรงงานเพิ่มขึ้นเป็นช่วง เช่น ช่วงเทศกาลหรือฤดูการผลิตบางประเภท
- งานที่ไม่ใช่การดำเนินธุรกิจปกติ ขององค์กร ซึ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งคราวและไม่ต่อเนื่อง
สิ่งที่ควรระวังคือ การนำสัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลามาใช้กับงานที่แท้จริงแล้วเป็นงานประจำต่อเนื่อง เพียงเพื่อความสะดวกในการบริหาร อาจทำให้สัญญาถูกตีความว่าเป็นสัญญาจ้างไม่มีกำหนดในทางปฏิบัติ ลองนึกภาพตำแหน่งที่ต่อสัญญาระยะสั้นซ้ำ ๆ ทุกปีโดยทำงานเหมือนพนักงานประจำทุกประการ กรณีเช่นนี้ลักษณะงานจริงย่อมมีน้ำหนักมากกว่าชื่อที่เรียกในสัญญา
เพื่อความถูกต้องในประเด็นข้อกฎหมายและค่าชดเชย ควรตรวจสอบกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายแรงงานก่อนจัดทำสัญญา บทความนี้อธิบายในเชิงการบริหารทรัพยากรบุคคล ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย
ทำไมการกำหนดขอบเขตงานให้ชัดจึงสำคัญกับสัญญาประเภทนี้
หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้การจ้างแบบมีกำหนดระยะเวลามีปัญหาในภายหลังคือขอบเขตงานที่ไม่ชัดเจนตั้งแต่ต้น เมื่อหน้าที่ความรับผิดชอบคลุมเครือ จะแยกได้ยากว่างานนั้นเป็นงานโครงการที่มีกรอบเวลา หรือกลายเป็นงานประจำที่ต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ
การกำหนดขอบเขตงานที่ชัดเจนช่วยองค์กรในหลายด้าน ประการแรก ช่วยให้ผู้สมัครเข้าใจตรงกันตั้งแต่แรกว่าเป็นการจ้างแบบมีกำหนดระยะเวลา ลดความคาดหวังที่ไม่ตรงกัน ประการที่สอง ช่วยให้องค์กรอธิบายได้ว่าเหตุใดตำแหน่งนี้จึงเหมาะกับสัญญาแบบมีกำหนด โดยอ้างอิงจากลักษณะงานจริง ประการที่สาม ช่วยให้การส่งมอบงานและการวัดผลเมื่อสิ้นสุดโครงการทำได้ชัดเจนกว่า
นอกจากนี้ การมีเอกสารกำหนดหน้าที่ที่เป็นระบบยังเชื่อมโยงกับการประเมินผลและการบริหารค่าตอบแทนได้ บทความ Salary Structure 101 อธิบายเพิ่มเติมว่าการนิยามงานให้ชัดส่งผลต่อการวางโครงสร้างค่าตอบแทนอย่างไร
การเขียน JD สำหรับตำแหน่งสัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลาควรมีอะไรบ้าง
JD (Job Description) สำหรับตำแหน่งที่จ้างแบบมีกำหนดระยะเวลาควรสื่อสารทั้งเนื้องานและลักษณะการจ้างให้ครบถ้วน องค์ประกอบที่ควรมี ได้แก่
ระบุประเภทการจ้างชัดเจน ว่าเป็นการจ้างแบบมีกำหนดระยะเวลา พร้อมช่วงเวลาโดยประมาณของโครงการหรือสัญญา เพื่อให้ผู้สมัครตัดสินใจบนข้อมูลที่ตรงกัน
กำหนดขอบเขตงานและผลงานที่คาดหวัง ให้เฉพาะเจาะจงกับโครงการ เช่น สิ่งที่ต้องส่งมอบ ตัวชี้วัดความสำเร็จ และระยะเวลาของแต่ละช่วงงาน
ระบุคุณสมบัติและทักษะที่จำเป็น สำหรับงานในกรอบเวลานั้น โดยเน้นทักษะที่พร้อมใช้ได้ทันที เนื่องจากงานมีกรอบเวลาจำกัด
อธิบายความสัมพันธ์กับทีมและสายบังคับบัญชา ในช่วงโครงการ เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานเข้าใจบทบาทของตนตั้งแต่วันแรก
การเขียน JD ที่ชัดเจนยังช่วยลดความเสี่ยงที่ลักษณะงานจะดูคลุมเครือจนแยกไม่ออกจากงานประจำ สำหรับองค์กรที่ต้องการ JD ที่มีโครงสร้างชัดเจนและสะท้อนลักษณะการจ้างได้ถูกต้อง บริการ Smart JD ของ Triple I ช่วยออกแบบ JD ที่ระบุขอบเขตงาน ผลงานที่คาดหวัง และคุณสมบัติได้อย่างเป็นระบบ ทั้งสำหรับตำแหน่งประจำและตำแหน่งสัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลา
มีข้อควรระวังอะไรบ้างที่องค์กรมักมองข้าม
นอกจากการเลือกประเภทสัญญาให้ตรงกับลักษณะงานแล้ว ยังมีจุดที่องค์กรหลายแห่งมักมองข้าม
ประการแรก การต่อสัญญาระยะสั้นซ้ำ ๆ กับงานเดียวกันเป็นเวลานาน อาจทำให้ลักษณะการจ้างถูกพิจารณาต่างไปจากที่ตั้งใจ ความต่อเนื่องของงานเป็นปัจจัยที่อาจเกี่ยวข้องกับการตีความ
ประการที่สอง การละเลยการสื่อสารกับผู้ปฏิบัติงานเรื่องวันสิ้นสุดสัญญาและสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้น อาจสร้างความเข้าใจไม่ตรงกัน ควรสื่อสารให้ชัดตั้งแต่ขั้นตอนการสรรหา
ประการที่สาม การไม่จัดเก็บเอกสาร JD และสัญญาอย่างเป็นระบบ ทำให้ยากต่อการอ้างอิงเมื่อต้องอธิบายลักษณะงานในภายหลัง
ในทุกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสิทธิตามกฎหมาย ค่าชดเชย และเงื่อนไขเฉพาะ องค์กรควรตรวจสอบกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน หรือที่ปรึกษากฎหมายแรงงานโดยตรง เพื่อให้แนวปฏิบัติถูกต้องตามบริบทขององค์กร
สรุป
สัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลาเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์สำหรับงานที่มีกรอบเวลาในตัวเอง เช่น งานโครงการหรืองานตามฤดูกาล จุดสำคัญคือต้องเลือกใช้ให้ตรงกับลักษณะงานจริง ไม่ใช่ใช้แทนการจ้างประจำเพื่อความสะดวก และต้องสื่อสารกับผู้ปฏิบัติงานให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น การกำหนดขอบเขตงานและการเขียน JD ที่เป็นระบบช่วยให้ทั้งองค์กรและผู้สมัครเข้าใจตรงกัน พร้อมลดความเสี่ยงในการตีความลักษณะการจ้าง ส่วนประเด็นข้อกฎหมายและค่าชดเชยควรตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสมอ
หากต้องการคำแนะนำในการออกแบบ JD ที่สะท้อนลักษณะการจ้างได้ถูกต้องทั้งตำแหน่งประจำและตำแหน่งสัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลา ทีมที่ปรึกษา Triple I พร้อมช่วยวางโครงสร้าง นัดคุยฟรีได้ที่นี่
คำถามที่พบบ่อย
สัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลา คืออะไร
สัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลาคือสัญญาจ้างแรงงานที่ระบุวันเริ่มต้นและวันสิ้นสุดของการจ้างไว้ชัดเจนตั้งแต่ต้น เช่น จ้าง 6 เดือน หรือ 1 ปี เมื่อครบกำหนดสัญญาก็สิ้นสุดลงเอง ต่างจากสัญญาจ้างทั่วไปที่ไม่มีกำหนดสิ้นสุด แนวทางของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานระบุว่าสัญญาประเภทนี้ใช้ได้เฉพาะกับงานบางลักษณะที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น ไม่ใช่ใช้แทนสัญญาจ้างปกติได้ทุกกรณี
สัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลา ใช้กับงานแบบไหนได้บ้าง
โดยทั่วไปสัญญาประเภทนี้เหมาะกับงานที่มีลักษณะเฉพาะ เช่น งานโครงการที่มีจุดเริ่มต้นและสิ้นสุดชัดเจน งานตามฤดูกาล หรืองานที่ไม่ใช่การดำเนินธุรกิจปกติขององค์กร การเลือกใช้กับงานที่จริง ๆ แล้วเป็นงานประจำต่อเนื่อง อาจทำให้สัญญาถูกตีความเป็นสัญญาจ้างไม่มีกำหนดได้ จึงควรพิจารณาลักษณะงานจริงเป็นหลัก ไม่ใช่แค่ชื่อที่เรียก
เมื่อสัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลาสิ้นสุด นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยหรือไม่
เรื่องค่าชดเชยเมื่อสิ้นสุดสัญญาเป็นประเด็นที่มีเงื่อนไขทางกฎหมายเฉพาะ และขึ้นอยู่กับว่างานนั้นเข้าข่ายลักษณะที่กฎหมายยกเว้นหรือไม่ เพื่อความถูกต้อง ควรตรวจสอบกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายแรงงานก่อนทำสัญญา บทความนี้อธิบายหลักการในเชิงการบริหาร ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย
สัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลา ต่างจากสัญญาทดลองงานอย่างไร
สองอย่างนี้คนละเรื่องกัน สัญญาทดลองงานเป็นช่วงเริ่มต้นของสัญญาจ้างไม่มีกำหนดระยะเวลา เพื่อประเมินความเหมาะสมก่อนบรรจุเป็นพนักงานประจำ ส่วนสัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลามีวันสิ้นสุดที่ชัดเจนและจบลงเองเมื่อครบกำหนด การสับสนสองเรื่องนี้เป็นปัจจัยหนึ่งที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดในการบริหารการจ้าง
การเขียน JD สำหรับตำแหน่งสัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลาต้องระวังอะไร
JD ควรระบุให้ชัดว่าเป็นการจ้างแบบมีกำหนดระยะเวลา พร้อมขอบเขตงานและช่วงเวลาของโครงการ เพื่อให้ผู้สมัครเข้าใจตรงกันตั้งแต่ต้น และช่วยให้องค์กรอธิบายได้ว่าเหตุใดตำแหน่งนี้จึงเป็นสัญญาแบบมีกำหนด การเขียน JD ที่ชัดเจนยังช่วยลดความเสี่ยงที่ลักษณะงานจะดูเหมือนงานประจำต่อเนื่อง