ข้ามไปยังเนื้อหา
Triple I HR
← กลับไปบทความทั้งหมด

เส้นทางสายอาชีพคู่ dual career track คืออะไรและออกแบบยังไง

เผยแพร่ ปรับปรุงล่าสุด ค่าตอบแทนและโครงสร้างเงินเดือน การบริหารงานทรัพยากรบุคคล

เมื่อพนักงานเก่งมากในงานที่ทำ คำถามที่มักเกิดขึ้นคือ “ขั้นต่อไปของเขาคืออะไร” ในบางองค์กร เส้นทางที่มีอยู่มีเพียงเส้นทางเดียวคือการขึ้นไปเป็นผู้บริหาร ซึ่งไม่ได้เหมาะกับทุกคน และไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนต้องการ

แนวคิด dual career track เสนอทางเลือกอื่น: แยกเส้นทางความก้าวหน้าออกเป็นสองสาย เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญสามารถเติบโตในสายงานของตนได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้บริหาร

dual career track คืออะไร

dual career track คือโครงสร้างความก้าวหน้าในอาชีพที่แบ่งออกเป็นสองสายคู่ขนานกัน

สายบริหาร (Management Track): สำหรับผู้ที่เติบโตโดยรับผิดชอบทีมงานและทรัพยากรมากขึ้น บทบาทในสายนี้วัดความสำเร็จจากผลลัพธ์ของทีมและการบรรลุเป้าหมายองค์กร

สายเชี่ยวชาญ (Specialist/Expert Track): สำหรับผู้ที่เติบโตโดยพัฒนาความเชี่ยวชาญเชิงลึกในสาขาของตน บทบาทในสายนี้วัดความสำเร็จจากคุณภาพงาน ความรู้ที่ถ่ายทอดได้ และผลกระทบต่อองค์กรในฐานะผู้เชี่ยวชาญ

ทั้งสองสายมีระดับและกระบอกเงินเดือนที่เทียบเคียงกันได้ในระดับเดียวกัน โดยสายหนึ่งไม่ได้สูงกว่าอีกสายเสมอไป

เหตุผลที่องค์กรนำ dual career track มาใช้

องค์กรอาจสนใจแนวคิดนี้ด้วยหลายปัจจัย หนึ่งในสาเหตุที่เป็นไปได้คือการสูญเสียผู้เชี่ยวชาญที่ดีให้กับบทบาทบริหารที่ไม่เหมาะกับพวกเขา เมื่อเส้นทางความก้าวหน้าและค่าตอบแทนมีทางเดียวคือสายบริหาร ผู้เชี่ยวชาญที่ต้องการเติบโตจะถูกดึงเข้าสู่บทบาทที่ใช้ทักษะต่างออกไป ผลที่อาจตามมาคือทั้งองค์กรเสียผู้เชี่ยวชาญที่ดี และได้ผู้บริหารที่ไม่ได้มีแรงจูงใจในงานนั้น

นอกจากนี้ ในอุตสาหกรรมที่ความรู้เชิงลึกสร้างมูลค่าโดยตรง เช่น เทคโนโลยี กฎหมาย วิศวกรรม หรือการเงิน การรักษาผู้เชี่ยวชาญระดับสูงไว้ในสายงานที่ตนถนัดอาจส่งผลดีต่อคุณภาพงานมากกว่าการเลื่อนขึ้นไปบริหาร

โครงสร้างระดับในสายเชี่ยวชาญ

ระดับในสายเชี่ยวชาญมักออกแบบให้สะท้อนขอบเขตความเชี่ยวชาญที่กว้างขึ้นในแต่ละขั้น ตัวอย่างเชิงหลักการ ได้แก่:

  1. ผู้เชี่ยวชาญ (Specialist): ผู้ที่มีความรู้เชิงลึกในพื้นที่เฉพาะ ปฏิบัติงานได้โดยมีการดูแลในระดับหนึ่ง
  2. ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส (Senior Specialist): ผู้ที่ทำงานได้อย่างอิสระและเริ่มเป็นแหล่งอ้างอิงให้ทีม
  3. ผู้เชี่ยวชาญหลัก (Principal/Lead Specialist): ผู้ที่มีบทบาทชี้นำเชิงเทคนิคข้ามทีมหรือโครงการ
  4. ผู้เชี่ยวชาญระดับองค์กร (Distinguished/Fellow): ผู้ที่มีผลกระทบในระดับกลยุทธ์ขององค์กรหรืออุตสาหกรรม

จำนวนระดับและชื่อเรียกขึ้นอยู่กับบริบทของแต่ละองค์กร แต่หลักการคือแต่ละขั้นควรมีคำอธิบายที่ชัดเจนว่าขอบเขตความเชี่ยวชาญต่างจากระดับก่อนหน้าอย่างไร

ข้อควรพิจารณาในการออกแบบ

การนำ dual career track มาใช้จริงมีส่วนที่ต้องออกแบบอย่างรอบคอบ:

ความเทียบเคียงได้ของค่าตอบแทน: ผู้เชี่ยวชาญระดับสูงและผู้บริหารในระดับเดียวกันควรได้รับค่าตอบแทนที่เทียบเคียงกันได้ มิฉะนั้นสายเชี่ยวชาญจะดูเป็นเส้นทางรองในทางปฏิบัติ เรื่องนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการออกแบบโครงสร้างเงินเดือนที่ครอบคลุมทั้งสองสาย

เกณฑ์การเลื่อนระดับในสายเชี่ยวชาญ: ต้องมีคำอธิบายที่ชัดเจนและวัดได้ว่าอะไรคือหลักฐานที่แสดงถึงความเชี่ยวชาญในแต่ละระดับ ไม่เช่นนั้นการเลื่อนระดับจะขึ้นกับความรู้สึกของผู้บริหาร

การป้องกันไม่ให้สายเชี่ยวชาญกลายเป็นที่ “จอดรถ”: หากองค์กรใช้สายเชี่ยวชาญเป็นทางออกสำหรับผู้บริหารที่ไม่ได้ผล แทนที่จะเป็นเส้นทางสำหรับผู้เชี่ยวชาญที่ดีจริง แนวคิดนี้จะสูญเสียความน่าเชื่อถือในองค์กร

dual career track เหมาะกับองค์กรแบบใด

องค์กรไม่จำเป็นต้องมีโครงสร้างนี้ทุกแห่ง ปัจจัยที่ช่วยตัดสินใจว่าองค์กรอาจได้ประโยชน์จาก dual career track ได้แก่:

  • มีพนักงานที่ความเชี่ยวชาญเชิงลึกสร้างมูลค่าสูงต่อองค์กร
  • มีปัญหาการสูญเสียผู้เชี่ยวชาญที่ดีให้กับโอกาสการเติบโตนอกองค์กร
  • โครงสร้างปัจจุบันมีเส้นทางความก้าวหน้าที่ผ่านสายบริหารเส้นทางเดียว

เข้าใจภาพรวมโครงสร้างค่าตอบแทนได้เพิ่มเติมที่ โครงสร้างเงินเดือนคืออะไร ทำไมทุกองค์กรถึงควรมี

สรุป

dual career track ช่วยองค์กรที่ต้องการรักษาผู้เชี่ยวชาญไว้ด้วยเส้นทางความก้าวหน้าที่ชัดเจนและค่าตอบแทนที่แข่งขันได้ โดยไม่บังคับให้ทุกคนต้องก้าวสู่บทบาทบริหาร ผลจะออกมาดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่าทั้งสองสายมีคุณค่าเทียบเคียงกันได้จริงในทางปฏิบัติ

หากองค์กรของคุณกำลังพิจารณาออกแบบหรือทบทวนเส้นทางความก้าวหน้าและโครงสร้างค่าตอบแทนที่เชื่อมกัน ทักมาคุยกันได้ครับ ยินดีให้คำปรึกษาเบื้องต้นโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

คำถามที่พบบ่อย

เส้นทางสายอาชีพคู่คืออะไร

เส้นทางสายอาชีพคู่คือโครงสร้างความก้าวหน้าในอาชีพที่แบ่งออกเป็นสองสายคู่ขนานกัน ได้แก่ สายบริหารสำหรับผู้ที่เติบโตโดยรับผิดชอบทีมงาน และสายเชี่ยวชาญสำหรับผู้ที่เติบโตโดยพัฒนาความเชี่ยวชาญเชิงลึกในสาขาของตน ทั้งสองสายมีระดับและกระบอกเงินเดือนที่เทียบเคียงกันได้

ทำไมองค์กรถึงนำแนวคิดเส้นทางสายอาชีพคู่มาใช้

สาเหตุหลักคือการป้องกันการสูญเสียผู้เชี่ยวชาญที่ดีให้กับบทบาทบริหารที่ไม่เหมาะกับพวกเขา เมื่อเส้นทางความก้าวหน้ามีทางเดียวคือสายบริหาร ผู้เชี่ยวชาญที่ต้องการเติบโตจะถูกดึงเข้าสู่บทบาทที่ใช้ทักษะต่างออกไป ซึ่งทำให้องค์กรเสียทั้งผู้เชี่ยวชาญที่ดีและได้ผู้บริหารที่ไม่ได้มีแรงจูงใจในงานนั้น

สายเชี่ยวชาญในโครงสร้างนี้มีกี่ระดับ

ตัวอย่างหนึ่งแบ่งสายเชี่ยวชาญเป็นสี่ระดับ ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส ผู้เชี่ยวชาญหลัก และผู้เชี่ยวชาญระดับองค์กร แต่จำนวนระดับและชื่อเรียกขึ้นอยู่กับบริบทของแต่ละองค์กร

อะไรคือข้อควรระวังในการออกแบบเส้นทางสายอาชีพคู่

มีสามเรื่องหลักที่ต้องออกแบบอย่างรอบคอบ ได้แก่ ค่าตอบแทนในสายเชี่ยวชาญต้องเทียบเคียงได้กับสายบริหารในระดับเดียวกัน เกณฑ์การเลื่อนระดับต้องชัดเจนและวัดได้ และต้องป้องกันไม่ให้สายเชี่ยวชาญกลายเป็นที่รองรับผู้บริหารที่ไม่ได้ผลแทนที่จะเป็นเส้นทางสำหรับผู้เชี่ยวชาญที่ดีจริง

องค์กรแบบใดที่เหมาะจะนำเส้นทางสายอาชีพคู่มาใช้

องค์กรที่อาจได้ประโยชน์จากโครงสร้างนี้คือองค์กรที่มีพนักงานซึ่งความเชี่ยวชาญเชิงลึกสร้างมูลค่าสูง มีปัญหาการสูญเสียผู้เชี่ยวชาญให้กับโอกาสนอกองค์กร หรือมีโครงสร้างปัจจุบันที่เส้นทางความก้าวหน้าผ่านสายบริหารเส้นทางเดียว


Triple I HR Consulting

เผยแพร่โดย

Triple I HR Consulting

ทีมที่ปรึกษาด้านโครงสร้างเงินเดือน ระบบประเมินผลงาน และ Job Description

อยากปรึกษาเรื่องนี้เพิ่มเติม?

นัดคุย 30 นาทีฟรี ไม่มีการขายในรอบแรก แค่เล่าให้เราฟัง

นัดคุยฟรี