ต้นทุนการสรรหาต่อคน คำนวณอย่างไรให้ถูกต้อง
ต้นทุนการสรรหาต่อคนคือค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมดที่องค์กรต้องใช้เพื่อให้พนักงานหนึ่งคนเริ่มงานได้จริง ครอบคลุมทั้งค่าประกาศงาน ค่าธรรมเนียมบริษัทจัดหางาน และเวลาของบุคลากรที่ใช้ในกระบวนการ สูตรพื้นฐานคือนำค่าใช้จ่ายตรงบวกค่าใช้จ่ายแฝงหารด้วยจำนวนพนักงานที่บรรจุสำเร็จในช่วงเวลาเดียวกัน
บทความนี้จะพาไปดูว่าค่าใช้จ่ายแต่ละประเภทประกอบด้วยอะไรบ้าง วิธีคำนวณทีละขั้นตอน และแนวทางลดต้นทุนที่ตรงจุดสำหรับองค์กรขนาดกลางและขนาดเล็กในไทย
ต้นทุนการสรรหาต่อคนประกอบด้วยอะไรบ้าง?
ค่าใช้จ่ายในการสรรหาแบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลัก
ค่าใช้จ่ายตรง คือรายจ่ายที่จ่ายออกไปจริงและเห็นชัดในบัญชี ได้แก่
- ค่าลงประกาศรับสมัครงานบนเว็บไซต์หรือสื่อต่าง ๆ
- ค่าธรรมเนียมบริษัทจัดหางานหรือ headhunter (โดยทั่วไปอยู่ที่ร้อยละของเงินเดือนปีแรก ตัวเลขขึ้นอยู่กับข้อตกลงเฉพาะ)
- ค่าเครื่องมือทดสอบ เช่น แบบทดสอบทักษะหรือแบบประเมินบุคลิกภาพ
- ค่าตรวจสอบประวัติและใบรับรองต่าง ๆ
ค่าใช้จ่ายแฝง คือต้นทุนด้านเวลาของบุคลากรที่ไม่ปรากฏในใบแจ้งหนี้แต่มีมูลค่าจริง ได้แก่
- เวลาของเจ้าหน้าที่ HR ที่ใช้คัดกรองใบสมัคร ประสานงาน และจัดทำเอกสาร
- เวลาของผู้จัดการและหัวหน้างานที่ใช้สัมภาษณ์และประเมินผู้สมัคร
- ต้นทุนโอกาสจากตำแหน่งว่างที่กระทบงาน เช่น ภาระงานส่วนเกินของทีมที่ต้องรอพนักงานใหม่
- ค่าใช้จ่ายด้านการปฐมนิเทศ (onboarding) เบื้องต้นในช่วงแรก
ค่าใช้จ่ายแฝงมักถูกมองข้ามในการวางแผนงบประมาณ HR แต่ในทางปฏิบัติอาจสูงพอ ๆ กับหรือมากกว่าค่าใช้จ่ายตรง โดยเฉพาะสำหรับตำแหน่งที่ต้องผ่านสัมภาษณ์หลายรอบ
วิธีคำนวณต้นทุนการสรรหาต่อคนทีละขั้นตอน
ขั้นที่ 1 — รวบรวมค่าใช้จ่ายตรงทั้งหมด
เริ่มจากรวบรวมใบแจ้งหนี้และรายการจ่ายทุกรายการที่เกี่ยวกับกระบวนการสรรหาในช่วงเวลาที่ต้องการวัด เช่น รายไตรมาสหรือรายปี บันทึกแยกตามตำแหน่งงานเพื่อให้เห็นความแตกต่างระหว่างตำแหน่ง
ขั้นที่ 2 — ประมาณค่าใช้จ่ายแฝงด้านเวลาบุคลากร
ให้ HR และผู้จัดการบันทึกชั่วโมงที่ใช้ในแต่ละขั้นตอน ตั้งแต่คัดใบสมัคร โทรสัมภาษณ์เบื้องต้น สัมภาษณ์จริง จนถึงทำสัญญาจ้าง จากนั้นนำชั่วโมงคูณกับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงของผู้ที่เกี่ยวข้อง
ตัวอย่างสมมติ: สมมติว่า HR ใช้เวลา 15 ชั่วโมงและหัวหน้างานใช้ 6 ชั่วโมงต่อตำแหน่ง หากอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงอยู่ที่ 200 บาทและ 350 บาทตามลำดับ ค่าใช้จ่ายแฝงด้านเวลาเท่ากับ (15 × 200) + (6 × 350) = 3,000 + 2,100 = 5,100 บาทต่อตำแหน่ง (ตัวเลขนี้เป็นเพียงตัวอย่างสมมติ ค่าจริงขึ้นอยู่กับโครงสร้างค่าจ้างของแต่ละองค์กร)
ขั้นที่ 3 — คำนวณต้นทุนรวมและหารด้วยจำนวนที่จ้างสำเร็จ
นำค่าใช้จ่ายตรงทั้งหมดรวมกับค่าใช้จ่ายแฝงในช่วงเวลาเดียวกัน หารด้วยจำนวนพนักงานที่บรรจุสำเร็จ
สูตร: ต้นทุนการสรรหาต่อคน = (ค่าใช้จ่ายตรงรวม + ค่าใช้จ่ายแฝงรวม) ÷ จำนวนพนักงานที่บรรจุสำเร็จ
ตัวอย่างสมมติ: สมมติว่าในไตรมาสหนึ่ง ค่าใช้จ่ายตรงรวม 80,000 บาท ค่าใช้จ่ายแฝงรวม 40,000 บาท และบรรจุพนักงานได้ 5 คน ต้นทุนการสรรหาต่อคน = (80,000 + 40,000) ÷ 5 = 24,000 บาทต่อคน (ตัวเลขสมมติเพื่อการอธิบาย)
ขั้นที่ 4 — วิเคราะห์ต้นทุนตามช่องทางสรรหา
แยกวิเคราะห์ว่าผู้สมัครที่จ้างสำเร็จมาจากช่องทางใดบ้าง และแต่ละช่องทางมีต้นทุนต่อคนเท่าไหร่ ช่องทางที่มีต้นทุนต่ำกว่าและคุณภาพการจ้างใกล้เคียงกันควรได้รับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้น
ขั้นที่ 5 — กำหนดเป้าหมายและทบทวนเป็นรายปี
นำตัวเลขที่คำนวณได้ตั้งเป็นค่าอ้างอิง กำหนดเป้าหมายปีถัดไปพร้อมมาตรการที่ชัดเจน และทบทวนทุกรอบเพื่อประเมินว่าการปรับปรุงได้ผลจริงหรือไม่
ต้นทุนต่ำกว่าไม่ได้หมายความว่าดีกว่าเสมอไป
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือการมุ่งลดต้นทุนการสรรหาโดยไม่ดูคุณภาพของการจ้างงาน หากต้นทุนต่อคนลดลงแต่อัตราการลาออกในช่วง 6-12 เดือนแรกสูงขึ้น หรืออัตราผ่านทดลองงานลดลง นั่นอาจหมายความว่าต้นทุนรวมต่อการจ้างที่ “สำเร็จจริง” กลับสูงขึ้น
ตัวชี้วัดที่ควรดูควบคู่กับต้นทุนการสรรหาต่อคน ได้แก่
- อัตราผ่านทดลองงาน — ผู้ที่ถูกคัดเลือกผ่านทดลองงานกี่เปอร์เซ็นต์
- ระยะเวลาเฉลี่ยในการสรรหา (Time to Fill) — ตำแหน่งว่างถูกเติมเต็มในกี่วัน
- คุณภาพการจ้างงาน (Quality of Hire) — ประเมินจากผลการปฏิบัติงานในปีแรก
ทั้งสามตัวชี้วัดนี้ร่วมกันให้ภาพที่ครบถ้วนกว่าการดูต้นทุนเพียงอย่างเดียว
ปัจจัยใดที่ทำให้ต้นทุนการสรรหาสูงโดยไม่จำเป็น?
หนึ่งในปัจจัยที่อาจเกี่ยวข้องกับต้นทุนที่สูงกว่าที่ควรคือคำบรรยายลักษณะงาน (JD) ที่ไม่ชัดเจนหรือไม่ตรงกับความต้องการจริง เมื่อ JD กำหนดคุณสมบัติกว้างเกินไป ฝ่าย HR ต้องคัดกรองใบสมัครจำนวนมากที่ไม่เหมาะสม ใช้เวลาสัมภาษณ์มากขึ้น และเพิ่มโอกาสที่จะเลือกคนที่ไม่เหมาะกับงานจริง
ปัจจัยอื่นที่อาจเกี่ยวข้องได้แก่
- กระบวนการอนุมัติที่ยาวนานทำให้ตำแหน่งว่างนานและต้นทุนโอกาสสูงขึ้น
- การพึ่งพาช่องทางสรรหาที่มีต้นทุนสูงเพียงช่องทางเดียว โดยไม่ทดลองช่องทางอื่น
- ขาดข้อมูลเพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพของช่องทางสรรหาแต่ละประเภท
บริการ Smart JD ของ Triple I ช่วยออกแบบคำบรรยายลักษณะงานให้สอดคล้องกับความต้องการจริงของตำแหน่ง ลดความคลุมเครือที่เป็นต้นเหตุของการสรรหาที่ไม่มีประสิทธิภาพ
ต้นทุนการสรรหาสัมพันธ์กับโครงสร้างค่าจ้างอย่างไร?
โครงสร้างค่าจ้างที่ชัดเจนมีผลทางอ้อมต่อต้นทุนการสรรหา เมื่อองค์กรมีกระบอกเงินเดือนที่กำหนดไว้ชัดเจนตามระดับตำแหน่ง ผู้สมัครและผู้สรรหาต่างรู้ว่าตำแหน่งนั้นมีอัตราจ้างในช่วงใด ลดเวลาที่ใช้เจรจาต่อรองและลดโอกาสที่ผู้สมัครที่เหมาะสมจะถอนตัวเพราะความคาดหวังที่ไม่ตรงกัน
หากต้องการเข้าใจพื้นฐานของการออกแบบโครงสร้างค่าจ้าง สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ Salary Structure 101 และ กระบอกเงินเดือนคืออะไร
สำหรับองค์กรที่ต้องการออกแบบโครงสร้างค่าจ้างที่รองรับการสรรหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ บริการ Salary Structure ของ Triple I ออกแบบมาเพื่อองค์กรไทยโดยเฉพาะ
การวัดต้นทุนการสรรหาต่อคนเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดการกระบวนการสรรหาอย่างมีข้อมูล หากต้องการปรับปรุงกระบวนการสรรหาตั้งแต่การออกแบบ JD ไปจนถึงการวัดผล ทีม Triple I ยินดีให้คำแนะนำ นัดคุยฟรีกับทีมที่ปรึกษา เพื่อประเมินจุดที่ต้องการพัฒนาโดยไม่มีค่าใช้จ่าย
คำถามที่พบบ่อย
ต้นทุนการสรรหาต่อคนคืออะไร และทำไมต้องวัด?
ต้นทุนการสรรหาต่อคน (Cost Per Hire) คือค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมดที่องค์กรใช้เพื่อให้พนักงานหนึ่งคนเริ่มงานได้ ทั้งค่าใช้จ่ายตรงและค่าใช้จ่ายแฝง การวัดตัวเลขนี้ช่วยให้ฝ่าย HR วางแผนงบประมาณได้แม่นยำขึ้น เปรียบเทียบประสิทธิภาพของช่องทางสรรหา และนำเสนอมูลค่าของกระบวนการ HR ต่อผู้บริหารได้อย่างเป็นรูปธรรม
สูตรคำนวณต้นทุนการสรรหาต่อคนเป็นอย่างไร?
สูตรพื้นฐานคือ: ต้นทุนการสรรหาต่อคน = (ค่าใช้จ่ายตรง + ค่าใช้จ่ายแฝง) ÷ จำนวนพนักงานที่บรรจุได้ในช่วงเวลาเดียวกัน ค่าใช้จ่ายตรงได้แก่ ค่าประกาศรับสมัคร ค่าธรรมเนียมบริษัทจัดหางาน และค่าเครื่องมือคัดกรอง ส่วนค่าใช้จ่ายแฝงได้แก่ เวลาของผู้จัดการที่ใช้สัมภาษณ์และค่าจ้างพนักงานที่รอจ้างทดแทน
ต้นทุนการสรรหาต่อคนเท่าไหร่ถือว่าเหมาะสม?
ไม่มีตัวเลขสากลตายตัว เพราะแตกต่างกันตามอุตสาหกรรม ระดับตำแหน่ง และขนาดองค์กร แนวทางทั่วไปคือควรเปรียบเทียบกับตัวเองในอดีต (year-on-year) และกับอุตสาหกรรมเดียวกัน สิ่งสำคัญคือต้องดูควบคู่กับคุณภาพของการจ้างงาน เช่น อัตราผ่านทดลองงานและประสิทธิภาพงานในปีแรก ไม่ใช่มองเพียงตัวเลขต้นทุนอย่างเดียว
ค่าใช้จ่ายแฝงในการสรรหามีอะไรบ้างที่มักถูกลืม?
ค่าใช้จ่ายแฝงที่มักถูกมองข้ามได้แก่ เวลาของผู้บริหารและหัวหน้างานที่ใช้สัมภาษณ์ เวลาของ HR ในการประสานงานและจัดเอกสาร ต้นทุนโอกาสจากตำแหน่งว่างที่ส่งผลต่องาน และค่าการฝึกอบรมเบื้องต้น (onboarding) ซึ่งโดยรวมแล้วอาจสูงกว่าค่าใช้จ่ายตรงในบางกรณี
Smart JD ช่วยลดต้นทุนการสรรหาได้อย่างไร?
คำบรรยายลักษณะงาน (JD) ที่ชัดเจนและตรงกับความต้องการจริงช่วยกรองผู้สมัครที่ไม่เหมาะสมออกตั้งแต่ต้น ลดจำนวนใบสมัครที่ต้องอ่าน ลดรอบสัมภาษณ์ที่ไม่จำเป็น และเพิ่มโอกาสที่ผู้ถูกคัดเลือกจะเหมาะสมกับงานจริง ส่งผลให้ต้นทุนโดยรวมต่อการจ้างที่สำเร็จลดลง