เติบโตได้โดยไม่ต้องเป็นหัวหน้า: เส้นทางสายผู้เชี่ยวชาญ
เติบโตได้โดยไม่ต้องเป็นหัวหน้าทำได้จริง ผ่านแนวคิดเส้นทางก้าวหน้าคู่ขนาน (dual career ladder) ที่ออกแบบให้มีสายผู้เชี่ยวชาญขนานไปกับสายบริหาร พนักงานที่เก่งงานเฉพาะทางจึงเลื่อนระดับ ค่าตอบแทน และตำแหน่งสูงขึ้นได้ โดยไม่ต้องรับผิดชอบการคุมคนหรือบริหารทีม
บทความนี้จะอธิบายว่าทำไมการเติบโตโดยไม่เป็นหัวหน้าจึงสำคัญ แนวคิดเส้นทางก้าวหน้าคู่ขนานคืออะไร โครงสร้างที่ใช้ได้ และแนวทางเริ่มต้นออกแบบให้เชื่อมกับโครงสร้างเงินเดือนและระบบประเมินผล
ทำไมพนักงานถึงเติบโตได้โดยไม่ต้องเป็นหัวหน้า
ในบางองค์กร เส้นทางความก้าวหน้ามีอยู่เพียงสายเดียว คือต้องไต่ขึ้นไปเป็นหัวหน้างาน ผู้จัดการ และผู้บริหาร พนักงานที่ต้องการเงินเดือนสูงขึ้นหรือตำแหน่งที่ดีขึ้นจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเข้าสู่สายบริหาร
ปัญหาคือทักษะการทำงานเฉพาะทางให้เก่ง กับทักษะการบริหารและพัฒนาคน เป็นคนละชุดกัน ตัวอย่างเช่น วิศวกรที่ออกแบบระบบได้ดีที่สุดในทีม อาจไม่ใช่คนที่บริหารทีมวิศวกรได้ดีที่สุด เมื่อองค์กรเลื่อนผู้เชี่ยวชาญที่ไม่ถนัดงานบริหารขึ้นไปเป็นหัวหน้า ผลที่ตามมาอาจเป็นการสูญเสียผู้เชี่ยวชาญที่ดี และได้หัวหน้าที่ไม่เหมาะกับบทบาท
แนวคิดนี้ถูกอธิบายไว้ในหลักการที่เรียกว่า Peter Principle ซึ่งเสนอว่าในโครงสร้างที่มีเส้นทางก้าวหน้าสายเดียว คนอาจถูกเลื่อนตำแหน่งไปเรื่อย ๆ จนถึงระดับที่ตนทำได้ไม่ดี การมีเส้นทางสายผู้เชี่ยวชาญขนานกันจึงช่วยให้องค์กรรักษาคนเก่งงานไว้ได้ และให้คนที่เหมาะกับการบริหารได้ทำหน้าที่บริหารแทน
เส้นทางก้าวหน้าคู่ขนาน (dual career ladder) คืออะไร
เส้นทางก้าวหน้าคู่ขนาน หรือ dual career ladder คือการออกแบบโครงสร้างความก้าวหน้าในองค์กรให้มีสองสายที่ขนานกัน และมีระดับ ค่าตอบแทน รวมถึงเกียรติยศที่เทียบเคียงกันได้ในแต่ละขั้น
สายแรกคือสายบริหาร (management track) ที่เลื่อนขึ้นตามความรับผิดชอบในการบริหารคนและทีม เช่น หัวหน้างาน ผู้จัดการแผนก ผู้อำนวยการ
สายที่สองคือสายผู้เชี่ยวชาญ (technical หรือ professional track) ที่เลื่อนขึ้นตามความลึกของความรู้ ขอบเขตปัญหาที่แก้ได้ และผลกระทบทางวิชาชีพ เช่น เจ้าหน้าที่อาวุโส ผู้เชี่ยวชาญ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส และที่ปรึกษาเฉพาะทาง
หัวใจของแนวคิดนี้คือ “ความเทียบเคียงกันได้” ของสองสาย ผู้เชี่ยวชาญระดับสูงในสายที่สอง ควรได้รับค่าตอบแทนและการยอมรับเทียบเท่ากับผู้จัดการในสายบริหารที่อยู่ในระดับเดียวกัน หากสายผู้เชี่ยวชาญถูกออกแบบให้เป็นเพียง “สายสำรอง” ที่ค่าตอบแทนต่ำกว่าเสมอ พนักงานก็จะยังมองว่าต้องไปสายบริหารอยู่ดี
โครงสร้างสองสายที่ใช้ได้ในองค์กร
ในทางปฏิบัติ องค์กรที่ใช้เส้นทางก้าวหน้าคู่ขนานอาจออกแบบให้สองสายเริ่มต้นจากจุดร่วมเดียวกันในระดับต้น แล้วค่อยแยกออกจากกันเมื่อขึ้นสู่ระดับกลาง ดังตัวอย่างโครงสร้างต่อไปนี้
ระดับต้น เป็นจุดเริ่มร่วมกัน เช่น เจ้าหน้าที่ และเจ้าหน้าที่อาวุโส พนักงานทุกคนสะสมความรู้และประสบการณ์ในงานก่อน
จุดแยกสาย เมื่อขึ้นสู่ระดับกลาง พนักงานและองค์กรร่วมกันเลือกทิศทาง ระหว่างเข้าสายบริหารเพื่อรับผิดชอบคน หรือเข้าสายผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับผิดชอบความลึกของงาน
สายบริหาร ไล่ขึ้นเป็น หัวหน้างาน ผู้จัดการ และผู้อำนวยการ โดยวัดจากขอบเขตการบริหารคน งบประมาณ และเป้าหมายของหน่วยงาน
สายผู้เชี่ยวชาญ ไล่ขึ้นเป็น ผู้เชี่ยวชาญ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส และที่ปรึกษาเฉพาะทาง โดยวัดจากความลึกของความรู้ ความซับซ้อนของปัญหาที่แก้ได้ และอิทธิพลต่อมาตรฐานวิชาชีพในองค์กร
สิ่งที่ทำให้โครงสร้างนี้ได้ผลคือการกำหนดให้ระดับที่ขนานกันในสองสาย มีกรอบเงินเดือน (กระบอกเงินเดือน) ที่ทับซ้อนหรือเทียบเคียงกันได้ โดยสายผู้เชี่ยวชาญไม่ควรต่ำกว่าโดยอัตโนมัติ บทความ กระบอกเงินเดือนคืออะไร อธิบายวิธีออกแบบกรอบเงินเดือนแต่ละระดับเพิ่มเติม
ออกแบบเกณฑ์ความก้าวหน้าสายผู้เชี่ยวชาญอย่างไรไม่ให้คลุมเครือ
ความเสี่ยงของสายผู้เชี่ยวชาญคือเกณฑ์การเลื่อนระดับที่คลุมเครือกว่าสายบริหาร เพราะสายบริหารวัดได้จากจำนวนคนหรือขนาดงบที่ดูแล แต่สายผู้เชี่ยวชาญต้องนิยาม “ความเชี่ยวชาญ” ให้จับต้องได้
แนวทางหนึ่งที่ใช้ได้คือกำหนดเกณฑ์ตามมิติเหล่านี้
มิติแรก ความลึกและความกว้างของความรู้ เช่น ระดับต้นแก้ปัญหาที่มีแบบแผนชัดเจน ระดับสูงแก้ปัญหาที่ไม่เคยมีคำตอบสำเร็จรูป
มิติที่สอง ขอบเขตผลกระทบ เช่น ระดับต้นรับผิดชอบงานของตนเอง ระดับสูงกำหนดมาตรฐานหรือแนวทางที่คนทั้งสายงานนำไปใช้
มิติที่สาม การถ่ายทอดและพัฒนาผู้อื่น แม้ไม่ได้บังคับบัญชา แต่ผู้เชี่ยวชาญระดับสูงอาจมีบทบาทเป็นพี่เลี้ยงและสอนงานเชิงเทคนิคให้รุ่นน้อง
เมื่อเกณฑ์เหล่านี้ชัดเจน ขั้นต่อไปคือนำไปผูกกับระบบประเมินผลและการพัฒนา เพื่อให้การเลื่อนระดับวัดได้จริงและอธิบายได้ ระบบบริหารผลงาน SPMS ของ Triple I ช่วยออกแบบตัวชี้วัดและเกณฑ์การเลื่อนระดับของทั้งสองสายให้สอดคล้องกัน การประเมินสายผู้เชี่ยวชาญจึงชัดเจนเท่าสายบริหาร
องค์กร SME เริ่มต้นทำเส้นทางสายผู้เชี่ยวชาญได้อย่างไร
องค์กรขนาดกลางและขนาดเล็กไม่จำเป็นต้องมีหลายระดับเหมือนองค์กรขนาดใหญ่ และไม่ต้องทำพร้อมกันทุกสายงาน สามารถเริ่มจากรูปแบบที่เรียบง่ายก่อน
เริ่มจากสายงานที่มีความรู้เฉพาะทางสูงและหาคนทดแทนยาก เช่น สายเทคนิค สายบัญชีและการเงิน หรือสายขายเชิงเทคนิค เพราะเป็นกลุ่มที่องค์กรเสี่ยงสูญเสียคนเก่งหากไม่มีทางเลือกในการเติบโต
นิยามระดับผู้เชี่ยวชาญเพียงไม่กี่ขั้นก่อน เช่น ผู้เชี่ยวชาญ และผู้เชี่ยวชาญอาวุโส โดยเขียนเกณฑ์ความก้าวหน้าของแต่ละขั้นให้ชัด แล้วจึงค่อยขยายในภายหลัง
ผูกระดับเหล่านั้นเข้ากับโครงสร้างเงินเดือนที่มีอยู่ ให้แต่ละขั้นมีกรอบเงินเดือนที่เทียบเคียงกับระดับในสายบริหาร แนวทางพื้นฐานของการจัดกรอบเงินเดือนอธิบายไว้ใน โครงสร้างเงินเดือนคืออะไร
สื่อสารให้พนักงานเข้าใจว่าทั้งสองสายมีคุณค่าเท่ากัน และการเลือกสายผู้เชี่ยวชาญไม่ใช่การ “ตกขบวน” จากสายบริหาร การสื่อสารจุดนี้อาจเป็นตัวตัดสินว่าโครงสร้างใหม่จะถูกยอมรับหรือไม่
สรุป
การออกแบบให้พนักงานเติบโตได้โดยไม่ต้องเป็นหัวหน้า ผ่านเส้นทางก้าวหน้าคู่ขนาน ช่วยให้องค์กรรักษาคนเก่งงานเฉพาะทาง และให้คนที่เหมาะกับงานบริหารได้ทำหน้าที่บริหารอย่างเต็มที่ หัวใจอยู่ที่การทำให้สายผู้เชี่ยวชาญมีระดับ ค่าตอบแทน และเกณฑ์ความก้าวหน้าที่เทียบเคียงกับสายบริหารได้จริง
องค์กรที่ยังไม่มีโครงสร้างสองสายสามารถเริ่มจากสายงานเฉพาะทางที่สำคัญที่สุดก่อน นิยามระดับเพียงไม่กี่ขั้น แล้วผูกเข้ากับโครงสร้างเงินเดือนและระบบประเมินผลที่มีอยู่
หากต้องการคำแนะนำในการออกแบบเส้นทางความก้าวหน้าและเกณฑ์การเลื่อนระดับที่เชื่อมกับระบบบริหารผลงาน ทีมที่ปรึกษา Triple I ให้คำแนะนำได้ นัดคุยฟรีได้ที่นี่
คำถามที่พบบ่อย
เติบโตในองค์กรได้โดยไม่ต้องเป็นหัวหน้าจริงหรือ
ทำได้ ผ่านแนวคิดเส้นทางก้าวหน้าคู่ขนาน (dual career ladder) ที่ออกแบบให้มีสายผู้เชี่ยวชาญ (technical track) ขนานไปกับสายบริหาร (management track) พนักงานที่เก่งงานเฉพาะทางสามารถเลื่อนระดับ เงินเดือน และตำแหน่งสูงขึ้นได้ โดยไม่ต้องรับผิดชอบการคุมคนหรือบริหารทีม แนวทางนี้อาจใช้เพื่อรักษาคนเก่งไว้ในสายงานที่เน้นความเชี่ยวชาญ
เส้นทางก้าวหน้าคู่ขนาน (dual career ladder) คืออะไร
dual career ladder หรือเส้นทางก้าวหน้าคู่ขนาน คือการออกแบบโครงสร้างความก้าวหน้าให้มีสองสายขนานกัน สายแรกคือสายบริหารที่เลื่อนขึ้นเป็นหัวหน้าและผู้จัดการ สายที่สองคือสายผู้เชี่ยวชาญที่เลื่อนขึ้นตามความลึกของความรู้และผลงานทางวิชาชีพ ทั้งสองสายมีระดับ ค่าตอบแทน และเกียรติยศที่เทียบเคียงกันได้ในแต่ละขั้น
ทำไมการบังคับให้คนเก่งงานไปเป็นหัวหน้าถึงเป็นปัญหา
ปัจจัยหนึ่งที่เป็นไปได้คือทักษะการทำงานเก่งกับทักษะการบริหารคนเป็นคนละชุดกัน การเลื่อนผู้เชี่ยวชาญที่ไม่ถนัดบริหารขึ้นเป็นหัวหน้าอาจทำให้องค์กรเสียทั้งผู้เชี่ยวชาญที่ดีและได้หัวหน้าที่ไม่เหมาะ ปรากฏการณ์นี้ถูกอธิบายในแนวคิด Peter Principle ซึ่งเสนอว่าคนอาจถูกเลื่อนจนถึงระดับที่ตนทำได้ไม่ดี
องค์กร SME ขนาดเล็กทำเส้นทางก้าวหน้าคู่ขนานได้ไหม
ทำได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีหลายระดับเหมือนองค์กรขนาดใหญ่ องค์กรขนาดเล็กสามารถเริ่มจากการนิยามระดับผู้เชี่ยวชาญไม่กี่ขั้น ในสายงานที่มีความรู้เฉพาะทางสูง เช่น สายเทคนิค สายบัญชี หรือสายขายเชิงเทคนิค แล้วผูกระดับเหล่านั้นเข้ากับโครงสร้างเงินเดือนและระบบประเมินผลที่มีอยู่
เส้นทางอาชีพสายผู้เชี่ยวชาญเชื่อมกับระบบประเมินผลอย่างไร
ระดับในสายผู้เชี่ยวชาญต้องมีเกณฑ์ความก้าวหน้าที่ชัดเจน เช่น ความลึกของความรู้ ขอบเขตปัญหาที่แก้ได้ และผลกระทบต่องาน เกณฑ์เหล่านี้ควรถูกนำไปกำหนดเป็นตัวชี้วัดในระบบประเมินผล เพื่อให้การเลื่อนระดับวัดได้จริง ไม่ใช่ขึ้นกับความรู้สึก ระบบบริหารผลงานอย่าง SPMS ช่วยเชื่อมเกณฑ์เหล่านี้เข้ากับการประเมินและการพัฒนา
บทความที่เกี่ยวข้อง
เผยแพร่โดย
Triple I HR Consultingทีมที่ปรึกษาด้านโครงสร้างเงินเดือน ระบบประเมินผลงาน และ Job Description