ระยะเวลาในการสรรหา (Time to Hire) คืออะไร ทำไมสำคัญ
ระยะเวลาในการสรรหา (time to hire) คือจำนวนวันที่นับจากวันที่ผู้สมัครเข้าสู่กระบวนการสรรหาจนถึงวันที่ตอบรับข้อเสนองาน ตัวชี้วัดนี้บอกว่ากระบวนการคัดเลือกขององค์กรมีประสิทธิภาพแค่ไหน และเป็นสัญญาณสำคัญว่าองค์กรกำลังสูญเสียผู้สมัครที่มีคุณภาพระหว่างทางหรือเปล่า
บทความนี้อธิบายความหมายและความแตกต่างของตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้อง วิธีคำนวณ ปัจจัยที่ทำให้กระบวนการล่าช้า และแนวทางลดระยะเวลาสรรหาโดยไม่ลดคุณภาพการคัดเลือก
ระยะเวลาในการสรรหาคืออะไร และวัดอย่างไร?
ในทางปฏิบัติ time to hire มักนับเป็นจำนวนวันตั้งแต่วันที่ผู้สมัครส่งใบสมัครหรือผ่านการคัดกรองเบื้องต้น ไปจนถึงวันที่ผู้สมัครตอบรับข้อเสนองานเป็นลายลักษณ์อักษร
สูตรอย่างง่าย (ตัวอย่างสมมติ)
สมมติว่าองค์กรรับใบสมัครในวันที่ 1 มกราคม และผู้สมัครตอบรับข้อเสนองานในวันที่ 22 มกราคม ระยะเวลาในการสรรหาของผู้สมัครรายนี้คือ 21 วัน
เมื่อต้องการค่าเฉลี่ยขององค์กร ให้รวมระยะเวลาของผู้สมัครทุกรายที่รับเข้าทำงานในช่วงเวลาที่กำหนด แล้วหารด้วยจำนวนคน
ตัวชี้วัดที่ควรติดตามควบคู่กัน ได้แก่
- time to fill — นับจากวันประกาศตำแหน่งงานว่างถึงวันได้ตัวพนักงาน สะท้อนประสิทธิภาพตั้งแต่ต้นน้ำ
- time to hire — สะท้อนประสิทธิภาพของกระบวนการคัดเลือกและการตัดสินใจ
- offer acceptance rate — อัตราการตอบรับข้อเสนองาน บอกว่าข้อเสนอและประสบการณ์ผู้สมัครน่าสนใจแค่ไหน
ทำไมองค์กรจึงควรสนใจตัวชี้วัดนี้?
ระยะเวลาสรรหาที่ยาวนานเกินไปส่งผลหลายด้านที่วัดได้
ประการแรกคือผู้สมัครที่มีคุณสมบัติดีมักได้รับข้อเสนองานหลายแห่งพร้อมกัน หากกระบวนการขององค์กรใช้เวลานาน ผู้สมัครอาจตัดสินใจรับข้อเสนอจากที่อื่นก่อน ปัจจัยนี้เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้องค์กรได้ผู้สมัครลำดับรองแทนที่จะได้ตัวเลือกอันดับแรก
ประการที่สองคือตำแหน่งงานว่างที่ยังไม่ได้รับการเติมเต็มส่งผลให้ทีมที่มีอยู่รับภาระงานเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจกระทบต่อประสิทธิภาพโดยรวมและขวัญกำลังใจของพนักงาน
ประการที่สามคือต้นทุนต่อการจ้างงาน (cost per hire) มักสูงขึ้นตามระยะเวลาที่ยาวนานขึ้น เพราะองค์กรต้องลงทุนกับช่องทางสรรหาและเวลาของทีม HR ไปนานขึ้น
แนวทางการจัดการทรัพยากรมนุษย์ของ สมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย (PMAT) และแนวปฏิบัติสากลต่างชี้ให้เห็นว่าการติดตามตัวชี้วัดด้านสรรหาเป็นประจำช่วยให้องค์กรปรับกระบวนการได้ตรงจุดมากกว่าการแก้ปัญหาแบบเดาเอา
อะไรทำให้ระยะเวลาสรรหายาวนานขึ้น?
ปัจจัยที่อาจทำให้กระบวนการล่าช้ามีหลายด้าน
คำอธิบายลักษณะงานที่ไม่ชัดเจน
คำอธิบายลักษณะงาน (JD) ที่ระบุคุณสมบัติกว้างเกินไปหรือเน้นแต่หน้าที่โดยไม่ระบุว่าผลงานที่ดีควรเป็นอย่างไร มักดึงดูดผู้สมัครที่ไม่ตรงเป้า ทำให้ทีม HR ต้องใช้เวลาคัดกรองใบสมัครที่ไม่เหมาะสมจำนวนมาก ซึ่งขยายระยะเวลาสรรหาออกไปตั้งแต่ขั้นตอนแรก
ดูแนวทางการออกแบบ JD ที่ช่วยกรองผู้สมัครได้ตรงกว่าได้ที่ บริการ Smart JD ของ Triple I
กระบวนการอนุมัติหลายขั้นตอนที่ไม่มีกรอบเวลา
ในหลายองค์กร การเชิญสัมภาษณ์หรือการส่งข้อเสนองานต้องรอการอนุมัติจากหลายฝ่าย หากแต่ละขั้นตอนไม่มีกรอบเวลากำหนด ระยะเวลารอก็สะสมได้อย่างรวดเร็ว
รอบการสัมภาษณ์ที่มากเกินความจำเป็น
บางองค์กรกำหนดให้สัมภาษณ์ 3-4 รอบสำหรับทุกตำแหน่ง โดยไม่ได้พิจารณาว่าแต่ละรอบวัดสิ่งที่แตกต่างกันหรือเปล่า การสัมภาษณ์ที่ซ้ำซ้อนเพิ่มเวลาทั้งของผู้สมัครและผู้สัมภาษณ์ และอาจทำให้ผู้สมัครที่ดีถอนตัวระหว่างกระบวนการ
การสื่อสารที่ล่าช้าระหว่างฝ่าย
เมื่อ HR และผู้จัดการที่ขอพนักงานไม่ได้กำหนดความรับผิดชอบในแต่ละขั้นตอนให้ชัดเจน งานมักค้างอยู่ระหว่างกันโดยไม่มีใครผลักดันต่อ
วิธีวิเคราะห์จุดติดขัดในกระบวนการสรรหา
ก่อนจะแก้ปัญหา ควรรู้ก่อนว่าเวลาหายไปในขั้นตอนไหน วิธีที่ใช้ได้จริงคือการทำแผนที่กระบวนการสรรหา (recruitment funnel mapping) โดยบันทึกวันที่ในแต่ละขั้นตอน ได้แก่
- วันที่รับใบสมัคร
- วันที่คัดกรองเบื้องต้นเสร็จ
- วันที่นัดสัมภาษณ์รอบแรก
- วันที่สัมภาษณ์รอบสุดท้าย
- วันที่ส่งข้อเสนองาน
- วันที่ผู้สมัครตอบรับ
เมื่อมีข้อมูลหลายรอบการสรรหา จะเห็นชัดว่าช่วงไหนใช้เวลาเฉลี่ยมากที่สุด ซึ่งนั่นคือจุดที่ควรเริ่มปรับปรุงก่อน
แนวทางลดระยะเวลาสรรหาโดยไม่ลดคุณภาพ
ปรับปรุง JD ให้ระบุเกณฑ์คัดกรองเบื้องต้นที่วัดได้
JD ที่ดีไม่ใช่แค่รายการหน้าที่ แต่ต้องระบุว่าผู้สมัครต้องมีคุณสมบัติขั้นต่ำอะไร (must-have) และมีอะไรที่เป็นข้อได้เปรียบ (nice-to-have) การแยกสองกลุ่มนี้ช่วยให้ทีม HR ตัดสินใจคัดกรองได้เร็วขึ้น และลดโอกาสที่ผู้สมัครที่ไม่ตรงเป้าผ่านมาถึงขั้นสัมภาษณ์
กำหนดกรอบเวลาสำหรับแต่ละขั้นตอน
ตัวอย่างเช่น กำหนดว่าหลังรับใบสมัครต้องคัดกรองเบื้องต้นภายใน 3 วันทำการ และหลังสัมภาษณ์รอบสุดท้ายต้องส่งข้อเสนองานหรือแจ้งผลภายใน 5 วันทำการ การตั้งกรอบเวลาเหล่านี้ต้องได้รับความร่วมมือจากผู้จัดการที่ขอพนักงานด้วย ไม่ใช่เฉพาะทีม HR
ออกแบบรอบการสัมภาษณ์ให้วัดสิ่งที่แตกต่าง
แต่ละรอบควรมีวัตถุประสงค์ชัดเจน เช่น รอบที่หนึ่งคัดกรองทักษะพื้นฐาน รอบที่สองประเมินสมรรถนะด้วยเทคนิคสัมภาษณ์เชิงพฤติกรรม รอบที่สามพบผู้บริหาร หากสองรอบแรกวัดสิ่งเดิม การลดเหลือรอบเดียวที่ออกแบบดีจะให้ข้อมูลดีกว่าและใช้เวลาน้อยกว่า
ใช้แนวทางการสรรหาเชิงรุก (proactive sourcing) สำหรับตำแหน่งที่ต้องการบ่อย
แทนที่จะประกาศรับสมัครเฉพาะเมื่อมีตำแหน่งว่าง องค์กรสามารถสร้างและดูแลฐานข้อมูลผู้สมัครที่สนใจไว้ล่วงหน้า ทำให้เมื่อเกิดตำแหน่งว่างขึ้น สามารถเริ่มกระบวนการคัดเลือกได้เร็วกว่าการเริ่มต้นใหม่จากศูนย์
ความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพ JD กับระยะเวลาสรรหา
หนึ่งในปัจจัยที่มักถูกมองข้ามคือความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพคำอธิบายลักษณะงานกับระยะเวลาสรรหา งานวิจัยด้านการสรรหาบุคลากรชี้ให้เห็นว่า JD ที่ระบุคุณสมบัติที่จำเป็นชัดเจนและสะท้อนงานจริงช่วยดึงดูดผู้สมัครที่ตรงเป้ามากขึ้น ซึ่งหมายความว่า HR ใช้เวลาคัดกรองน้อยลงและกระบวนการเดินหน้าได้เร็วขึ้น
สำหรับ SME ที่มีทีม HR ขนาดเล็กและต้องสรรหาพนักงานหลายตำแหน่งพร้อมกัน การลงทุนเวลาปรับปรุง JD ก่อนประกาศรับสมัครจึงคุ้มค่าในระยะยาว
ดูตัวอย่างโครงสร้าง JD ที่ช่วยลดระยะเวลาสรรหาได้ที่ บริการ Smart JD และอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการวัดผลงานที่สอดคล้องกับตำแหน่งงานที่ บทความ KPI กับ OKR ต่างกันอย่างไร
ข้อควรระวังในการตีความตัวชี้วัดนี้
ระยะเวลาสรรหาที่สั้นไม่ได้หมายความว่าดีเสมอไป หากกระบวนการเร็วเกินไปจนขั้นตอนการประเมินไม่ครบถ้วน อาจส่งผลให้อัตราการลาออกภายในปีแรกสูงขึ้น ซึ่งทำให้ต้นทุนการสรรหาโดยรวมสูงกว่าเดิม
การตีความตัวชี้วัดนี้จึงควรดูควบคู่กับ
- คุณภาพการจ้างงาน (quality of hire) — วัดจากผลการประเมินผลงานในช่วง 3-6 เดือนแรก
- อัตราการลาออกในปีแรก — บอกว่าการคัดเลือกตรงกับงานจริงและวัฒนธรรมองค์กรหรือเปล่า
- offer acceptance rate — สะท้อนความน่าสนใจของข้อเสนอและประสบการณ์ผู้สมัคร
เป้าหมายที่แท้จริงคือกระบวนการที่เร็วพอจะไม่สูญเสียผู้สมัครที่ดี และครบถ้วนพอจะได้พนักงานที่เหมาะสมกับงานจริง
หากต้องการวิเคราะห์กระบวนการสรรหาและปรับปรุง JD ขององค์กร ทีม Triple I พร้อมให้คำปรึกษาเบื้องต้นโดยไม่มีค่าใช้จ่าย นัดคุยฟรีได้ที่นี่
คำถามที่พบบ่อย
ระยะเวลาในการสรรหา (time to hire) คืออะไร?
ระยะเวลาในการสรรหา คือจำนวนวันที่นับจากวันที่ผู้สมัครเข้าสู่กระบวนการสรรหา (เช่น วันที่รับใบสมัคร) ไปจนถึงวันที่ผู้สมัครตอบรับข้อเสนองาน บางองค์กรนับจากวันที่ประกาศตำแหน่งงานว่างแทน ซึ่งเรียกว่า time to fill โดยสองตัวชี้วัดนี้มีความหมายต่างกันและควรใช้ควบคู่กัน
ระยะเวลาในการสรรหาที่ดีควรเป็นเท่าไร?
ไม่มีตัวเลขสากลที่แน่นอน เพราะขึ้นอยู่กับประเภทตำแหน่งและอุตสาหกรรม ตำแหน่งปฏิบัติการทั่วไปมักสรรหาได้ภายใน 14-21 วัน ขณะที่ตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญหรือผู้บริหารอาจใช้เวลา 30-60 วันขึ้นไป สิ่งสำคัญคือการเทียบกับค่าเฉลี่ยของตนเองในอดีต และเปรียบเทียบกับองค์กรในอุตสาหกรรมเดียวกัน
อะไรทำให้ระยะเวลาสรรหานานขึ้น?
ปัจจัยที่อาจส่งผลให้ระยะเวลาสรรหายาวนานขึ้น ได้แก่ คำอธิบายลักษณะงาน (JD) ที่ไม่ชัดเจนทำให้ได้ผู้สมัครไม่ตรงเป้า กระบวนการอนุมัติหลายขั้นตอนที่ใช้เวลานาน รอบการสัมภาษณ์ที่มากเกินจำเป็น และการสื่อสารที่ล่าช้าระหว่างฝ่าย HR กับผู้จัดการที่ขอพนักงาน
time to hire ต่างจาก time to fill อย่างไร?
time to fill วัดจากวันที่ประกาศตำแหน่งงานว่างจนถึงวันที่ได้ตัวพนักงาน จึงรวมช่วงที่ยังไม่มีผู้สมัครเข้ามาด้วย ส่วน time to hire วัดจากวันที่ผู้สมัครเข้าสู่กระบวนการจริง time to fill จึงสะท้อนประสิทธิภาพการประกาศรับสมัคร ขณะที่ time to hire สะท้อนประสิทธิภาพของกระบวนการคัดเลือก
วิธีลดระยะเวลาสรรหาโดยไม่ลดคุณภาพมีอะไรบ้าง?
แนวทางที่พบบ่อย ได้แก่ การปรับปรุงคำอธิบายลักษณะงานให้ระบุคุณสมบัติที่จำเป็นชัดเจน ตั้งเกณฑ์คัดกรองเบื้องต้นที่วัดได้ กำหนดกรอบเวลาให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องแต่ละฝ่ายตอบสนองภายในกี่วัน และใช้รูปแบบการสัมภาษณ์ที่มีโครงสร้างเพื่อลดรอบที่ไม่จำเป็น