การตรวจสอบบุคคลอ้างอิงผู้สมัคร: ขั้นตอนและสิ่งที่ควรถาม
การตรวจสอบบุคคลอ้างอิงผู้สมัครคือการติดต่อคนที่เคยทำงานร่วมกับผู้สมัครโดยตรง เพื่อยืนยันข้อมูลประวัติการทำงานและรับมุมมองจากผู้ที่เห็นผลงานจริง ขั้นตอนนี้ช่วยลดความเสี่ยงจากการจ้างงานที่อาจเกิดจากข้อมูลที่ไม่ตรงความเป็นจริงหรือจุดบอดที่การสัมภาษณ์ตามปกติอาจมองข้ามไป
บทความนี้จะอธิบายขั้นตอนการตรวจสอบบุคคลอ้างอิงอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การขอความยินยอม การเตรียมคำถาม ไปจนถึงการแปลความหมายข้อมูลที่ได้รับ รวมถึงข้อพึงระวังด้านกฎหมายที่ HR ไทยต้องรู้
การตรวจสอบบุคคลอ้างอิงคืออะไร และทำงานอย่างไร?
การตรวจสอบบุคคลอ้างอิง คือการที่ผู้ว่าจ้างหรือ HR ติดต่อบุคคลที่ผู้สมัครระบุไว้ เพื่อยืนยันข้อมูลและรับมุมมองเพิ่มเติมเกี่ยวกับลักษณะการทำงาน บุคลิกภาพในที่ทำงาน และความสามารถในสถานการณ์จริง
โดยทั่วไปบุคคลอ้างอิงมี 3 ประเภทหลัก ได้แก่
- หัวหน้างานโดยตรง — ให้มุมมองด้านผลงาน การรับคำสั่ง และความรับผิดชอบ
- เพื่อนร่วมงานระดับเดียวกัน — ให้มุมมองด้านการทำงานเป็นทีมและความสัมพันธ์ในที่ทำงาน
- ลูกน้องหรือผู้ใต้บังคับบัญชา — ให้มุมมองด้านภาวะผู้นำและวิธีบริหารคน (เหมาะสำหรับตำแหน่งผู้บริหาร)
กระบวนการนี้แตกต่างจากการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมหรือการยืนยันคุณวุฒิการศึกษา ซึ่งเป็นการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากแหล่งทางการ การตรวจสอบบุคคลอ้างอิงเน้นข้อมูลเชิงคุณภาพจากประสบการณ์การทำงานร่วมกัน
ทำไมการตรวจสอบบุคคลอ้างอิงจึงสำคัญก่อนตัดสินใจจ้าง?
หนึ่งในข้อจำกัดของการสัมภาษณ์งานคือผู้สมัครนำเสนอตัวเองในแง่ที่ดีที่สุดตามธรรมชาติ ซึ่งไม่ใช่สิ่งผิด แต่หมายความว่าผู้สัมภาษณ์ได้ยินเพียงด้านเดียวของเรื่อง การตรวจสอบบุคคลอ้างอิงเปิดโอกาสให้ได้ยินมุมมองจากคนที่เห็นการทำงานจริงในสถานการณ์ที่ไม่ได้เตรียมตัว
ประโยชน์หลักที่ได้รับมีหลายด้าน ประการแรกคือการยืนยันข้อมูล เช่น ตำแหน่งที่ดำรงอยู่ ขอบเขตความรับผิดชอบ และช่วงเวลาที่ทำงาน ซึ่งบางครั้งพบความคลาดเคลื่อนจากข้อมูลในใบสมัคร ประการที่สองคือการได้ข้อมูลเชิงพฤติกรรมที่เป็นประโยชน์ เช่น วิธีรับมือกับความขัดแย้ง วิธีจัดการกับงานเร่งด่วน หรือสไตล์การสื่อสาร
นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงจากการจ้างงานที่ไม่ตรงความต้องการ ซึ่งมีต้นทุนทั้งเวลา ค่าใช้จ่ายในการสรรหาซ้ำ และผลกระทบต่อทีมงาน
ขั้นตอนการตรวจสอบบุคคลอ้างอิงอย่างเป็นระบบ
ขั้นที่ 1 — ขอความยินยอมจากผู้สมัครและรวบรวมรายชื่อบุคคลอ้างอิง
ก่อนติดต่อบุคคลอ้างอิงใด ๆ ต้องได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้สมัครก่อน สอดคล้องกับพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) พ.ศ. 2562 ซึ่งกำหนดให้การรวบรวมและเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลต้องมีฐานทางกฎหมายที่เหมาะสม
ให้ผู้สมัครกรอกแบบฟอร์มระบุข้อมูลต่อไปนี้
- ชื่อ-นามสกุลของบุคคลอ้างอิง
- ตำแหน่งและบริษัทที่เคยทำงานร่วมกัน
- ความสัมพันธ์ (หัวหน้างาน/เพื่อนร่วมงาน/ลูกน้อง)
- ช่องทางติดต่อ (เบอร์โทรศัพท์หรืออีเมล)
- ช่วงเวลาที่ทำงานร่วมกัน
การแจ้งให้ผู้สมัครทราบล่วงหน้าว่าจะมีการตรวจสอบบุคคลอ้างอิงยังช่วยให้ผู้สมัครเตรียมแจ้งบุคคลอ้างอิงของตนได้ ซึ่งมักทำให้การสนทนาราบรื่นขึ้น
ขั้นที่ 2 — เตรียมคำถามที่สัมพันธ์กับสมรรถนะและความรับผิดชอบของตำแหน่ง
ทบทวนคำอธิบายลักษณะงาน (JD) และสมรรถนะหลักที่ต้องการก่อนออกแบบคำถาม การใช้ชุดคำถามมาตรฐานเดียวกันสำหรับทุกบุคคลอ้างอิงช่วยให้เปรียบเทียบข้อมูลได้อย่างเป็นธรรม
ตัวอย่างคำถามที่ใช้ได้บ่อย ได้แก่
- “คุณรู้จักกับผู้สมัครในฐานะอะไร และทำงานร่วมกันในช่วงใด?”
- “ความรับผิดชอบหลักของผู้สมัครในช่วงที่ทำงานร่วมกันคืออะไร?”
- “ผู้สมัครจัดการกับสถานการณ์กดดันหรืองานเร่งด่วนอย่างไร?”
- “จุดที่ผู้สมัครควรพัฒนาต่อคืออะไร?”
- “ถ้ามีโอกาส คุณจะรับผู้สมัครกลับมาทำงานร่วมกันหรือไม่?”
คำถามสุดท้ายมักให้ข้อมูลสำคัญ เพราะการที่บุคคลอ้างอิงลังเลหรือตอบอ้อมแอ้มมักสื่อถึงข้อมูลที่ต้องสอบถามเพิ่ม
ขั้นที่ 3 — ติดต่อบุคคลอ้างอิงและดำเนินการสนทนา
การโทรศัพท์มักให้ผลดีกว่าการส่งคำถามทางอีเมล เพราะน้ำเสียง ความลังเล และปฏิกิริยาต่อคำถามเฉพาะ ล้วนให้ข้อมูลที่มีคุณค่าซึ่งตัวหนังสือไม่สามารถถ่ายทอดได้
ช่วงเริ่มต้นการสนทนา ควรแนะนำตัวและอธิบายวัตถุประสงค์สั้น ๆ จากนั้นถามว่ามีเวลาพูดคุยประมาณ 10-15 นาทีหรือไม่ ระหว่างสนทนา ให้เปิดโอกาสให้บุคคลอ้างอิงพูดโดยไม่ขัดจังหวะ และจดบันทึกคำพูดตามที่ได้ยิน ไม่ใช่การตีความล่วงหน้า
สิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยงในระหว่างการสนทนา ได้แก่ การถามข้อมูลที่ไม่เกี่ยวกับการทำงาน เช่น สถานภาพครอบครัว สุขภาพ ศาสนา หรือการเมือง ซึ่งอาจเข้าข่ายการเลือกปฏิบัติและขัดกับหลักการจัดการข้อมูลส่วนบุคคลตาม PDPA
ขั้นที่ 4 — บันทึกผลและแปลความหมายข้อมูลที่ได้รับ
จดบันทึกสรุปการสนทนาทันทีหลังวางสาย โดยแยกระหว่างข้อเท็จจริงที่บุคคลอ้างอิงยืนยัน เช่น ตำแหน่งงานและระยะเวลา กับความเห็นหรือการประเมิน เช่น ลักษณะการทำงานและสไตล์การสื่อสาร
รูปแบบที่ปรากฏซ้ำในหลายบุคคลอ้างอิงน่าเชื่อถือกว่าคำพูดเดี่ยว ๆ ตัวอย่างเช่น ถ้าบุคคลอ้างอิงสองในสามคนกล่าวถึงความสามารถในการเรียนรู้เร็ว นั่นน่าจะเป็นลักษณะที่แท้จริงมากกว่า ในทางเดียวกัน ถ้าบุคคลอ้างอิงหลายคนลังเลเมื่อถามเรื่องการทำงานภายใต้แรงกดดัน ก็ควรให้น้ำหนักกับสัญญาณนั้น
ขั้นที่ 5 — นำข้อมูลไปประกอบการตัดสินใจร่วมกับข้อมูลจากแหล่งอื่น
ผลการตรวจสอบบุคคลอ้างอิงควรใช้เป็นองค์ประกอบหนึ่งในการตัดสินใจ ไม่ใช่ปัจจัยเพียงอย่างเดียว ข้อมูลนี้ควรนำมาประกอบกับผลการสัมภาษณ์ ผลการทดสอบทักษะ และข้อมูลอื่นที่รวบรวมได้ในกระบวนการสรรหา
ถ้าพบความขัดแย้งระหว่างสิ่งที่ผู้สมัครบอกกับสิ่งที่บุคคลอ้างอิงเล่า เช่น ขอบเขตความรับผิดชอบที่ต่างกัน หรือเหตุผลการลาออกที่ไม่ตรงกัน ควรนำข้อมูลนั้นกลับไปสอบถามผู้สมัครก่อนตัดสินใจเสนองาน
ข้อพึงระวังด้านกฎหมายสำหรับ HR ไทย
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) พ.ศ. 2562 มีผลต่อกระบวนการตรวจสอบบุคคลอ้างอิงโดยตรง สาระสำคัญที่ HR ควรรู้มีดังนี้
ฐานทางกฎหมายในการประมวลผล — การรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผู้สมัครจากบุคคลที่สาม (บุคคลอ้างอิง) ควรอยู่บนฐานของความยินยอมจากผู้สมัคร หรือความจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายในการประเมินคุณสมบัติก่อนการจ้างงาน
ขอบเขตของข้อมูลที่ถามได้ — ควรจำกัดคำถามไว้เฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานและความสามารถในการทำงาน ไม่ควรถามหรือบันทึกข้อมูลที่อาจถูกนำไปใช้เป็นฐานในการเลือกปฏิบัติ
การเก็บรักษาบันทึก — เก็บบันทึกการตรวจสอบบุคคลอ้างอิงให้ปลอดภัย เข้าถึงได้เฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้อง และควรกำหนดระยะเวลาการเก็บรักษาที่ชัดเจนตามนโยบายของบริษัท
สัญญาณเตือนที่ควรสังเกตระหว่างการตรวจสอบบุคคลอ้างอิง
การฟังอย่างตั้งใจช่วยให้ได้ข้อมูลที่มีคุณค่ามากกว่าแค่คำตอบตรง ๆ สัญญาณที่ควรสังเกต ได้แก่
- บุคคลอ้างอิงลังเลนานก่อนตอบคำถามบางข้อโดยเฉพาะ
- การตอบด้วยประโยคสั้นมากหรือหลีกเลี่ยงการให้รายละเอียดเมื่อถามเรื่องผลงาน
- ความไม่สอดคล้องกันระหว่างข้อมูลที่บุคคลอ้างอิงให้กับข้อมูลในใบสมัครหรือที่ผู้สมัครเล่า
- การปฏิเสธที่จะรับผู้สมัครกลับโดยไม่ให้เหตุผล
ในทางกลับกัน สัญญาณบวกที่น่าเชื่อถือ ได้แก่ การที่บุคคลอ้างอิงให้ตัวอย่างเฉพาะเจาะจงโดยไม่ต้องกระตุ้นมาก และยืนยันว่าจะรับผู้สมัครกลับได้อย่างมั่นใจ
การตรวจสอบบุคคลอ้างอิงกับการออกแบบคำอธิบายงานที่ดี
กระบวนการตรวจสอบบุคคลอ้างอิงจะมีประสิทธิภาพสูงขึ้นมากเมื่อมีคำอธิบายลักษณะงาน (JD) ที่ระบุสมรรถนะหลักอย่างชัดเจน เพราะ JD ที่ดีช่วยให้ HR รู้ว่าควรถามบุคคลอ้างอิงเรื่องอะไร และวัดคำตอบที่ได้รับตามเกณฑ์ใด
ถ้าองค์กรยังไม่มี JD ที่เป็นมาตรฐาน การลงทุนออกแบบ JD อย่างเป็นระบบก่อนจะช่วยให้กระบวนการสรรหาทั้งหมด รวมถึงการตรวจสอบบุคคลอ้างอิง มีประสิทธิภาพมากขึ้น ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Smart JD — บริการออกแบบคำอธิบายลักษณะงาน
สำหรับผู้ที่ต้องการทำความเข้าใจกระบวนการสรรหาและประเมินผู้สมัครในภาพรวมมากขึ้น บทความ การใช้ KPI กับ OKR ต่างกันอย่างไร อธิบายกรอบการวัดผลที่เชื่อมโยงกับระบบการประเมินที่ครอบคลุมมากขึ้น
การตรวจสอบบุคคลอ้างอิงอย่างเป็นระบบเป็นขั้นตอนที่ใช้เวลาไม่มาก แต่ให้ข้อมูลที่มีคุณค่าสูงต่อการตัดสินใจจ้างงาน โดยเฉพาะในตำแหน่งที่ต้องการความไว้วางใจสูงหรือส่งผลต่อทีมงานในวงกว้าง
หากต้องการคำปรึกษาเกี่ยวกับการออกแบบกระบวนการสรรหาและคัดเลือกบุคลากรที่เหมาะกับองค์กรของคุณ นัดคุยฟรีกับทีม Triple I เราพร้อมช่วยตั้งแต่การออกแบบ JD ไปจนถึงกระบวนการประเมินผู้สมัครอย่างมีระบบ
คำถามที่พบบ่อย
การตรวจสอบบุคคลอ้างอิงผู้สมัครคืออะไร และจำเป็นแค่ไหน?
การตรวจสอบบุคคลอ้างอิง (Reference Check) คือการติดต่อหัวหน้างาน เพื่อนร่วมงาน หรือบุคคลที่ผู้สมัครระบุไว้ เพื่อยืนยันข้อมูลประวัติการทำงานและรับมุมมองจากคนที่เคยทำงานร่วมกันโดยตรง แม้ไม่มีกฎหมายบังคับ แต่ถือเป็นขั้นตอนมาตรฐานที่ช่วยลดความเสี่ยงก่อนตัดสินใจเสนองาน
ควรถามบุคคลอ้างอิงเรื่องอะไรบ้าง?
ควรถามเกี่ยวกับลักษณะการทำงาน เช่น วิธีจัดการกับความกดดัน การทำงานร่วมกับผู้อื่น และจุดที่ต้องพัฒนา นอกจากนี้ควรถามยืนยันตำแหน่งงานและช่วงเวลาที่ทำงานร่วมกัน รวมถึงถามว่าบุคคลอ้างอิงจะรับผู้สมัครกลับหากมีโอกาสหรือไม่ ซึ่งเป็นคำถามที่ให้ข้อมูลเชิงลึกมาก
ควรตรวจสอบบุคคลอ้างอิงกี่คน และเลือกจากใคร?
โดยทั่วไปควรตรวจสอบบุคคลอ้างอิงอย่างน้อย 2-3 คน และควรเน้นหัวหน้างานโดยตรงมากกว่าเพื่อนร่วมงานระดับเดียวกัน เพราะหัวหน้างานเห็นผลงานและพฤติกรรมในสถานการณ์จริงที่ชัดเจนกว่า ถ้าผู้สมัครระบุแต่เพื่อนร่วมงานระดับเดียวกันโดยไม่มีหัวหน้า ควรสอบถามเหตุผลด้วย
มีข้อจำกัดด้านกฎหมายอะไรที่ต้องระวังเมื่อตรวจสอบบุคคลอ้างอิง?
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) พ.ศ. 2562 กำหนดให้การเปิดเผยหรือรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลต้องมีฐานทางกฎหมาย ควรได้รับความยินยอมจากผู้สมัครเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนติดต่อบุคคลอ้างอิง และไม่ควรถามข้อมูลที่ไม่เกี่ยวกับการทำงาน เช่น สถานภาพครอบครัว สุขภาพ หรือศาสนา
บุคคลอ้างอิงปฏิเสธให้ข้อมูลลึก ควรทำอย่างไร?
เป็นเรื่องปกติที่บุคคลอ้างอิงบางคนจะระวังในการให้ข้อมูล โดยเฉพาะถ้าบริษัทต้นสังกัดมีนโยบายห้ามให้ข้อมูลเกินกว่าตำแหน่งและวันที่ทำงาน ในกรณีนี้ควรสังเกตน้ำเสียง ความลังเล หรือการหลีกเลี่ยงคำถามบางข้อ ซึ่งบางครั้งให้ข้อมูลมากกว่าคำพูดโดยตรง