ข้ามไปยังเนื้อหา
Triple I HR
← กลับไปบทความทั้งหมด

KPI ระดับ CEO และกรรมการผู้จัดการ ตั้งอย่างไรให้ใช้จริง

KPI และ OKR

KPI ระดับ CEO และกรรมการผู้จัดการ คือตัวชี้วัดผลงานที่ออกแบบมาให้สะท้อนความรับผิดชอบสูงสุดต่อทั้งองค์กร ไม่ใช่แค่ฟังก์ชันใดฟังก์ชันหนึ่ง โดยทั่วไปวัดผลลัพธ์รวม เช่น การเติบโตของธุรกิจ ความสามารถในการทำกำไร และความยั่งยืนระยะยาว และมักถูกกำหนดและประเมินโดยคณะกรรมการบริษัท

ทำไม KPI ระดับ CEO จึงต่างจากตำแหน่งอื่น

สิ่งที่ทำให้ตำแหน่งสูงสุดต่างจากผู้บริหารระดับรองลงมา คือขอบเขตของความรับผิดชอบ ผู้จัดการฝ่ายขายรับผิดชอบยอดขาย ผู้จัดการฝ่ายผลิตรับผิดชอบประสิทธิภาพการผลิต แต่ CEO และกรรมการผู้จัดการรับผิดชอบ “ผลรวม” ของทุกฟังก์ชันพร้อมกัน

ลองนึกภาพว่า ถ้าเรานำ KPI ของหัวหน้าแต่ละฝ่ายมารวมกัน เราจะได้ภาพการดำเนินงาน (operation) แต่ยังไม่ได้ภาพของกลยุทธ์ทั้งองค์กร CEO ต้องตอบโจทย์ที่ไม่มีฝ่ายใดเป็นเจ้าของคนเดียว เช่น ควรเข้าตลาดใหม่หรือไม่ ควรลงทุนระยะยาวโดยยอมกำไรระยะสั้นลดลงหรือไม่ KPI ระดับนี้จึงต้องวัดในระดับที่สูงกว่าผลของหน่วยงานเดี่ยว

อีกความต่างที่สำคัญคือสายการรายงาน CEO ไม่ได้รายงานต่อใครภายในฝ่ายบริหาร แต่รายงานต่อคณะกรรมการบริษัท ดังนั้นผู้ที่กำหนดและประเมิน KPI ของ CEO จึงควรเป็นคณะกรรมการ หรือคณะกรรมการสรรหาและพิจารณาค่าตอบแทน ไม่ใช่ทีมงานที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของ CEO เอง ซึ่งเป็นหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี (corporate governance) ที่ช่วยรักษาความเป็นกลางในการประเมิน

KPI ระดับ CEO ควรครอบคลุมมิติใดบ้าง

แทนที่จะเริ่มจากตัวเลขเป้าหมาย ควรเริ่มจากการตอบว่า “ความสำเร็จขององค์กรหน้าตาเป็นอย่างไร” แล้วจึงเลือกตัวชี้วัดที่สะท้อนแต่ละมิติ ตัวอย่างเช่น โครงสร้าง KPI ของ CEO หรือกรรมการผู้จัดการมักครอบคลุมมิติต่อไปนี้

  1. มิติการเงิน เช่น การเติบโตของรายได้ อัตรากำไร หรือกระแสเงินสด เป็นมิติที่ตรงไปตรงมาที่สุด แต่ไม่ควรเป็นมิติเดียว เพราะตัวเลขการเงินสะท้อนผลของอดีตมากกว่าจะบอกความแข็งแรงของอนาคต
  2. มิติลูกค้าและตลาด เช่น ส่วนแบ่งตลาด ความพึงพอใจของลูกค้า หรือการรักษาลูกค้ารายสำคัญ ช่วยถ่วงดุลไม่ให้ผู้บริหารเร่งกำไรระยะสั้นจนกระทบความสัมพันธ์ระยะยาว
  3. มิติกระบวนการและการลงทุน เช่น การส่งมอบโครงการเชิงกลยุทธ์ หรือการปรับปรุงประสิทธิภาพภายใน เป็นมิติที่สะท้อนว่าองค์กรกำลังสร้างขีดความสามารถสำหรับอนาคตหรือไม่
  4. มิติคนและองค์กร เช่น การวางตัวผู้สืบทอด (succession) ความผูกพันของพนักงาน หรือการพัฒนาทีมผู้บริหารชุดถัดไป มิตินี้มักถูกมองข้าม ทั้งที่เป็นความรับผิดชอบโดยตรงของตำแหน่งสูงสุด
  5. มิติความยั่งยืนและการกำกับดูแล เช่น ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) หรือการบริหารความเสี่ยง ซึ่งคณะกรรมการให้น้ำหนักมากขึ้นในช่วงหลัง

หัวใจไม่ได้อยู่ที่จำนวนมิติ แต่อยู่ที่ความสมดุล KPI ที่เอนไปทางการเงินล้วน อาจเสี่ยงต่อการผลักดันให้ผู้บริหารเลือกผลระยะสั้นเหนือความยั่งยืนระยะยาว ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่อาจเกี่ยวข้องกับปัญหาเชิงกลยุทธ์ในภายหลัง

การถ่วงน้ำหนักและจำนวนตัวชี้วัด

เมื่อได้มิติแล้ว ขั้นถัดไปคือกำหนดน้ำหนัก (weighting) ให้แต่ละ KPI ตัวอย่างสมมติเช่น มิติการเงิน 40 เปอร์เซ็นต์ มิติลูกค้า 20 เปอร์เซ็นต์ มิติกลยุทธ์ 20 เปอร์เซ็นต์ และมิติคนกับความยั่งยืน 20 เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างสมมติเพื่อให้เห็นภาพ น้ำหนักจริงควรสะท้อนลำดับความสำคัญเชิงกลยุทธ์ของแต่ละองค์กรในแต่ละปี

ข้อควรระวังคืออย่าตั้ง KPI มากเกินไป แนวทางที่นิยมคือจำกัดไว้ราว 4 ถึง 7 ตัว เพราะถ้ามี KPI สิบกว่าตัว แต่ละตัวจะมีน้ำหนักน้อยจนไม่ส่งสัญญาณว่าอะไรสำคัญที่สุด และทำให้ทั้งผู้บริหารและคณะกรรมการโฟกัสไม่ถูกจุด

KPI ระดับ CEO ควรเชื่อมกับค่าตอบแทนอย่างไร

สำหรับตำแหน่งสูงสุด KPI มักไม่ได้อยู่ลำพัง แต่เชื่อมกับค่าตอบแทนรวม (total compensation) ผ่านส่วนผันแปร เช่น โบนัสตามผลงานประจำปี หรือสิทธิประโยชน์ระยะยาว หลักการสำคัญคือการจับคู่ “ขอบเขตเวลาในการวัด” ให้ตรงกับ “ขอบเขตเวลาของผลตอบแทน”

ถ้าโบนัสผูกกับกำไรปีต่อปีเพียงอย่างเดียว ก็อาจจูงใจให้เน้นผลระยะสั้น การออกแบบที่สมดุลจึงมักผสมตัวชี้วัดระยะสั้น เช่น ผลประกอบการรายปี กับตัวชี้วัดระยะยาว เช่น การเติบโตสะสมหลายปีหรือการส่งมอบกลยุทธ์ เพื่อให้ผลตอบแทนของ CEO สอดคล้องกับผลประโยชน์ระยะยาวขององค์กรและผู้ถือหุ้น

ในมุมของการประเมิน KPI เป็นเพียงเครื่องมือวัดผลลัพธ์ ขณะที่ระบบบริหารผลงาน (performance management) ที่ดีต้องมีทั้งการตั้งเป้า การติดตามระหว่างปี และการทบทวนปลายปีอย่างเป็นระบบ หากองค์กรกำลังวางรากฐานเรื่องนี้ การออกแบบระบบบริหารผลงาน ให้เชื่อมตั้งแต่ระดับ CEO ลงมาถึงพนักงาน จะช่วยให้ตัวชี้วัดทุกชั้นสอดคล้องกันแทนที่จะขัดกันเอง

KPI กับ OKR สำหรับระดับสูงสุด ใช้ตัวไหน

คำถามที่พบบ่อยคือควรใช้ KPI หรือ OKR สำหรับตำแหน่ง CEO ทั้งสองเครื่องมือมีจุดแข็งต่างกัน KPI เหมาะกับการวัดผลลัพธ์ที่ต้องรักษาให้อยู่ในเกณฑ์ ส่วน OKR เหมาะกับการผลักดันเป้าหมายที่ท้าทายและการเปลี่ยนแปลงเชิงรุก หลายองค์กรเลือกใช้ผสมกัน หากอยากเข้าใจความต่างให้ลึกขึ้นก่อนตัดสินใจ ลองอ่านเรื่องKPI กับ OKR ต่างกันอย่างไร ประกอบ

ข้อควรระวังเมื่อตั้ง KPI ระดับสูงสุด

มีกับดักหลายอย่างที่ทำให้ KPI ระดับ CEO ดูดีบนกระดาษแต่ใช้ไม่ได้จริง ตัวอย่างเช่น

  • ตั้ง KPI ที่ CEO คุมไม่ได้จริง เช่น อ้างอิงตัวแปรภายนอกล้วน ๆ ทำให้ผลประเมินสะท้อนโชคมากกว่าฝีมือ
  • ลอก KPI ของผู้บริหารรองลงมาขึ้นมาใช้ ทำให้ตำแหน่งสูงสุดวัดในระดับการดำเนินงาน แทนที่จะวัดในระดับกลยุทธ์
  • ไม่มีเกณฑ์ที่ตกลงไว้ล่วงหน้าว่าค่าระดับใดถือว่าได้ตามเป้า ทำให้การประเมินปลายปีกลายเป็นการต่อรองมากกว่าการวัดผล
  • ละเลยมิติคนและความยั่งยืน ซึ่งอาจส่งผลต่อความแข็งแรงขององค์กรในระยะยาวแม้ตัวเลขการเงินระยะสั้นจะดูดี

จุดร่วมของกับดักเหล่านี้คือ การเขียน KPI โดยไม่มีคนที่เป็นกลางช่วยตรวจสอบมุมมอง การมีตัวกลางที่เป็นกลางมาช่วยตั้งคำถามกับคณะกรรมการและฝ่ายบริหาร จะช่วยให้ KPI สะท้อนความรับผิดชอบจริงของตำแหน่ง ไม่ใช่แค่ตัวเลขที่ทุกฝ่ายพอใจที่จะเซ็น

การตั้ง KPI ระดับ CEO และกรรมการผู้จัดการที่ดี จึงไม่ใช่การหาตัวเลขที่สวยที่สุด แต่เป็นการตอบให้ชัดว่าองค์กรอยากให้ผู้นำสูงสุดรับผิดชอบต่ออะไร และจะรู้ได้อย่างไรว่าเขาทำสำเร็จ คำถามที่อยากชวนคิดต่อคือ ถ้าวันนี้ให้ลองเขียน KPI ของ CEO ในองค์กรของคุณออกมา 5 ตัว มันจะสะท้อนกลยุทธ์ที่แท้จริง หรือเป็นเพียงตัวเลขที่หาง่ายที่สุด

คำถามที่พบบ่อย

KPI ระดับ CEO ต่างจาก KPI ของผู้จัดการทั่วไปอย่างไร

KPI ระดับ CEO วัดผลลัพธ์รวมขององค์กร เช่น การเติบโตของรายได้ ผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น และความยั่งยืนระยะยาว ขณะที่ KPI ผู้จัดการทั่วไปวัดผลของหน่วยงานหรือฟังก์ชันที่รับผิดชอบโดยตรง

ใครควรเป็นผู้กำหนดและประเมิน KPI ของ CEO

โดยทั่วไปคณะกรรมการบริษัทหรือคณะกรรมการสรรหาและพิจารณาค่าตอบแทนเป็นผู้กำหนดและประเมิน KPI ของ CEO เพราะ CEO รายงานตรงต่อคณะกรรมการ ไม่ใช่ต่อฝ่ายบริหารภายใน

ควรมี KPI กี่ตัวสำหรับ CEO และกรรมการผู้จัดการ

แนวทางที่นิยมคือจำกัดไว้ราว 4 ถึง 7 ตัว เพื่อให้แต่ละตัวมีน้ำหนักพอที่จะสะท้อนลำดับความสำคัญเชิงกลยุทธ์ และไม่กระจายความสนใจจนวัดอะไรไม่ได้จริง

KPI ระดับ CEO ควรเชื่อมกับค่าตอบแทนหรือไม่

ส่วนใหญ่เชื่อมกับค่าตอบแทนรวม (total compensation) ผ่านส่วนผันแปร เช่น โบนัสตามผลงานหรือสิทธิระยะยาว แต่ควรออกแบบให้สมดุลระหว่างผลระยะสั้นและความยั่งยืนระยะยาว


อยากปรึกษาเรื่องนี้เพิ่มเติม?

นัดคุย 30 นาทีฟรี ไม่มีการขายในรอบแรก แค่เล่าให้เราฟัง

นัดคุยฟรี