ข้ามไปยังเนื้อหา
Triple I HR
← กลับไปบทความทั้งหมด

HR ทำงานร่วมกับ Hiring Manager (ผู้จัดการที่ต้องการรับคน) อย่างไรให้ได้คนดี

เผยแพร่ การสรรหาและ Job Description

HR กับ hiring manager ที่ทำงานร่วมกันอย่างมีระบบมีโอกาสสรรหาคนได้ตรงเป้าและราบรื่นกว่าทีมที่ต่างคนต่างทำ กุญแจสำคัญคือการแบ่งบทบาทให้ชัดตั้งแต่ต้น กำหนดเกณฑ์ร่วมกันก่อนโพสต์งาน และสื่อสารกันอย่างสม่ำเสมอตลอดกระบวนการ ไม่ใช่เพียงส่งชื่อผู้สมัครไปมา

บทความนี้นำเสนอแนวทางปฏิบัติเป็นขั้นตอน ตั้งแต่การประชุมสรุปความต้องการตำแหน่ง (intake) ก่อนเปิดรับสมัคร การเขียน JD ร่วมกัน การออกแบบตารางให้คะแนน (scorecard) ไปจนถึงการส่งมอบงานหลังรับคนเข้ามา เหมาะสำหรับ HR และ hiring manager ใน SME ที่ต้องการยกระดับกระบวนการสรรหาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทำไม HR กับ hiring manager ถึงต้องทำงานร่วมกันแทนที่จะต่างคนต่างทำ?

กระบวนการสรรหาอาจเกิดปัญหา เช่น HR ส่งรายชื่อผู้สมัครไปแล้ว hiring manager ปฏิเสธทั้งหมดโดยไม่ให้เหตุผล หรือ hiring manager เปลี่ยนเกณฑ์กลางคันจนต้องเริ่มกระบวนการใหม่ หนึ่งในปัจจัยที่อาจเกี่ยวข้องกับปัญหาเหล่านี้คือการขาดข้อตกลงร่วมกันตั้งแต่แรก

เมื่อ HR เข้าใจเพียงว่า “ต้องการวิศวกร 5 ปีขึ้นไป” แต่ไม่รู้ว่า hiring manager ให้ความสำคัญกับทักษะเฉพาะด้านใด, รูปแบบการทำงานที่ต้องการ, หรือบุคลิกที่เข้ากับทีมได้ การคัดกรองผู้สมัครจึงมีโอกาสคลาดเคลื่อน ทั้งสองฝ่ายสูญเสียเวลา และผู้สมัครที่ดีอาจหลุดมือไปเพราะกระบวนการยืดเยื้อเกินไป

การทำงานร่วมกันอย่างมีโครงสร้างช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้โดยสร้าง “ภาษากลาง” ที่ทั้งสองฝ่ายใช้ร่วมกันตลอดกระบวนการ

HR กับ hiring manager ควรแบ่งหน้าที่กันอย่างไร?

ความสับสนในเรื่องบทบาทเป็นปัจจัยหนึ่งที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งในกระบวนการสรรหา แนวทางหนึ่งคือแยกความรับผิดชอบออกเป็นสองมิติ

HR รับผิดชอบด้านกระบวนการ:

  • ออกแบบและจัดการขั้นตอนการสรรหา
  • โฆษณาตำแหน่งผ่านช่องทางที่เหมาะสม
  • คัดกรองเบื้องต้นตามเกณฑ์ที่ตกลงกัน
  • ดูแลให้กระบวนการเป็นไปตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานและหลักการไม่เลือกปฏิบัติ
  • บริหารการสื่อสารกับผู้สมัครทุกคน รวมถึงผู้ที่ไม่ผ่านการคัดเลือก

Hiring manager รับผิดชอบด้านเนื้อหา:

  • กำหนดทักษะและประสบการณ์ที่ต้องการอย่างละเอียด
  • ประเมินความสามารถเชิงเทคนิคในการสัมภาษณ์
  • ตัดสินใจขั้นสุดท้ายในการรับหรือปฏิเสธผู้สมัคร
  • วางแผนการปฐมนิเทศ (onboarding) เพื่อให้พนักงานใหม่ทำงานได้เร็ว

การแบ่งบทบาทนี้สอดคล้องกับแนวคิดของ RACI (Responsible-Accountable-Consulted-Informed) ซึ่ง HR อาจเป็น Responsible ด้านกระบวนการ ในขณะที่ hiring manager อาจเป็น Accountable ต่อผลลัพธ์ของการตัดสินใจรับคน

ขั้นตอน HR ทำงานร่วมกับ hiring manager อย่างมีประสิทธิภาพ

ขั้นที่ 1: จัดประชุมสรุปความต้องการตำแหน่ง (intake) ก่อนโพสต์งาน

นัดประชุมสั้น ๆ ร่วมกับ hiring manager เพื่อกำหนดทักษะที่ต้องมี (must-have), ทักษะที่มีก็ได้เปรียบ (nice-to-have), ระดับประสบการณ์ที่ต้องการ, กระบอกเงินเดือนที่อนุมัติแล้ว และไทม์ไลน์ที่ต้องการได้คน บันทึกลงในแบบฟอร์มสรุปความต้องการตำแหน่ง (intake form) แล้วให้ hiring manager เซ็นยืนยัน

ไม่ควรข้ามการประชุมนี้ เพราะเป็นจุดที่ทั้งสองฝ่ายจะ “ล็อก” เกณฑ์ร่วมกัน ถ้าข้าม กระบวนการที่เหลืออาจต้องแก้ไขซ้ำ

ขั้นที่ 2: เขียน JD ร่วมกันโดยใช้โครงสร้างมาตรฐาน

ใช้แม่แบบ JD ที่แยกทักษะที่ต้องมี (must-have) ออกจากทักษะเสริม (nice-to-have) ชัดเจน เพื่อให้ HR คัดกรองได้ตรงและ hiring manager ไม่ปฏิเสธผู้สมัครที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเพราะขาดทักษะที่จริง ๆ แล้วไม่จำเป็น

JD ที่ดีควรระบุด้วยว่าตำแหน่งนี้ต้องรายงานต่อใคร ทำงานร่วมกับทีมไหน และวัดผลงานอย่างไรในช่วงแรกของการทำงาน ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ผู้สมัครประเมินตัวเองได้ดีขึ้นก่อนยื่นใบสมัคร ดูแนวทางการเขียน JD ที่มีโครงสร้างได้ที่ Smart JD

ขั้นที่ 3: กำหนดเกณฑ์ตารางให้คะแนน (scorecard) ก่อนสัมภาษณ์รอบแรก

ออกแบบตารางให้คะแนนร่วมกันโดยกำหนดหัวข้อประเมิน เช่น ทักษะเทคนิค, การสื่อสาร, ความเหมาะสมกับวัฒนธรรมองค์กร พร้อมน้ำหนักคะแนน ให้ทุกคนที่สัมภาษณ์ใช้เครื่องมือเดียวกันเพื่อลดความลำเอียงส่วนตัว

ตารางให้คะแนนที่ดีไม่จำเป็นต้องซับซ้อน องค์กรอาจเริ่มจากตารางที่มีหัวข้อไม่มาก ใช้ช่วงคะแนนสั้น ๆ ต่อหัวข้อ พร้อมช่องบันทึกหลักฐานพฤติกรรมที่สังเกตได้ แล้วปรับความละเอียดเพิ่มขึ้นตามความซับซ้อนของตำแหน่ง

ขั้นที่ 4: HR เป็นคนนำสัมภาษณ์รอบคัดกรอง hiring manager นำรอบเทคนิค

แบ่งบทบาทในการสัมภาษณ์อย่างชัดเจน: HR ดูความเหมาะสมกับวัฒนธรรมองค์กร, ความคาดหวังค่าตอบแทน, และชี้ประเด็นที่เกี่ยวกับพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 หรือข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) พ.ศ. 2562; hiring manager ประเมินความสามารถเชิงเทคนิคและทักษะที่ต้องใช้งานจริง

การแบ่งบทบาทนี้ยังช่วยลดภาระของ hiring manager ด้วย เพราะไม่ต้องนั่งสัมภาษณ์ผู้สมัครทุกคนตั้งแต่รอบแรก

ขั้นที่ 5: ประชุมสรุปหลังสัมภาษณ์ (debrief) ทุกรอบ

นัดประชุมสรุปสั้น ๆ หลังสัมภาษณ์แต่ละรอบ เพื่อรวบรวมคะแนนจากตารางให้คะแนน, อภิปรายข้อสังเกต, และตัดสินใจว่าจะเดินหน้าหรือปฏิเสธผู้สมัคร การประชุมนี้ช่วยให้ HR ติดตามความคืบหน้า และ hiring manager ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง

ขั้นที่ 6: ส่งใบเสนองานและวางแผนปฐมนิเทศร่วมกัน

เมื่อตัดสินใจได้แล้ว HR จัดเตรียมใบเสนอและตรวจสอบความถูกต้องตามกฎหมายแรงงาน ส่วน hiring manager ติดต่อผู้สมัครเพื่อสื่อสารในแง่บวกในฐานะทีมที่จะทำงานด้วยกัน ทั้งสองฝ่ายวางแผนการปฐมนิเทศร่วมกันตั้งแต่วันแรก เพื่อให้พนักงานใหม่เริ่มทำงานได้จริงโดยเร็ว

อะไรคือสัญญาณเตือนว่าการทำงานร่วมกันมีปัญหา?

มีสัญญาณที่ควรสังเกตและแก้ไขก่อนที่จะกระทบกระบวนการสรรหา:

จาก hiring manager:

  • ปฏิเสธผู้สมัครโดยไม่ให้เหตุผลเป็นลายลักษณ์อักษร
  • เปลี่ยนเกณฑ์หลังจากเห็นรายชื่อผู้สมัครแล้ว
  • ไม่มีเวลาให้สัมภาษณ์ตามไทม์ไลน์ที่ตกลงไว้

จาก HR:

  • ส่งรายชื่อผู้สมัครที่ไม่ผ่านเกณฑ์ทักษะที่ต้องมี (must-have) อย่างชัดเจน
  • ไม่อัปเดต hiring manager เกี่ยวกับสถานะกระบวนการสรรหา
  • ตัดสินใจด้านเนื้อหา เช่น ปฏิเสธผู้สมัครเชิงเทคนิคโดยไม่ปรึกษา

เมื่อพบสัญญาณเหล่านี้ ควรกลับไปทบทวนแบบฟอร์มสรุปความต้องการตำแหน่ง (intake form) และตารางให้คะแนน (scorecard) ร่วมกัน แทนการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นรายกรณี

เครื่องมืออะไรช่วยให้กระบวนการนี้ทำงานได้จริง?

ไม่ต้องใช้ซอฟต์แวร์ราคาแพง เครื่องมือพื้นฐานที่ใช้ได้ผลสำหรับ SME ประกอบด้วย:

แบบฟอร์มสรุปความต้องการตำแหน่ง (intake form): เอกสารสั้น ๆ ที่บันทึกข้อตกลงก่อนโพสต์งาน ประกอบด้วยชื่อตำแหน่ง, ทักษะที่ต้องมี, ทักษะเสริม, กระบอกเงินเดือน, ไทม์ไลน์, จำนวนผู้สมัครที่จะนำเสนอรอบแรก และช่องเซ็นยืนยัน

JD มาตรฐาน: แม่แบบที่แยกส่วนประกอบออกจากกันชัดเจน ช่วยให้ HR เขียนได้สม่ำเสมอทุกตำแหน่ง อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการออกแบบ JD ที่มีคุณภาพได้ที่ Smart JD

ตารางให้คะแนน (scorecard): ตารางประเมินที่ทุกคนใช้ร่วมกัน ช่วยให้การตัดสินใจมีหลักฐานรองรับแทนที่จะใช้ “ความรู้สึก”

ช่องทางสื่อสาร: กำหนดว่าจะใช้ช่องทางไหนติดต่อกัน เช่น Line หรืออีเมลสำหรับอัปเดตสถานะ และนัดประชุมสั้นรายสัปดาห์ตลอดช่วงสรรหา

สำหรับองค์กรที่ต้องการยกระดับ JD ทั้งระบบให้มีโครงสร้างและมาตรฐาน ดูได้ที่ Smart JD ซึ่งออกแบบมาให้ HR และ hiring manager เขียน JD ร่วมกันได้

และหากต้องการเชื่อมโยงกระบวนการสรรหากับระบบประเมินผลงานเพื่อวัดผลพนักงานใหม่หลังปฐมนิเทศ (onboard) ดูแนวทางได้ที่ บทความเกี่ยวกับ KPI และ OKR

สรุป

HR และ hiring manager ที่ทำงานร่วมกันอย่างมีระบบ ตั้งแต่การประชุมสรุปความต้องการตำแหน่ง, JD, ตารางให้คะแนน, การสัมภาษณ์แบบแบ่งบทบาท, การประชุมสรุปหลังสัมภาษณ์, ไปจนถึงการปฐมนิเทศ อาจช่วยลดระยะเวลาว่างตำแหน่งและเพิ่มโอกาสได้คนที่เหมาะสมมากกว่าการปล่อยให้ต่างคนต่างทำ

หากต้องการยกระดับกระบวนการสรรหาในองค์กรของคุณ ทีม Triple I HR Consulting พร้อมนัดคุยฟรีเพื่อประเมินสถานะปัจจุบันและออกแบบแนวทางที่เหมาะกับบริบทของคุณ นัดคุยฟรีได้ที่ Smart JD

คำถามที่พบบ่อย

HR กับ hiring manager ควรแบ่งหน้าที่กันอย่างไรในการสรรหา?

HR รับผิดชอบกระบวนการ ได้แก่ การโฆษณาตำแหน่ง การคัดกรองเบื้องต้น และการตรวจสอบความเป็นธรรมของกระบวนการ ส่วน hiring manager รับผิดชอบเนื้อหา ได้แก่ การกำหนดทักษะที่ต้องการ การสัมภาษณ์เชิงเทคนิค และการตัดสินใจขั้นสุดท้าย ทั้งสองฝ่ายต้องตกลงกันล่วงหน้าว่าใครเป็นเจ้าของขั้นตอนใด

ทำไม JD ที่ดีถึงสำคัญต่อความร่วมมือระหว่าง HR กับ hiring manager?

JD ที่ชัดเจนเป็นสัญญาร่วมกันระหว่าง HR กับ hiring manager ว่าต้องการใคร ช่วยให้ HR คัดกรองผู้สมัครได้ตรงเป้าโดยไม่ต้องถามซ้ำ และช่วยให้ hiring manager ประเมินผลได้จากเกณฑ์เดียวกัน ลดความขัดแย้งในขั้นตอนสุดท้าย

จะทำอย่างไรถ้า hiring manager เปลี่ยนเกณฑ์ระหว่างกระบวนการสรรหา?

ควรกำหนดจุดตรวจสอบ (checkpoint) ก่อนเริ่มโพสต์งาน และก่อนนัดสัมภาษณ์รอบสุดท้าย เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายยืนยันเกณฑ์ร่วมกัน ถ้าเกณฑ์เปลี่ยนกลางคัน HR ควรบันทึกการเปลี่ยนแปลงและประเมินว่าจำเป็นต้องเปิดรับสมัครใหม่หรือไม่ เพื่อความเป็นธรรมต่อผู้สมัครทุกคน

เครื่องมืออะไรช่วยให้ HR กับ hiring manager ทำงานร่วมกันได้ดีขึ้น?

เครื่องมือหลักคือ JD มาตรฐานที่ระบุทักษะที่ต้องมี (must-have) และทักษะที่มีก็ได้เปรียบ (nice-to-have) แยกกัน, แบบฟอร์มสรุปความต้องการตำแหน่ง (intake form), ตารางคะแนนสัมภาษณ์ (scorecard) ที่ทุกคนใช้ร่วมกัน และช่องทางสื่อสารที่กำหนดไว้ชัดเจน เช่น การประชุมสั้นประจำสัปดาห์ระหว่างสรรหา

ระยะเวลาสรรหาที่เหมาะสมสำหรับ SME คือเท่าใด?

ไม่มีตัวเลขสากลที่ตายตัว ระยะเวลาสรรหาขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของตำแหน่งเป็นหลัก ตำแหน่งปฏิบัติการที่มีผู้สมัครในตลาดจำนวนมากอาจใช้เวลาน้อยกว่าตำแหน่งวิชาชีพเฉพาะทางหรือผู้บริหารที่ตัวเลือกในตลาดมีจำกัด ปัจจัยที่มีผลมากที่สุดคือความชัดเจนของ JD และความพร้อมของ hiring manager ในการให้เวลาสัมภาษณ์ องค์กรควรเก็บสถิติระยะเวลาสรรหาของตัวเองไว้เป็นฐานเทียบสำหรับตำแหน่งถัดไป


Triple I HR Consulting

เผยแพร่โดย

Triple I HR Consulting

ทีมที่ปรึกษาด้านโครงสร้างเงินเดือน ระบบประเมินผลงาน และ Job Description

อยากปรึกษาเรื่องนี้เพิ่มเติม?

นัดคุย 30 นาทีฟรี ไม่มีการขายในรอบแรก แค่เล่าให้เราฟัง

นัดคุยฟรี