ข้ามไปยังเนื้อหา
Triple I HR
← กลับไปบทความทั้งหมด

ลูกจ้างรายวันกับรายเดือน โครงสร้างต่างกันอย่างไรและออกแบบยังไง

ลูกจ้างรายวันกับรายเดือนมีโครงสร้างต่างกันที่ฐานการคำนวณค่าจ้างเป็นหลัก รายวันคิดตามจำนวนวันที่มาทำงานจริง ส่วนรายเดือนได้รับเต็มเดือนคงที่ ความต่างนี้ลามไปถึงการคิดค่าล่วงเวลา สวัสดิการ และวิธีวางกระบอกเงินเดือน จึงต้องออกแบบให้สองกลุ่มอยู่ในระบบเดียวกันอย่างเป็นธรรม

หลายองค์กรในไทยจ้างทั้งสองรูปแบบพร้อมกัน เช่น พนักงานออฟฟิศเป็นรายเดือน พนักงานหน้างานหรือสายการผลิตเป็นรายวัน บทความนี้อธิบายว่าความต่างอยู่ตรงไหนจริง ๆ และจะออกแบบโครงสร้างค่าตอบแทนให้ทั้งสองกลุ่มสอดคล้องกันได้อย่างไร

ลูกจ้างรายวันกับรายเดือนต่างกันอย่างไร

ลูกจ้างรายเดือน คือพนักงานที่ได้รับค่าจ้างเป็นจำนวนคงที่ต่อเดือน ไม่ว่าเดือนนั้นจะมี 28 หรือ 31 วัน หรือมีวันหยุดประจำสัปดาห์กี่วัน ส่วนลูกจ้างรายวัน คือพนักงานที่ได้รับค่าจ้างตามจำนวนวันที่มาทำงานจริง ถ้าไม่มาทำงานในวันที่ไม่ใช่วันหยุดที่ได้รับค่าจ้าง ก็ไม่ได้ค่าจ้างของวันนั้น

ความต่างนี้ไม่ใช่แค่เรื่องชื่อเรียก แต่ส่งผลต่อหลายเรื่องพร้อมกัน:

  1. ฐานการคำนวณ — รายเดือนใช้ตัวเลขต่อเดือนเป็นฐาน รายวันใช้ค่าจ้างต่อวันเป็นฐาน เวลาคิดค่าล่วงเวลาหรือเงินที่อิงค่าจ้างจึงต้องแปลงฐานให้ตรงรูปแบบ
  2. ความแน่นอนของรายได้ — รายเดือนมีรายได้ที่คาดเดาได้ทุกเดือน รายวันมีรายได้ผันตามจำนวนวันทำงานในเดือนนั้น เดือนที่มีวันหยุดยาวมาก รายได้รวมของลูกจ้างรายวันอาจต่างจากเดือนปกติ
  3. การคิดวันหยุดและวันลา — รายเดือนมักได้รับค่าจ้างในวันหยุดประจำสัปดาห์โดยรวมอยู่ในเงินเดือนแล้ว ส่วนการจ่ายค่าจ้างในวันหยุดของลูกจ้างรายวันต้องดูเงื่อนไขตามกฎหมายแรงงานและข้อตกลงการจ้างประกอบ
  4. ภาพลักษณ์และความรู้สึกของพนักงาน — ในหลายองค์กร การเป็นพนักงานรายเดือนถูกมองว่ามั่นคงกว่า การออกแบบโครงสร้างจึงต้องคำนึงถึงทั้งตัวเลขและความรู้สึกนี้

ค่าตอบแทนรวมของสองกลุ่มเทียบกันอย่างไร

จุดที่มักเข้าใจคลาดเคลื่อนคือการเทียบเฉพาะตัวเลขฐาน ทั้งที่สิ่งที่ควรเทียบคือค่าตอบแทนรวม (total compensation) ต่อเดือน ลองนึกภาพการแปลงค่าจ้างรายวันให้เห็นเป็นรายได้ต่อเดือนแบบคร่าว ๆ โดยคูณด้วยจำนวนวันทำงานเฉลี่ยต่อเดือน แล้วจึงนำไปเทียบกับเงินเดือนของพนักงานรายเดือนในงานระดับเดียวกัน

ตัวอย่างสมมติเพื่อให้เห็นภาพ (ไม่ใช่ตัวเลขจริงขององค์กรใด) สมมติว่าค่าจ้างรายวันอยู่ที่ 500 บาทต่อวัน และมีวันทำงานเฉลี่ย 26 วันต่อเดือน รายได้ฐานต่อเดือนจะอยู่ที่ราว 13,000 บาท ตัวเลขนี้ยังไม่รวมค่าล่วงเวลาและสวัสดิการ ถ้านำไปเทียบกับเงินเดือนของพนักงานรายเดือนที่ทำงานลักษณะใกล้เคียงกัน องค์กรจะเห็นว่าสองกลุ่มอยู่ห่างกันแค่ไหนจริง ๆ ก่อนสรุปว่ากลุ่มใดได้เปรียบหรือเสียเปรียบ

นอกจากฐานค่าจ้างแล้ว ค่าตอบแทนรวมยังประกอบด้วยส่วนอื่นที่มักต่างกันระหว่างสองกลุ่ม เช่น สิทธิโบนัส การปรับขึ้นประจำปี กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และสวัสดิการที่ไม่ใช่ตัวเงิน หากองค์กรเทียบเฉพาะตัวเลขต่อวันกับเงินเดือนโดยไม่รวมส่วนเหล่านี้ ภาพที่ได้จะไม่ครบและอาจนำไปสู่การตัดสินใจที่คลาดเคลื่อน

ทำไมรายวันและรายเดือนถึงควรอยู่ในโครงสร้างเดียวกัน

ปัญหาที่พบบ่อยคือองค์กรตั้งค่าจ้างของลูกจ้างรายวันแยกขาดจากโครงสร้างเงินเดือนของพนักงานรายเดือน ผลที่ตามมาคือสองกลุ่มถูกบริหารด้วยตรรกะคนละชุด พอเทียบกันเข้าจริงก็อาจพบความเหลื่อมล้ำที่อธิบายด้วยค่างานไม่ได้

หนึ่งในปัจจัยที่อาจเกี่ยวข้องกับความเหลื่อมล้ำนี้คือการขาดเกณฑ์กลางที่ใช้ประเมินค่างาน (job value) ของทั้งสองกลุ่มด้วยมาตรฐานเดียวกัน หากองค์กรประเมินค่างานทุกตำแหน่งด้วยวิธีเดียวกัน เช่น การให้คะแนนตามปัจจัยงาน (Point Factor Method) จะเห็นว่างานรายวันบางตำแหน่งมีค่างานใกล้เคียงหรือสูงกว่างานรายเดือนบางตำแหน่ง ซึ่งช่วยให้ตั้งค่าจ้างได้สมเหตุสมผลขึ้น

แนวคิดสำคัญคือการแยกระหว่าง “ค่างาน” กับ “ค่าคน” ค่างานคือคุณค่าของตำแหน่งตามความรับผิดชอบและทักษะที่ต้องใช้ ไม่เกี่ยวกับว่าจ้างแบบรายวันหรือรายเดือน ส่วนค่าคนคือสิ่งที่จ่ายให้บุคคลตามประสบการณ์และผลงาน เมื่อแยกสองสิ่งนี้ออกจากกัน องค์กรจะออกแบบโครงสร้างที่รองรับทั้งรายวันและรายเดือนได้โดยไม่ต้องใช้ตรรกะคนละชุด อ่านพื้นฐานเพิ่มได้ที่ โครงสร้างเงินเดือน 101

ออกแบบกระบอกเงินเดือนสำหรับลูกจ้างรายวันอย่างไร

ลูกจ้างรายวันมีกระบอกเงินเดือนได้ และควรมี เพียงแต่ตั้งหน่วยเป็นค่าจ้างต่อวันแทนค่าจ้างต่อเดือน หลักการออกแบบยังเหมือนเดิม:

  1. ประเมินค่างานก่อน — จัดกลุ่มตำแหน่งรายวันตามค่างาน ไม่ใช่ตามแผนกหรือความอาวุโสเพียงอย่างเดียว เพื่อให้รู้ว่าตำแหน่งใดควรอยู่ระดับใด
  2. ตั้งช่วงค่าจ้างต่อวัน — แต่ละระดับมีค่าต่ำสุด กลาง และสูงสุด เป็นบาทต่อวัน ช่วงนี้บอกว่าค่าจ้างต่อวันของตำแหน่งนั้นควรเคลื่อนอยู่ในกรอบใด
  3. เชื่อมกับโครงสร้างรายเดือน — ทำตารางเทียบให้เห็นว่าค่าจ้างต่อวันของแต่ละระดับเมื่อแปลงเป็นรายได้ต่อเดือนแล้วสอดคล้องกับระดับเงินเดือนของพนักงานรายเดือนอย่างไร เพื่อให้สองกลุ่มอยู่บนเส้นเดียวกัน
  4. วางเส้นทางเติบโต — กำหนดว่าลูกจ้างรายวันจะขยับขึ้นในกระบอกของตัวเองได้อย่างไร และมีเงื่อนไขใดที่อาจเปลี่ยนสถานะเป็นรายเดือนเมื่อบทบาทเปลี่ยนไป

การมีกระบอกชัดเจนยังช่วยลดปัญหาค่าจ้างตัน เพราะองค์กรเห็นเพดานของแต่ละระดับและวางแผนการขยับล่วงหน้าได้ แทนที่จะปรับเฉพาะกิจจนค่าจ้างของบางคนชนเพดานโดยไม่มีทางไปต่อ

ข้อควรระวังเมื่อเปลี่ยนรายวันเป็นรายเดือน

หลายองค์กรพิจารณาเปลี่ยนสถานะลูกจ้างจากรายวันเป็นรายเดือนเพื่อรักษาคนหรือยกระดับบทบาท ก่อนตัดสินใจมีหลายเรื่องที่ควรคิดให้ครบ:

  • เทียบรายได้รวมให้เห็นจริง — ตัวเลขเงินเดือนที่เสนออาจดูสูง แต่ต้องเทียบกับรายได้รวมต่อเดือนเดิมที่รวมค่าล่วงเวลาและการจ่ายในวันหยุดด้วย เพราะการเปลี่ยนรูปแบบอาจทำให้องค์ประกอบรายได้เปลี่ยนไป
  • ผลต่อค่าล่วงเวลา — ฐานการคิดค่าล่วงเวลาของรายวันและรายเดือนต่างกัน การเปลี่ยนรูปแบบอาจทำให้สิ่งที่พนักงานเคยได้รับเปลี่ยนไป ควรอธิบายให้เข้าใจตรงกันล่วงหน้า
  • ความคาดหวังและความรู้สึก — การได้เป็นพนักงานรายเดือนมักถูกมองว่าเป็นการเลื่อนสถานะ ถ้าตัวเลขรายได้รวมกลับลดลง อาจส่งผลต่อความรู้สึกของพนักงานและความไว้วางใจที่มีต่อองค์กร
  • ความสอดคล้องกับโครงสร้าง — ตำแหน่งที่เปลี่ยนเป็นรายเดือนควรเข้าไปอยู่ในระดับที่สอดคล้องกับค่างานของตำแหน่งนั้น ไม่ใช่ตั้งเงินเดือนแบบเฉพาะรายจนหลุดออกจากกรอบโครงสร้าง

การมองข้ามเรื่องเหล่านี้เสี่ยงต่อการสร้างความไม่เท่าเทียมในเชิงตัวเลขที่อธิบายได้ยากภายหลัง การวางหลักให้ชัดตั้งแต่ต้นจึงช่วยให้ตัดสินใจได้มั่นใจกว่า

สรุป

ลูกจ้างรายวันกับรายเดือนต่างกันที่ฐานการคำนวณและความแน่นอนของรายได้ แต่ไม่ได้แปลว่าต้องบริหารด้วยตรรกะคนละชุด เมื่อองค์กรประเมินค่างานด้วยมาตรฐานเดียวกัน แยกค่างานออกจากค่าคน และวางกระบอกของทั้งสองกลุ่มให้อยู่บนเส้นเดียวกัน ความเหลื่อมล้ำที่อธิบายไม่ได้ก็จะลดลง

ถ้าองค์กรของคุณจ้างทั้งรายวันและรายเดือนและอยากให้สองกลุ่มอยู่ในระบบเดียวกันอย่างเป็นธรรม การออกแบบโครงสร้างเงินเดือนคือจุดเริ่มต้นที่ช่วยจัดทุกอย่างให้เข้าที่ได้ นี่คือวิธีคิดที่ทำเองได้ และถ้าอยากมีตัวกลางที่เป็นกลางมาช่วยมองภาพรวมไปด้วยกัน เราอยู่ตรงนี้ คำถามชวนคิดทิ้งท้ายคือ วันนี้องค์กรของคุณตอบได้ไหมว่าค่าจ้างต่อวันของลูกจ้างรายวันอยู่ตรงไหนเมื่อเทียบกับเงินเดือนของพนักงานรายเดือนในงานระดับเดียวกัน

คำถามที่พบบ่อย

ลูกจ้างรายวันกับรายเดือนต่างกันที่ตรงไหน

ต่างกันที่ฐานการคำนวณค่าจ้างเป็นหลัก รายวันคิดค่าจ้างตามจำนวนวันที่มาทำงานจริง ส่วนรายเดือนได้รับเต็มเดือนไม่ว่าจะมีวันหยุดในเดือนนั้นกี่วัน ความต่างนี้ส่งผลต่อการคิดค่าล่วงเวลา สวัสดิการ และวิธีวางกระบอกเงินเดือน

ลูกจ้างรายวันมีกระบอกเงินเดือนได้ไหม

ได้ และควรมี เพียงแต่ตั้งเป็นช่วงค่าจ้างต่อวันแทนที่จะเป็นต่อเดือน หลักการออกแบบ เช่น ค่าต่ำสุด กลาง สูงสุด และการเชื่อมกับค่างาน ใช้เหมือนกับรายเดือน

เปลี่ยนลูกจ้างรายวันเป็นรายเดือนต้องคิดเรื่องอะไรบ้าง

ต้องเทียบรายได้รวมต่อเดือนของทั้งสองรูปแบบให้เห็นชัด รวมถึงผลต่อค่าล่วงเวลา สวัสดิการ และความคาดหวังของพนักงาน เพราะตัวเลขต่อวันที่ดูสูงอาจให้รายได้รวมต่างจากเงินเดือนที่เสนอ


อยากปรึกษาเรื่องนี้เพิ่มเติม?

นัดคุย 30 นาทีฟรี ไม่มีการขายในรอบแรก แค่เล่าให้เราฟัง

นัดคุยฟรี