ข้ามไปยังเนื้อหา
Triple I HR
← กลับไปบทความทั้งหมด

การเทียบสวัสดิการกับตลาด ทำอย่างไรให้เห็นภาพจริงและตัดสินใจได้

การเทียบสวัสดิการกับตลาด คือการนำสวัสดิการทั้งหมดที่องค์กรให้พนักงานมาจัดกลุ่มและตีเป็นมูลค่า แล้วเปรียบกับสิ่งที่กลุ่มบริษัทเปรียบเทียบให้ เพื่อดูว่าจุดไหนสูงกว่า ต่ำกว่า หรือขาดหายไป ผลที่ได้ใช้เป็นข้อมูลตัดสินใจว่าจะปรับสวัสดิการตรงไหนให้คุ้มค่าที่สุด

หลายองค์กรเทียบเฉพาะเงินเดือนฐานแล้วสรุปว่าค่าตอบแทนของตัวเองอยู่ตรงไหนในตลาด ทั้งที่สวัสดิการเป็นส่วนหนึ่งของค่าตอบแทนรวม (total compensation) ที่พนักงานรู้สึกได้จริง บทความนี้อธิบายว่าจะเทียบสวัสดิการอย่างเป็นระบบได้อย่างไร และมีอะไรที่ต้องระวังระหว่างทาง

ทำไมต้องเทียบสวัสดิการกับตลาด ไม่ใช่แค่เงินเดือน

เงินเดือนฐานเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสิ่งที่พนักงานได้รับ สวัสดิการอย่างประกันสุขภาพ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ วันลา หรือความยืดหยุ่นในการทำงาน ล้วนเป็นต้นทุนที่องค์กรจ่ายจริงและเป็นคุณค่าที่พนักงานรับรู้ ถ้าเทียบแต่เงินเดือน องค์กรจะมองไม่เห็นภาพรวมของค่าตอบแทนรวม

ลองนึกภาพสองบริษัทที่ให้เงินเดือนฐานเท่ากันเป๊ะ แต่บริษัทแรกสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้มากกว่า มีประกันสุขภาพที่ครอบคลุมครอบครัว และให้วันลาพักร้อนมากกว่าขั้นต่ำตามกฎหมาย เมื่อพนักงานเทียบข้อเสนอจริง สองบริษัทนี้ไม่ได้อยู่ระดับเดียวกันเลย ทั้งที่ตัวเลขเงินเดือนบนกระดาษเท่ากัน

นี่คือเหตุผลที่การเทียบสวัสดิการกับตลาดสำคัญ มันช่วยให้องค์กรเห็นว่าจุดแข็งของแพ็กเกจตัวเองอยู่ตรงไหน และจุดที่อาจทำให้เสียเปรียบในการแข่งหาคนอยู่ตรงไหน โดยไม่ต้องเดา การเทียบสวัสดิการจึงเป็นส่วนต่อขยายที่ดีของการทำโครงสร้างเงินเดือน ที่หลายองค์กรทำไว้แล้วแต่หยุดอยู่แค่ตัวเลขค่าจ้าง

นิยามสั้น ๆ ที่ควรเข้าใจตรงกัน

ก่อนเริ่ม มีสามคำที่ควรนิยามให้ตรงกันทั้งทีม

  • ค่าตอบแทนรวม (total compensation) คือผลรวมของเงินเดือนฐานบวกกับมูลค่าของสวัสดิการและสิ่งจูงใจอื่น ๆ ที่องค์กรจ่ายให้ในหนึ่งปี
  • กลุ่มบริษัทเปรียบเทียบ (peer group) คือชุดบริษัทที่เลือกมาเทียบ ซึ่งควรเป็นบริษัทที่แข่งหาคนกลุ่มเดียวกับเราจริง
  • ช่องว่าง (gap) คือส่วนต่างระหว่างสวัสดิการของเรากับค่ากลางของตลาดในแต่ละหมวด ทั้งในทางที่สูงกว่าและต่ำกว่า

เทียบสวัสดิการกับตลาดทำอย่างไร ทีละขั้น

การเทียบที่ใช้งานได้จริงไม่ใช่การเอารายการสวัสดิการมาวางข้างกันเฉย ๆ แต่ต้องทำให้สิ่งที่ต่างชนิดกันเทียบกันได้ก่อน ขั้นตอนหลักมีดังนี้

  1. รวบรวมและจัดกลุ่มสวัสดิการของตัวเองก่อน ลิสต์ทุกตัวที่ให้จริง แล้วจัดเป็นหมวด เช่น ประกันและสุขภาพ การเงินและการออม วันหยุดและวันลา ความยืดหยุ่นในการทำงาน การจัดหมวดทำให้เทียบทีละกลุ่มได้แทนที่จะหลงในรายการยาวเหยียด
  2. เลือกกลุ่มบริษัทเปรียบเทียบให้สมเหตุสมผล เลือกบริษัทที่แข่งดึงคนกลุ่มเดียวกับเราจริง ทั้งในอุตสาหกรรมเดียวกันและบริษัทนอกอุตสาหกรรมที่ดึงคนจากตลาดแรงงานเดียวกัน การเทียบกับบริษัทที่ใหญ่หรือเล็กกว่ามากจนไม่ได้แข่งกันมักให้ภาพที่ใช้ตัดสินใจไม่ได้
  3. ตีมูลค่าสวัสดิการแต่ละตัวเป็นตัวเงิน แปลงสิ่งที่ไม่ใช่เงินสดให้เป็นมูลค่าต่อปีโดยประมาณ เช่น เบี้ยประกันที่บริษัทจ่าย เงินสมทบกองทุน หรือมูลค่าของวันลาที่มากกว่าขั้นต่ำตามกฎหมาย ขั้นนี้คือหัวใจ เพราะสวัสดิการคนละชนิดจะเทียบกันได้ก็ต่อเมื่อแปลงเป็นหน่วยเดียวกัน
  4. เทียบทีละหมวดแล้วบันทึกช่องว่าง วางสวัสดิการของเราเทียบกับค่ากลางของตลาดในแต่ละหมวด ระบุชัดว่าจุดไหนสูงกว่า ต่ำกว่า หรือไม่มีเลย
  5. จัดลำดับความสำคัญตามกลุ่มพนักงานเป้าหมาย ช่องว่างทุกจุดไม่ได้สำคัญเท่ากัน พิจารณาว่าจุดไหนกระทบกลุ่มคนที่องค์กรอยากรักษาหรือดึงดูดมากที่สุด
  6. เทียบทางเลือกกับงบประมาณก่อนตัดสินใจ ประเมินต้นทุนของแต่ละทางเลือกเทียบกับงบที่มี แล้วเลือกปรับเฉพาะจุดที่คุ้มค่า

ตัวอย่างสมมติเรื่องการตีมูลค่า

สมมติว่าองค์กรหนึ่งให้ประกันสุขภาพที่บริษัทจ่ายเบี้ยปีละ 12,000 บาทต่อคน สมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 5 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน และให้วันลาพักร้อน 12 วัน ขณะที่ค่ากลางของตลาดในกลุ่มเปรียบเทียบอยู่ที่ประกัน 15,000 บาท สมทบกองทุน 5 เปอร์เซ็นต์เท่ากัน และวันลา 10 วัน (ตัวอย่างสมมติทั้งหมด)

เมื่อตีเป็นมูลค่าแล้ววางเทียบกัน จะเห็นว่าองค์กรนี้ต่ำกว่าตลาดในหมวดประกัน แต่สูงกว่าตลาดในหมวดวันลา ภาพแบบนี้ใช้ตัดสินใจได้ดีกว่าการสรุปรวบยอดว่าสวัสดิการดีหรือไม่ดี เพราะมันบอกได้ว่าควรไปโฟกัสตรงไหน

ข้อควรระวังในการอ่านผลการเทียบสวัสดิการ

ผลการเทียบเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ไม่ใช่คำสั่งให้ต้องไล่เพิ่มทุกจุดที่ต่ำกว่าตลาด มีหลายเรื่องที่ควรระวัง

  • ต่ำกว่าตลาดไม่ได้แปลว่าต้องเพิ่มเสมอ สวัสดิการบางตัวอาจไม่สำคัญต่อกลุ่มพนักงานเป้าหมายขององค์กร การทุ่มงบเพิ่มในจุดที่พนักงานไม่ได้ให้คุณค่ามากนัก อาจไม่คุ้มเท่ากับเอางบไปเสริมจุดที่กระทบการรักษาคนโดยตรง
  • ค่ากลางของตลาดมาจากกลุ่มเปรียบเทียบที่เลือก ถ้าเลือกกลุ่มผิด ภาพที่ได้ก็เพี้ยน สาเหตุหนึ่งที่ผลการเทียบดูไม่สมเหตุสมผล มักมาจากการเลือกบริษัทเปรียบเทียบที่ไม่ได้แข่งหาคนกลุ่มเดียวกันจริง
  • มูลค่าที่ตีได้เป็นค่าประมาณ การตีมูลค่าสวัสดิการมีสมมติฐานอยู่เบื้องหลังเสมอ ควรบันทึกสมมติฐานและวันที่ของข้อมูลไว้ เพื่อให้ทบทวนย้อนกลับได้ในรอบถัดไป
  • เงินเดือนกับสวัสดิการต้องดูคู่กัน องค์กรที่เงินเดือนฐานอยู่ระดับสูงของตลาดอยู่แล้ว อาจเลือกให้สวัสดิการระดับกลางได้โดยยังแข่งขันได้ การดูทั้งสองส่วนพร้อมกันให้ภาพค่าตอบแทนรวมที่ตรงกับความเป็นจริงมากกว่า

ในทางปฏิบัติ การเทียบสวัสดิการมักทำควบคู่กับการดูตำแหน่งของเงินเดือนในตลาด ใครที่อยากเข้าใจพื้นฐานของฝั่งเงินเดือนก่อน อ่านเพิ่มได้ที่ โครงสร้างเงินเดือน เพื่อให้เห็นว่าทั้งสองส่วนประกอบกันเป็นค่าตอบแทนรวมอย่างไร

บทบาทของคนกลางที่เป็นกลางในการเทียบสวัสดิการ

การเทียบสวัสดิการมีจุดที่ละเอียดอ่อน ตั้งแต่การเลือกกลุ่มเปรียบเทียบ การตีมูลค่า ไปจนถึงการตีความผล ซึ่งทั้งหมดต้องการมุมมองที่เป็นกลางและเปรียบเทียบได้ข้ามองค์กร ทีม HR ภายในรู้บริบทของตัวเองดีที่สุด แต่บางครั้งการมีคนกลางที่เป็นกลาง (neutral buffer) เข้ามาช่วยตั้งกรอบและตรวจสมมติฐาน ก็ช่วยให้ผลที่ได้น่าเชื่อถือขึ้นเมื่อต้องนำไปคุยกับผู้บริหาร

แนวทางในบทความนี้ทำเองได้ ถ้าองค์กรมีข้อมูลและเวลาพอ และถ้าอยากมีคนช่วยวางกรอบหรือทบทวนวิธีตีมูลค่าให้เทียบกันได้อย่างยุติธรรม นั่นคือจุดที่คนกลางเข้ามาเสริม โดยที่ทีม HR ยังเป็นเจ้าของการตัดสินใจ

คำถามที่อยากฝากไว้คือ ถ้าวันนี้พนักงานคนหนึ่งเอาข้อเสนอจากที่อื่นมาเทียบกับของเราทั้งแพ็กเกจ ไม่ใช่แค่เงินเดือนฐาน องค์กรของคุณมั่นใจแค่ไหนว่ารู้ว่าตัวเองอยู่ตรงไหนในตลาด

คำถามที่พบบ่อย

การเทียบสวัสดิการกับตลาดคืออะไร

คือการนำสวัสดิการที่องค์กรให้พนักงานทั้งหมด มาตีมูลค่าและจัดกลุ่มให้เทียบกันได้ แล้วเปรียบกับสิ่งที่บริษัทกลุ่มเปรียบเทียบในตลาดให้ เพื่อดูว่าจุดไหนสูงกว่า ต่ำกว่า หรือขาดหายไป

การเทียบสวัสดิการต่างจากการเทียบเงินเดือนอย่างไร

การเทียบเงินเดือนดูเฉพาะตัวเลขค่าจ้างฐาน ส่วนการเทียบสวัสดิการดูสิ่งที่ไม่ใช่เงินเดือน เช่น ประกัน วันลา กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งต้องตีเป็นมูลค่าก่อนจึงจะเทียบกันได้

ควรเทียบสวัสดิการกับใคร

ควรเทียบกับกลุ่มบริษัทที่แข่งหาคนกลุ่มเดียวกันจริง ทั้งในอุตสาหกรรมเดียวกันและบริษัทที่ดึงคนจากตลาดแรงงานเดียวกัน ไม่ใช่เทียบกับบริษัทที่ใหญ่หรือเล็กกว่ามากจนไม่ได้แข่งกัน

ควรเทียบสวัสดิการบ่อยแค่ไหน

ไม่มีรอบตายตัว แต่หลายองค์กรทบทวนทุกหนึ่งถึงสองปี หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญ เช่น กฎหมายแรงงานปรับ ตลาดแรงงานในตำแหน่งหลักตึงตัว หรือก่อนออกแบบแพ็กเกจค่าตอบแทนใหม่

ถ้าสวัสดิการเราต่ำกว่าตลาดต้องเพิ่มทันทีไหม

ไม่จำเป็น ผลการเทียบเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ไม่ใช่คำสั่ง ควรดูว่าจุดที่ต่ำกว่านั้นสำคัญต่อกลุ่มพนักงานเป้าหมายแค่ไหน และเทียบกับงบประมาณก่อนเลือกปรับเฉพาะจุดที่คุ้มค่า


อยากปรึกษาเรื่องนี้เพิ่มเติม?

นัดคุย 30 นาทีฟรี ไม่มีการขายในรอบแรก แค่เล่าให้เราฟัง

นัดคุยฟรี